“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะกลัวเ้านะ”
หลินเฟิงถามพลางหันไปมองเวิ่นอ้าวเสวี่ยอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนว่าเ้าหนุ่มหน้าสวยนี่จะทำให้คนอื่นหวาดกลัว
“บางทีพวกเขาแค่เคารพและยำเกรงข้า” เวิ่นอ้าวเสวี่ยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
ตอนนี้เองหลินเฟิงกับคนอื่นๆ ต่างก็พบว่าบริเวณที่พวกเขายืนนั้นมีคนยืนอยู่ด้วยน้อยมาก เห็นได้ชัดว่าสาเหตุมาจากเวิ่นอ้าวเสวี่ย
“การทดสอบของสายทหารนั้นไม่ยาก มันคงไม่เป็ปัญหาสำหรับเ้า นอกจากนี้ สายทหารน่ะมีคนสนใจมากที่สุด ในบรรดาทั้งสามสาย สายนี้จัดว่าแข็งแกร่งมาก ทุกๆ ปีที่สำนักเทียนอี้เปิดให้ลงทะเบียนจะมีผู้เข้าร่วมการทดสอบที่นี่เยอะมาก ประกอบกับศิษย์ของสายทหารก็มาร่วมการทดสอบด้วย ยิ่งทำให้คนแน่นขนัดมากขึ้น เพราะพวกเขาอยากเห็นว่าความแข็งแกร่งของตัวเองมีการพัฒนามากน้อยแค่ไหน”
เมื่อเห็นฝูงชนพากันหลั่งไหลมาที่ลานกว้างแห่งนี้ เวิ่นอ้าวเสวี่ยจึงหันมาเล่าให้หลินเฟิงฟัง
“แล้วบททดสอบคืออะไร? คงไม่ใช่มาฟังเขาดีดพิณกู่ฉินหรอกนะ?”
หลินเฟิงมองไปยังร่างของคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุด สองมือของเขากำลังลูบกู่ฉินอยู่ ขณะที่ดวงตาก็ปิดสนิท
“ถูกต้อง การทดสอบก็คือฟังเขาดีดกู่ฉิน” เวิ่นอ้าวเสวี่ยตอบพลางกลั้วหัวเราะไปด้วย
ดวงตาฉายแววสงสัยขึ้นมา บททดสอบคือการฟังดนตรี?
ต้วนเฟิงและจิ้งหยุนก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นี่มันการสอบแบบไหนกัน?
มีเพียงเมิ่งฉิงเท่านั้นที่ยังคงเฉยชาอยู่เหมือนเดิม ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้ายังคงฉายแววสงบนิ่ง ราวกับว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมันก็ไม่เกี่ยวกับนาง
“เดี๋ยวพวกเ้าจะเข้าใจเอง”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยเห็นท่าทางสงสัยของพวกเขาก็ตอบกลับมา
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร คนในจัตุรัสก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ตอนนี้มีถึง 200 คนแล้ว
คนที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นหลินเฟิงกับเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา “นั่นเขา เขาเลือกสายทหารเหมือนกับพวกเรา”
“ฮ่าๆๆ คนคนนี้มีพร้อมทั้งพลังและพร์ นอกจากนี้เขายังแข็งแกร่งมากพอที่จะทำลายชื่อเสียงของพวกลูกหลานชนชั้นสูงได้ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถผ่านการทดสอบได้หรือเปล่า?”
“ต้องผ่านสิ เ้าไม่เห็นตอนที่เขาเอาชนะไป๋เจ๋อได้อย่างง่ายดาย และตบจั่วชิวจนกระเด็นทิ่มพื้นเหรอ อีกอย่างเขายังกล้าเถียงกับอาจารย์ด้วยนะ ด้วยความกล้าหาญและจิตใจที่แข็งแกร่งก็น่าจะผ่านการทดสอบได้อย่างไม่มีปัญหา”
คนเหล่านี้ล้วนไม่ชอบพวกลูกหลานชนชั้นสูง เมื่อพวกเขาเห็นความกล้าและความแข็งแกร่งของหลินเฟิงในตอนนั้น ทำให้พวกเขารู้สึกชื่นชมหลินเฟิงเป็อย่างมาก
การเลือกสายทหารนับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว อย่างไรเสียสายทหารก็ไม่เคยขาดแคลนพวกเืร้อน
ในตอนนั้นเองคนที่อยู่ด้านหน้าของฝูงชนก็พลันลืมตาขึ้นมา เขากวาดสายตามองไปที่ฝูงชนด้วยสายตาที่อ่อนโยนและสงบนิ่ง ทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย
“เอาล่ะ การทดสอบในวันนี้จะเริ่มขึ้นแล้ว คนที่ไม่ผ่านสามารถมาทดสอบใหม่ได้ในวันพรุ่งนี้” ชายวัยกลางคนที่นั่งลูบพิณกู่ฉินพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ศิษย์เก่าให้นั่งแยกซ้ายขวา ส่วนศิษย์ใหม่นั่งอยู่ตรงกลาง”
ฝูงชนต่างพยักหน้า ศิษย์เก่าเดินไปนั่งด้านข้าง ส่วนศิษย์ใหม่ก็นั่งตรงกลาง บางคนที่รู้กฎดีอยู่แล้วก็นั่งขัดสมาธิรอ
“พวกเ้าแค่นั่งลงและรอฟังเพลงก็พอ”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยส่งยิ้มไปให้หลินเฟิงและสหาย ก่อนจะเดินไปนั่งที่ฝั่งข้างๆ
“พวกเรานั่งลงกันเถอะ” หลินเฟิงหันไปพูดกับทุกคน จากนั้นพวกเขาก็นั่งขัดสมาธิที่พื้น
“จะเริ่มล่ะนะ”
ชายวัยกลางคนใช้นิ้วเรียวสวยดีดสายกู่ฉินอย่างแช่มช้อย เสียงเพลงอันไพเราะก็บรรเลงขึ้นมา
แต่สายตาของหลินเฟิงกลับจ้องไปที่มือของเขา มือที่ขาวละออและนิ้วเรียวสวยนั่นเหมือนกับมือของเวิ่นอ้าวเสวี่ยไม่มีผิด!
ทุกลำดับเสียงที่ถูกบรรเลงออกมาจากเพลงกู่ฉิน ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและนุ่มนวล
ไม่นาน ลานจัตุรัสอันกว้างขวางก็พลันเงียบสงบขึ้นมา มีเพียงแค่เสียงกู่ฉินบรรเลงเท่านั้น
ท่ามกลางเสียงเพลงนี้ ผู้คนส่วนมากเริ่มหลับตาลงและเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีอย่างเงียบๆ
ราวกับว่ากำลังอยู่ในดินแดนอันว่างเปล่าและเต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์ จิตใจของพวกเขากำลังล่องลอยไปไกลแสนไกลอย่างเบิกบาน
แม้แต่ดวงตาของหลินเฟิงก็อยากจะปิดลงเสียให้ได้ ตอนนี้หัวใจของหลินเฟิงรู้สึกสั่นไหว และความเย็นเยียบพลันผุดขึ้นมาจากจิติญญา ทำให้หลินเฟิงตื่นขึ้นมาในทันที ดวงตาของเขาฉายแววตกตะลึงขึ้นมา
“มันคือการสะกดจิต!”
หัวใจของหลินเฟิงพลันเย็นเยียบขึ้นมา ที่แท้นี่ก็คือบทเพลงสะกดจิต ที่ทำให้ผู้คนหลับใหลโดยไม่รู้ตัว บทเพลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อจิติญญาของผู้คน
“ร้ายกาจมาก! นี่อาจเป็เคล็ดวิชาการต่อสู้ประเภทหนึ่ง ไม่รู้ว่าบทเพลงนี้มีความลึกลับอะไรแฝงอยู่”
หลินเฟิงคิดในใจเงียบๆ ก่อนจะหลับตาลงและปล่อยให้ตัวเองเพลิดเพลินไปกับท่วงทำนองการสะกดจิตนี่ เขาอยากจะรู้ว่าบทเพลงนี้จะทรงพลังขนาดไหน
บางทีบทเพลงนี้อาจจะแข็งแกร่งเกินไป หรือไม่ก็เป็ความตั้งใจของหลินเฟิง ไม่ช้า หลินเฟิงก็ตกอยู่ในสภาวะการสะกดจิตของบทเพลงนี้
บนแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ มีแค่เขาคนเดียวที่ยืนสูดอากาศอันบริสุทธิ์อยู่ที่นี่
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงเกือกม้าก็ดังสนั่นมาแต่ไกล จิตสังหารพลันพวยพุ่งขึ้นไปทั่วท้องฟ้า
ไม่นานเขาก็เห็นว่าทั้งสองด้านของเขาเต็มไปด้วยทหารม้านับหมื่นกำลังห้อตะบึงเข้ามา ในมือของเขาโบกสะบัดหอกยาวและแทงเข้ามา
โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วทุกหนแห่ง
ตอนนี้ร่างกายของหลินเฟิงก็ถูกชโลมไปด้วยเื
กระทั่งหัวที่ถูกตัดก็ยังลอยข้ามร่างของหลินเฟิงไป ดวงตาของหัวนั่นยังคงเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความกลัวและเคียดแค้น
เพียงพริบตา ร่างของเขาก็เต็มไปด้วยเืที่สาดกระเซ็นเข้ามา ใต้เท้าของเขาเจิ่งนองไปด้วยแอ่งเื รอบตัวของเขาเต็มไปด้วยซากศพที่นอนซ้อนทับกันเป็ูเา
ภายใต้ดวงอาทิตย์ เสียงกรีดร้องและเสียงร่ำไห้ก็ดังขึ้นมา พวกผู้หญิงจูงเด็กน้อยไม่กี่ขวบเดินฝ่าทะเลเืและซากศพ เพื่อค้นหาซากศพของคนรัก
ความหนาวเย็นแพร่กระจายไปทั่วร่าง ราวกับว่าได้ยินเสียงโอดครวญของเหล่าดวงิญญานับไม่ถ้วนกรีดร้องข้างๆ หู เหตุการณ์นองเืด้านหน้านี้ปรากฏขึ้นวนเวียนอย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้นเองในลานจัตุรัสมีผู้คนจำนวนหนึ่งได้ลืมตาขึ้นมาและหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ดวงตาของพวกเขาบ้างก็เป็ประกายเ็า บ้างก็แดงก่ำ แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกคนก็คือ เหงื่อกาฬที่ไหลออกมาจนชุ่มเสื้อผ้า
พวกเขาทุกคนถูกเหตุการณ์นั่นทำให้ตื่นใ ส่วนศิษย์เก่าที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายและขวา ยังคงหลับตาลงราวกับว่ากำลังจมอยู่ในห้วงภวังค์ ดวงตาพวกเขาล้วนปิดสนิท
ตอนนี้แผ่นหลังของหลินเฟิงถูกปกคลุมไปด้วยเหงื่อ ใครกันจะสามารถสงบใจได้เมื่ออยู่ในนรกแห่งนั้น? นอกจากนี้ท่วงทำนองเพลงของกู่ฉินก็เริ่มเข้มข้นขึ้น ทำให้ฉากตรงหน้าดูสมจริงยิ่งขึ้น
ความรู้สึกอันหนาวเย็นได้ผุดขึ้นมาในร่างของหลินเฟิงอีกครั้ง ทำให้สมองของหลินเฟิงสั่นะเื และสามารถรับรู้ได้ถึงความหนาวเย็นของเหงื่อที่ปกคลุมอยู่บนแผ่นหลังของเขา
“ภาพลวงตา กู่ฉินนั่นช่างร้ายกาจยิ่งนัก สามารถสร้างภาพลวงตาได้สมจริงขนาดนี้”
หลินเฟิงค่อยๆ ตั้งสติกลับมา จากนั้นก็ลืมตาขึ้น เสียงกู่ฉินนี้สามารถปลูกฝังฉากของาเข้าไปในหัวของทุกคนได้ และทำให้ทุกคนจมลงไปในห้วงของเหตุการณ์ที่น่ากลัวนั่นอย่างไม่อาจขัดขืนได้ ช่างน่ากลัวจริงๆ
ถ้าผู้ที่เล่นกู่ฉินเพิ่มความแข็งแกร่งเข้าไปในท่วงทำนอง อาจจะทำให้เหตุการณ์ที่น่ากลัวนั่นฝังเข้าไปในหัวของทุกคน และดึงให้ทุกคนตกอยู่ในห้วงเหตุกาณ์ที่น่าสยดสยองนี้ตลอดกาล นี่ไม่ใช่ว่าเป็การโจมตีทางจิตใจของผู้คนหรือ?
หลินเฟิงมองไปรอบๆ ก็พบว่าต้วนเฟิงยังคงหลับตาอยู่ แต่ร่างของเขากลับกระตุกเล็กน้อย ส่วนจิ้งหยุนได้ลืมตาขึ้นแล้ว นางพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ถึงแม้ว่าจะมีหลายๆ คนที่ตื่นขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังหลับตาแน่น แต่ร่างกายของพวกเขากลับมีปฏิกิริยาตอบสนองอยู่เป็ระยะๆ
“การทดสอบนี้นับว่ายากในระดับหนึ่ง”
หลินเฟิงคิดในใจก่อนจะผุดรอยยิ้มแปลกๆ ขึ้นตรงมุมปาก เพราะเมื่อครู่กำลังจมลงไปในห้วงของเหตุกาณ์ ทำให้ไม่มีเวลาได้มาคิดทบทวนหลายๆ อย่าง แต่ตอนนี้เขาเข้าใจจุดประสงค์ของการทดสอบแล้ว และดูเหมือนว่าเขาจะล้มเหลว... ไม่ผ่านการทดสอบ
ไม่นานหลังจากนั้นเสียงเพลงก็หยุดลง เหล่าศิษย์ที่หลับตาอยู่ก็เริ่มลืมตาขึ้นมาทีละคนๆ
ชายวัยกลางคนมองไปยังฝูงชนด้านหน้าแล้วกล่าวว่า “จุดประสงค์ของการทดสอบนี้ก็คือจิตใจที่มุ่งมั่นและความอดทน ถ้าหากเ้าไม่สามารถทนกับสภาพแวดล้อมนั้นได้จนต้องลืมตาตื่นขึ้นมา แสดงว่าเ้ายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับาที่แท้จริง จิตใจของพวกเ้ายังอ่อนแอเกินไป ดังนั้นคนที่ลืมตาขึ้นมาให้จากไปเสียเถอะ พวกเ้าไม่เหมาะที่กลายเป็แม่ทัพ”
“เป็อย่างที่คิด” หลินเฟิงยิ้มอย่างขมขื่น ที่เขาลืมตาขึ้นมานั้นไม่ใช่เพราะว่าทนต่อภาพลวงตาอันโหดร้ายไม่ได้ แต่เป็เพราะจิติญญาของเขาปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาต่างหาก มันไม่อยากให้เขาถลำลงไปในภาพลวงตาลึกเกินไป
มีผู้คนมากมายที่ผิดหวังและจากไป มันไร้ประโยชน์ที่จะอยู่ที่นี่ เหตุการณ์เมื่อครู่มันทำให้เขาเกิดความลังเลขึ้นมา บางทีพวกเขาอาจไม่เหมาะที่จะเป็แม่ทัพก็ได้
ดวงตาของชายวัยกลางคนค่อยๆ หันไปมองที่หลินเฟิง จากนั้นก็ถามอย่างสงสัยว่า “เ้า ทำไมถึงยังไม่ไป?”
“หืม?” ผู้ที่รู้จักหลินเฟิงต่างมึนงง หลินเฟิงเองก็ไม่ผ่านการทดสอบ?
เวิ่นอ้าวเสวี่ยเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน หรือว่าจิตใจของหลินเฟิงไม่แข็งแกร่งพอที่จะทนมองภาพลวงตานั่นได้? แต่อย่างไรเสียการทดสอบนี้แม้ว่าจะไม่ง่าย แต่สำหรับคนที่มีจิตใจที่มั่นคงแล้ว บททดสอบนี้ไม่ถือว่ายากจนเกินไป
“ท่านอาจารย์ข้าไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพราะความกลัว” หลินเฟิงส่ายหน้าพลางยิ้มอย่างขมขื่น หลังจากที่พูดจบเขาก็รู้สึกว่ามีสายตาดูถูกมากมายกำลังจ้องมองมาที่เขา มันเป็ไปได้อย่างไรที่อาจารย์จะมองผิดไป? หลินเฟิง แม้แต่ความกล้าหาญในการยอมรับความจริงก็ไม่มี การกระทำนี้ช่างน่าละอายนัก
“ถ้าเ้าอยากจะเป็แม่ทัพก็จงอย่ายอมแพ้ พรุ่งนี้เวลาเดิมค่อยกลับมาอีกที”
ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“พรุ่งนี้?” หลินเฟิงพึมพำออกมา หากจำไม่ผิดลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็มีพิธีเปิดพรุ่งนี้เช่นกัน
“ท่านอาจารย์ ให้ข้าลองใหม่อีกครั้งได้หรือไม่” หลินเฟิงส่ายหน้าอย่างจนใจ
“เ้านี่ช่างดื้อรั้นเสียจริง ผู้เฒ่าผู้นี้จะให้โอกาสเ้าอีกครั้ง แต่ต่อให้เ้าหน้าหนาเพียงใดก็ยังต้องมาพรุ่งนี้”
เสียงพูดอันหยาบคายดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้หลินเฟิงหน้าตึงเล็กน้อย ส่วนฝูงชนก็พากันชี้มาที่เขาและกระซิบกระซาบเบาๆ
หลินเฟิงส่ายหัวและกล่าวว่า “ ท่านอาจารย์ ข้าขอร้อง ให้โอกาสข้าอีกครั้ง”
ชายวัยกลางคนมองไปที่หลินเฟิงด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของเ้าในตอนนี้ มันยากที่จะเชื่อว่าเ้าไม่ผ่านการทดสอบ เอาล่ะ ข้าจะยอมทำลายกฎเพื่อเ้าสักครั้ง”
