บทที่ 200 ความวุ่นวาย
ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋คลี่ยิ้มบางๆ กล่าวกับลู่อวี่ว่า “ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ตำหนักมหาเทพจะเป็ผู้รับผิดชอบ เื่นักปรุงโอสถก็จงเปิดรับใหม่เอาเสียเถิด ในภายภาคหน้าจะไม่มีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นอีก นายน้อยลู่โปรดควบคุมดูแลตำหนักตันหลิงอย่างสบายใจ”
“ข้าจะจัดการตำหนักตันหลิงทั้งหมดใหม่เอง ทว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ท่านผู้เฒ่าสูงสุดโปรดวางใจ แม้จะเกิดการสูญเสียไปบ้าง แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาโอสถอย่างแน่นอน” ลู่อวี่พยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉย แต่สายตาของเขากลับฉายแววโทสะเด่นชัด เห็นได้ชัดว่าการกระทำของนักพรตจากดินแดนมารในครั้งนี้ได้แตะเกล็ดย้อนของเขาแล้ว เกรงว่าเขาคงไม่ยอมปล่อยผ่านเื่นี้ไปโดยง่าย
ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋พอจะััได้แต่ไม่รู้ว่าลู่อวี่คิดจะทำสิ่งใด จึงทำได้เพียงพยักหน้ารับคำ จากนั้นก็ชิงเอ่ยปากก่อนลู่อวี่จะเอ่ยขอ “นายน้อยลู่เพียงตั้งใจปรุงโอสถ หลังจากนี้เื่ราวทั้งหมดของตำหนักตันหลิงจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายน้อยลู่ ตำหนักมหาเทพจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีนักพรตจำนวนมากถูกส่งตัวมาที่นี่ ถึงยามนั้น นายน้อยลู่จะจัดการอย่างไรก็ให้ตัดสินใจเอาเองเถิด!”
ลู่อวี่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าสูงสุดกำลังมอบอำนาจให้เขา เพื่อเป็การชดเชยทางอ้อม แม้จะไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เขาก็ยังแสดงท่าทางขอบคุณอีกฝ่าย
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าสูงสุด!” หลังจากลู่อวี่กล่าวจบ เขาก็ไม่พูดอะไรอีก
ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าที่คอยคุ้มกันลู่อวี่ก่อนหน้านี้เอ่ยปากขึ้นว่า “ท่านผู้เฒ่าสูงสุด ท่านกลับมาเช่นนี้ แล้วทางด้านเหมืองแร่เซียนหยกเล่า?”
“ไม่ต้องเป็ห่วง หากเ้าพวกนักพรตมารกล้าลงมือ ข้าจะหาโอกาสกำจัดพวกมันให้สิ้นซากเอง อย่างมากก็เพียงตายตกไปตามกัน!” สีหน้าของผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ไม่ค่อยดีนัก แม้ว่าพลังยุทธ์ของเขาจะสูงส่งกว่า แต่กลับไม่สามารถทำอะไรศัตรูได้ใน่เวลาสั้นๆ ในฐานะผู้ปกครองสูงสุดของเทียนตูและนักพรตที่มีพลังแข็งแกร่งสูงสุด กลับไม่สามารถจัดการศัตรูได้ ย่อมต้องอารมณ์เสียเป็ธรรมดา
ความจริงแล้วคำพูดของเขาก็เป็เพียงการประชดประชันเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะต่อสู้กับดินแดนมารจนถึงขั้นต้องตายตกตามกันไปจริงๆ แต่เมื่อลู่อวี่ได้ยินเช่นนั้นก็พอจะคาดเดาได้ว่า ยอดฝีมือขั้นหวนสู่สัจธรรมของดินแดนมารไม่น่าจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงเหมืองแร่เซียนหยก มิเช่นนั้นการต่อสู้คงจะทวีความรุนแรงขึ้นในทันที ถึงดินแดนมารจะมีรากฐานล้ำลึก แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถส่งยอดฝีมือมาช่วยเหลือได้ เพราะหากวัดกันด้านจำนวนยอดฝีมือ เทียนตูก็แทบไม่สามารถต่อต้านขุมกำลังของดินแดนมารได้เลย
การต่อสู้คราวนี้ตำหนักตันหลิงได้รับความเสียหายอย่างหนัก ไม่ต้องพูดถึงการสูญเสียผู้คุ้มกันที่ถูกส่งตัวมามากกว่าครึ่ง นักปรุงโอสถกว่าร้อยคนในยามนี้กลับหลงเหลืออยู่ไม่ถึงเจ็ดสิบคน ในจำนวนนั้นรวมนักปรุงโอสถสันโดษเจ็ดแปดคนที่เข้าร่วมกับตระกูลลู่ด้วย ซึ่งเหลือรอดเพียงสามคนเท่านั้น นักปรุงโอสถจากขุมกำลังอื่นๆ ต่างได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในระยะเวลาอันสั้นนี้ตำหนักตันหลิงไม่มีทางฟื้นตัวได้ ภาระในการปรุงโอสถจึงตกอยู่ที่ลู่อวี่แต่เพียงผู้เดียว นี่จึงเป็อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ
หลังจากตรวจสอบสถานการณ์ตรงหน้าคร่าวๆ ลู่อวี่ก็กล่าวลาท่านผู้เฒ่าสูงสุดแล้วเดินตรงเข้าไปในห้องปรุงโอสถของตนเอง เขาตั้งใจจะหลอมโอสถรักษาาแจำนวนหนึ่งก่อน เพื่อรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า อย่างน้อยก็ต้องไม่ปล่อยให้ผู้ที่ได้รับาเ็จากการปกป้องตำหนักตันหลิงต้องทนทุกข์ทรมานกับาแเพราะขาดแคลนโอสถ
การโจมตีอย่างฉับพลันของดินแดนมารในครั้งนี้ กล่าวได้ว่าเป็การสูญเสียของทั้งสองฝ่าย ไม่มีผู้ใดเป็ฝ่ายชนะโดยแท้จริง
แม้ดินแดนมารจะสามารถสังหารยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าของเทียนตูได้สำเร็จ และยังสังหารนักปรุงโอสถไปจำนวนไม่น้อย สร้างความเสียหายให้กับตำหนักตันหลิงอย่างมหาศาล แต่พวกเขากลับไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงได้ แล้วยังทำให้ราชันขั้นเกิดเทพเ้าสองคนสูญเสียพลังยุทธ์ไป ถึงจะใช้เคล็ดวิชาลับรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่หากไม่มีโอสถวิเศษช่วยเหลือก็แทบไม่มีทางฟื้นฟูพลังยุทธ์ได้ภายในหนึ่งร้อยปี ผลลัพธ์เลวร้ายยิ่งกว่าการที่เทียนตูต้องสูญเสียยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าไปหนึ่งคนเสียอีก
ไม่เพียงเท่านั้น นอกเหนือจากราชันมารขั้นเกิดเทพเ้าทั้งหกแล้ว การบุกโจมตีตำหนักตันหลิงในครั้งนี้ดินแดนมารยังส่งยอดฝีมือขั้นตงซวนกว่าสองร้อยคนเข้าร่วมด้วย แต่มีเพียงยี่สิบกว่าคนที่สามารถหนีรอดกลับไปได้ ส่วนคนที่เหลือล้วนถูกฆ่าตายทั้งหมด ทำให้จำนวนยอดฝีมือของดินแดนมารที่เข้ามารุกรานเทียนตูยิ่งเหลือน้อยลง ความเสียหายของดินแดนมารในครั้งนี้นับว่าหนักหน่วงยิ่งกว่าเทียนตู พูดได้เต็มปากว่าไม่มีฝ่ายใดได้รับผลประโยชน์จากเหตุการณ์ในครั้งนี้
ด้วยเหตุนี้หลังจากหนีกลับมาถึงฐานทัพทางทิศตะวันตกของดินแดนมาร เหล่านักพรตมารต่างเร่งรุดปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด จากนั้นจึงเริ่มวางแผนสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติแห่งที่สองขึ้นมา หากสามารถสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติแห่งที่สองได้ในเวลาอันสั้น จำนวนนักพรตที่เคลื่อนย้ายเข้ามาในแต่ละครั้งย่อมเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล สำหรับนักพรตจากดินแดนมารที่กำลังขาดแคลนกำลังคนอย่างหนัก ประเด็นนี้ถือว่าเป็เื่ที่สำคัญอย่างยิ่ง
หากสามารถหาสถานที่ที่สามารถปกปิดคลื่นกระเพื่อมอันรุนแรงของิญญาได้ พวกเขาก็สามารถสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติขนาดใหญ่ขึ้นมาได้เช่นกัน จำนวนนักพรตที่เคลื่อนย้ายเข้ามาก็จะเพิ่มมากขึ้น ถึงเวลานั้นต่อให้เผชิญหน้ากับกองทัพนักพรตเทียนตู ก็ไม่ใช่เื่ที่ต้องเกรงกลัวอีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนี้ เหล่านักพรตจากดินแดนมารก็พากันรู้สึกตื่นเต้นและฮึกเหิม แม้แต่มหาเมธีเสินเยว่ที่พลาดท่าเสียทีผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋จนต้องล่าถอยกลับมา ก็ยังมีสีหน้ายินดีปรากฏออกมา
“หากเป็เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พวกเ้าจงทุ่มเททำเื่นี้ให้สำเร็จ นอกเหนือจากที่เหมืองแร่เซียนหยกระดับสูง หากประสบปัญหาใดที่เกี่ยวเนื่องกับการรวบรวมวัตถุดิบจงมาพบข้าได้ทุกเมื่อ!”
“ขอรับ!” หลังได้รับการสนับสนุนจากมหาเมธีเสินเยว่ ราชันจากดินแดนมารทั้งหมดก็ลุกขึ้นยืนและรับคำด้วยความเคารพ
“เพล้ง โครม!” จู่ๆ ก็มีเสียงสิ่งของแตกหักดังออกมาจากห้องนอนโอ่อ่าแห่งหนึ่ง เสียงดังกล่าวดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย จนบ่าวรับใช้ทั้งหมดที่อยู่บริเวณรอบๆ ต่างพากันหลบหนีไปไกล ไม่มีผู้ใดกล้าเฉียดเข้าไปใกล้ แม้แต่ผู้คุ้มกันสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้อง ก็ยังแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา
“คุณชายรอง!” บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งที่เหลือบไปเห็นคนที่กำลังเดินเข้ามาทางประตูเรือน ก็พลันอุทานด้วยท่าทางดีอกดีใจ
คนอื่นๆ ที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็พากันหันไปมองและแสดงสีหน้าดีใจออกมาเช่นกัน พวกเขารีบค้อมศีรษะแสดงความเคารพ “คุณชายรอง!”
เมิ่งเทียนอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าของคนเ่าั้ หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย เขาก็พอจะเดาออกว่าเกิดเื่อะไรขึ้น ไม่ต้องพูดถึงน้องสามที่มีนิสัยใจร้อนฉุนเฉียวของเขา แม้แต่ตัวเมิ่งเทียนอวิ๋นเองก็ยังรู้สึกโกรธเคืองอยู่เต็มอก
แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งที่ได้รับมา แววตาของเขาก็ฉายความจนใจเล็กน้อย
“เอาละ พวกเ้าออกไปกันก่อน!” เมิ่งเทียนอวิ๋นโบกมือไล่บ่าวรับใช้เ่าั้อย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องนอนอันโอ่อ่านั้น
“พี่รอง?” เมิ่งเทียนเจวี๋ยที่กำลังจะทุ่มแท่นฝนหมึกอันล้ำค่าลงพื้น เห็นว่ามีผู้ที่กล้าบุกเข้ามาใน่เวลานี้ เขาจึงคิดจะปาแท่นฝนหมึกในมือใส่อีกฝ่าย แต่โชคดีที่เงยหน้าขึ้นมองเสียก่อน ถึงได้อุทานออกมาด้วยความใ
เมิ่งเทียนอวิ๋นแค่นเสียงเ็าในลำคอแล้วถามว่า “เ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่? คิดว่าอาละวาดพังข้าวของแล้วพวกเราจะไม่ต้องไปที่ตำหนักตันหลิงหรือ? หาก้าทำลายข้าวของนัก ก็จงไปทำที่ตำหนักตันหลิงเถิด เ้าคิดว่าตนเองอาจหาญนักหรือ ถึงได้ขว้างปาสิ่งของในเรือนเช่นนี้?”
เมิ่งเทียนเจวี๋ยกลับไม่ใส่ใจคำตำหนิของเมิ่งเทียนอวิ๋น เขาทำเป็หูทวนลมแล้วะโเสียงดังว่า “พี่รอง ท่านคิดว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่? เหตุใดพวกเราต้องไปเป็ผู้คุ้มกันให้กับคนสารเลวเช่นลู่อวี่ที่ตำหนักตันหลิงด้วยเล่า นอกจากปรุงโอสถได้สองสามอย่างแล้ว มันยังมีดีอีกหรือ ข้าไม่เชื่อว่าตัวข้าจะไม่อาจสู้มันได้ แต่ในเมื่อครานี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงการไปที่ตำหนักตันหลิงได้ เช่นนั้นข้าก็จะสั่งสอนให้มันรู้เสียบ้างว่าตระกูลลู่ยังไม่ถึงคราวผงาดขึ้นมาเป็ใหญ่ในเทียนตู!”
เมิ่งเทียนอวิ๋นไม่ได้แย้งในสิ่งที่เมิ่งเทียนเจวี๋ยพูด เพราะตัวเขาเองก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน หลังกลับมาจากถ้ำนักพรตโบราณครั้งก่อน และการหลอมอาวุธของตระกูลเมิ่งล้มเหลว เขาก็พยายามใช้ชีวิตเงียบๆ อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว พยายามไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลลู่อีก คิดไม่ถึงว่าแม้ตนเองจะพยายามหลบเลี่ยงแทบตาย ทว่าสุดท้ายแล้วก็ยังต้องไปเผชิญหน้ากับคนผู้นั้นอยู่ดี แล้วยังอยู่ในฐานะผู้คุ้มกันที่แสนจะต่ำต้อยอีก คนที่วางตัวหยิ่งยโสมาตลอดเช่นเขาจะทำใจยอมรับได้อย่างไร
สาเหตุที่เมิ่งเทียนอวิ๋นพยายามหลีกเลี่ยงลู่อวี่ ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวอีกฝ่าย แต่เป็เพราะชื่อเสียงของตระกูลลู่กำลังโด่งดังในเทียนตู เขาจึงไม่อยากทำตัวเด่นจนกลายเป็เป้านิ่งก็เท่านั้นเอง แต่ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วยังมีตำหนักมหาเทพอยู่ใกล้ๆ ลู่อวี่คงไม่กล้าทำอะไรเกินเลย หากเป็เช่นนั้นไม่สู้มาลองแข่งกันสักตั้ง แล้วมาคอยดูว่าผู้ใดจะเป็ฝ่ายชนะในท้ายที่สุด
ครั้งนี้ตำหนักตันหลิงสูญเสียนักพรตไปมหาศาล มีผู้คุ้มกันจำนวนไม่น้อยที่รักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่ก็แลกมาด้วยอาการาเ็สาหัสที่ร้ายแรงแตกต่างกันไป ไม่สามารถใช้โอสถวิเศษรักษาให้หายสนิทได้ในทันที จำเป็ต้องพักรักษาตัวในระยะยาว เนื่องด้วยในระหว่างศึกต่อสู้ที่เอาชีวิตเป็เดิมพัน พวกเขาอาจใช้โอสถเพื่อฟื้นฟูพลังอย่างฉับพลันหรือสะกดอาการาเ็ไว้ชั่วคราว เพื่อจัดการศัตรูให้สิ้นซากเสียก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเื่เหล่านี้ แต่ตอนนี้การต่อสู้จบลงแล้ว ย่อมต้องพยายามฟื้นฟูรักษาร่างกายอย่างเต็มกำลัง
ร่างกายเป็สิ่งสำคัญสำหรับนักพรต แม้แต่ในยุคโบราณก็ไม่เคยได้ยินว่ามีนักพรตคนใดสามารถฝึกฝนจนมีพลังยุทธ์สูงส่งหรือบรรลุขั้นเซียนได้ทั้งที่ร่างกายพิกลพิการ
ด้วยเหตุนี้นอกจากผู้ที่ตายและผู้ที่ได้รับาเ็แล้ว นักพรตผู้รับหน้าที่คุ้มกันตำหนักตันหลิง ซึ่งมีพลังยุทธ์ขั้นฟันฝ่าขึ้นไปแล้วหนึ่งร้อยแปดสิบคน สามารถเหลือรอดมาได้ในสภาพร่างกายสมบูรณ์พร้อมไม่ถึงห้าสิบคนดี ดูจากท่าทีของผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ที่ให้ความสำคัญกับตำหนักตันหลิง คาดว่ากองกำลังป้องกันตำหนักตันหลิงย่อมต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมไม่น้อย อย่างน้อยนักพรตขั้นฟันฝ่าก็ต้องมีสักประมาณสามร้อยถึงห้าร้อยคน
สาเหตุที่ยังไม่กำหนดจำนวนที่แน่นอน เป็เพราะาระหว่างเทียนตูกับดินแดนมารกำลังดุเดือด ความ้ายอดฝีมือระดับกลางและระดับสูงจึงมีมากเป็พิเศษ ไม่สามารถบอกแน่ชัดได้ว่าจะสามารถเติมเต็มกำลังคนได้ตามที่ลู่อวี่้าหรือไม่
นอกจากนี้แล้ว นักปรุงโอสถที่สูญเสียไปต่างหากที่ชดเชยได้ยาก ต่อให้นักปรุงโอสถทั้งหลายจะทราบข่าวว่านายน้อยตระกูลลู่ประจำอยู่ที่ตำหนักตันหลิง และเป็ผู้ชี้แนะด้วยตัวเอง แต่นักปรุงโอสถผู้รอบรู้เ่าั้ย่อมตระหนักดีแก่ใจว่าไม่มีลาภลอยอยู่จริงบนโลกนี้ หากไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนก็ยากจะได้สิ่งดีๆ มา ดังนั้นนักปรุงโอสถส่วนใหญ่จึงมีทั้งผู้ที่ลังเลและผู้ที่อยู่ในระหว่างการชั่งน้ำหนักในใจ ไม่อาจตัดสินใจได้ในทันที
แล้วยังมีเื่การก่อสร้างตำหนักตันหลิงขึ้นมาใหม่อีก ถึงแม้การสร้างจวนสักสองสามหลังจะเป็เื่ง่ายดายสำหรับนักพรต แต่หลังจากได้รับบทเรียนมาแล้วครั้งหนึ่ง การก่อสร้างตำหนักตันหลิงครั้งนี้จึงไม่เพียง ย่อมต้องสร้างให้แข็งแรงเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันอันแข็งแกร่ง ต้องมีทั้งค่ายกลและม่านพลังต่างๆ ซึ่งหาใช่ว่าจะสร้างเสร็จได้ภายในวันเดียวไม่
ดังนั้นลู่อวี่จึงวิ่งวุ่นอยู่ภายในตำหนักตันหลิงเกือบครึ่งเดือน คอยออกคำสั่งให้ปรมาจารย์ค่ายกลและปรมาจารย์ม่านพลังที่ตำหนักมหาเทพส่งตัวมา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตำหนักตันหลิงแห่งนี้จนกระทั่งมันกลายเป็ป้อมปราการด้วยความสามารถในการป้องกันยามนี้ ต่อให้ไม่มียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าประจำการอยู่ที่นี่ แต่ขอเพียงมีกำลังคนเพียงพอ ก็สามารถต้านทานการโจมตีอย่างสุดกำลังของยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าสามถึงห้าคน เป็เวลาหลายชั่วยามได้โดยไม่มีปัญหา
