ลุงอวิ๋นอุทานออกมาด้วยความดีใจ เขารีบวิ่งออกไปด้านนอกทันที ใบหน้าของเฟิงจิ่วและหลินลิ่วเองก็แสดงความดีใจขึ้นมาทันที
ก่อนที่ติงเหว่ยจะถามอะไร นายน้อยฟางก็ยิ้มออกมาเสียก่อนแล้ว ดวงตาเรียวยาวอันน่าหลงใหลของเขาหรี่ลงเป็เส้นตรง “นี่คงเป็เหยี่ยวสองตัวที่ฮั่วอีเลี้ยงเอาไว้สินะ? ไม่ได้เจอกันสองปีตัวใหญ่ขนาดนี้แล้วหรือ วันนั้นข้ายังพูดกับเขาอยู่เลยว่าคนอารมณ์ร้อนอย่างเขาไม่ทันสองวันก็คงจะจับเหยี่ยวย่างกินไปแล้ว”
กงจื้อิเองก็ยิ้มออกมา เขาเลิกคิ้วขึ้นสูงและนานๆ ทีก็เอ่ยปากชมออกมาอย่างหาได้ยาก “เขาใจร้อนก็จริงทว่าความซื่อสัตย์ของเขาไม่จำเป็ต้องสงสัยเลยแม้แต่น้อย ที่ข้าสามารถมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ล้วนเป็เพราะการทำงานอย่างหนักของยอดฝีมือเฟิงฮั่วชานหลินทั้งสี่กลุ่ม”
เมื่อเฟิงจิ่วและหลินลิ่วได้ยินสิ่งที่นายท่านของพวกเขาพูด ทั้งคู่ต่างก็รู้สึกเป็เกียรติอย่างมากจึงคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นพร้อมๆ กัน
กงจื้อิโบกมือแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ลุกขึ้นมาเถอะ พวกเ้าสมควรได้รับมัน”
เฟิงจิ่วและหลินลิ่วคำนับอีกครั้งจากนั้นถึงได้ลุกขึ้นยืน
นายน้อยฟางเห็นแล้วก็อิจฉา ในใจเขาอดที่จะบ่นท่านพ่อของเขาไม่ได้ว่าเอาแต่เลี้ยงดูพวกปัญญาชนในตระกูลร่ำรวย เหตุใดถึงไม่เอาอย่างกงจื้อิที่เลี้ยงดูผู้ติดตามเช่นนี้ แต่น่าเสียดายที่บุ๋นกับบู๊ห่างกันเกินไป ยิ่งคิดถึงวรยุทธ์ที่รู้เพียงผิวเผินของเขา ต่อให้เลี้ยงดูผู้ติดตามก็คงยากที่จะซื่อสัตย์ต่อเขา
ในไม่ช้า ลุงอวิ๋นก็นำเฟิงอี ซานอี ฮั่วอี และหลินอี สี่ผู้นำยอดฝีมือของเฟิงฮั่วชานหลินเข้ามา
ซานอีก็คงไม่ต้องพูดถึง พวกเขารู้จักกันมาปีกว่าติงเหว่ยเองก็คุ้นเคยดี แต่อีกสามคนที่เหลือครั้งที่แล้วที่เจอเนื่องจากฟ้ามืดสนิทติงเหว่ยจึงไม่เคยเห็นหน้าชัดๆ ตอนนี้ในที่สุดก็มีโอกาสแล้ว นางยืนอยู่ที่เดียวกับเฟิงจิ่วและแอบมองอย่างประเมินสองสามครั้ง
ทั้งสี่คนนี้อายุต่างกันไม่มาก ดูแล้วอายุน้อยกว่าสามสิบปี บางทีอาจเกี่ยวกับการที่พวกเขาใช้ชีวิตระหกระเหินอยู่ข้างนอกทำให้หน้าตาอาจดูแก่กว่าวัยสักเล็กน้อย
เฟิงอีมีรูปร่างผอมบางที่สุด ใบหน้าดูมีความสุขและยิ้มแย้มต้อนรับผู้คนอยู่เสมอ
ฮั่วอีมีใบหน้าสีแดงเข้ม รูปร่างกำยำ มีผมและเคราหนาเต็มไปหมด แค่เห็นก็รู้สึกว่าเป็คนที่หยาบกระด้างและเปิดเผยตรงไปตรงมา
หลินอีเป็ชายหนุ่มท่าทางนิ่งๆ หากเขาไม่ได้ใส่ชุดสีดำพลางตัวแต่เปลี่ยนเป็เป็เสื้อคลุมยาวและโพกศีรษะด้วยผ้าแทน เกรงว่าถ้าไปเดินบนท้องถนนผู้คนก็คงเข้าใจผิดไปว่าเขาเป็หมอดูลักษณะนรลักษณ์ของสำนักไหนไปแล้ว
บางทีพวกเขาอาจสังเกตเห็นการจ้องมองที่ผิดปกติ พวกเขาทั้งสามคำนับ และทุกคนก็มองไปที่ติงเหว่ย
การเดินทางครั้งนี้นอกจากจะหาหญ้านิรันดร์เจอ พวกเขาทั้งสามคนต่างก็รู้สึกว่าการพาซานอีจอมพูดมากไปด้วยนับเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด
ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการเดินทางหรือพักผ่อนรวมถึงทุกการกระทำของนายน้อยตลอดสองปีที่ผ่านมานี้ ถึงขั้นที่ว่าทุกคืนนายน้อยจะปัสสาวะหรืออุจจาระกี่ครั้งก็สามารถถามออกจากปากของเขาได้ และแน่นอนว่ามีบางเื่ที่ต่อให้เขาจะถูกบังคับหรือชักจูงมากแค่ไหนหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ยอมพูดออกมา
และสิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับแม่ครัวโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งสามคนเองก็ไม่ใช่คนโง่เขลา พวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกันว่าในอนาคตคงต้องปฏิบัติต่อหญิงสาวคนนี้อย่างเกรงใจสักหน่อย
ดังนั้นตอนนี้ทั้งสามคนต่างก็ก้มหัวลงให้ติงเหว่ย ถือว่าเป็การทักทาย
ติงเหว่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย และรีบคำนับกลับอย่างรวดเร็ว
เมื่อกงจื้อิกำลังจะเอ่ยปากถาม ผู้าุโเหว่ยก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก และก็ขยับจมูกของเขาไปมาวนเวียนรอบตัวซานอีราวกับหมาน้อย จากนั้นก็ยกมือขึ้นและดึงตัวซานอีออกมา
“เ้าหนู เ้าได้รับาเ็ใช่หรือไม่?”
ทันทีที่ซานอีถูกคว้าที่หน้าอก เขาก็เจ็บจนใบหน้าซีดขาวและรีบพูดออกมาว่า “ท่านหมอเทวดา ข้าเจ็บ รีบปล่อยข้าลงเร็วเข้า”
ดวงตาของผู้าุโเหว่ยเป็ประกายขึ้นมาทันที เขาปล่อยซานอีลงจากนั้นก็เริ่มดึงผ้าคาดเอว ทำเอาติงเหว่ยและอวิ๋นอิ่งใจนต้องรีบหันหน้าหนีไป
ซานอีเหลือบมองไปที่แผ่นหลังของอวิ๋นอิ่ง และใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็สีแดง “ท่านหมอเทวดา พวกเราเข้าไปดูในห้องกันเถอะ!”
ลุงเหว่ยกลับไม่สนใจ เขาถอดเสื้อของซานอีออกทันทีเผยให้เห็นาแบนหน้าท้องของเขา
บางทีเขาอาจกำลังรีบเดินทางและไม่ได้ดูแลมันให้ดี าแก็เลยกลัดหนองนิดหน่อย และผ้าฝ้ายที่พันไว้ด้านนอกก็ชุ่มไปด้วยสีแดงๆ เหลืองๆ ดูแล้วน่ากลัวเป็อย่างมาก
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ซานอีเกรงว่าจู่ๆ อวิ๋นอิ่งจะหันหน้ามาเห็นและรู้สึกกังวลได้ เขาจึงยื่นมือออกไปเพื่อปกปิดมันและพูดอย่างคลุมเครือว่า “ก็แค่รอยขีดข่วนจากกิ่งไม้เท่านั้น ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ข้าทายาสักหน่อยก็หายแล้ว”
ผู้าุโเหว่ยจะพลาดโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปได้อย่างไร ในขณะที่เขายกมือขึ้นและโบกแขนเสื้อ ผงแป้งจางๆ ก็โปรยลงไปบนจมูกของซานอี ในชั่วพริบตาเดียวเขาก็กลอกตาขึ้นและหลับไป
เฟิงอี ฮั่วอีและหลินอีเบิกตาขึ้นมาทันที หากไม่ใช่เพราะว่านายท่านของเขายังคงนั่งอย่างนิ่งสงบ พวกเขาเกือบจะจัดการแย่งน้องชายกลับมาแล้ว
ผู้าุโเหว่ยถลึงตาใส่กลับ “สุนัขกัดหลี่ว์ตงปิน [1] ข้าทำเพราะหวังดีกับเ้าหนุ่มคนนี้ าแนี้หากยังไม่จัดการ ชีวิตของเขาจะต้องตกอยู่ในอันตราย”
หลังจากนั้นเขาก็ไม่สนใจใครอีกและะโเสียงดังว่า “แม่นางติง มานี่เร็วเข้า มาช่วยข้าหน่อย”
ติงเหว่ยไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน อันที่จริงแล้วในชาติก่อนนางก็เคยเห็นผู้ชายที่แทบจะโป๊เปลือยเกือบทั้งหมดวิ่งอยู่เต็มชายหาดในฤดูร้อน แต่ประการแรกในยุคสมัยนี้เป็ยุคที่เคร่งครัดต่อจารีตประเพณี ศีลธรรมและขนบธรรมเนียมเป็อย่างมาก ประการที่สองผู้าุโเหว่ยเมื่อครู่เองก็ลงมือเร็วเกินไป นางจึงทำได้แค่รีบหันหลังให้เพื่อหลบเลี่ยงการทำให้ถูกสงสัย
เมื่อติงเหว่ยได้ยินผู้าุโเหว่ยเรียก นางก็หันไปมองทางกงจื้อิโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของกงจื้อิมีรอยยิ้มแล้วเขาก็พยักหน้าลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเหตุใดติงเหว่ยถึงได้หน้าแดงขึ้นมา ราวกับว่าสิ่งที่นางทำเมื่อสักครู่มีบางอย่างผิดปกติ
แต่นางก็ไม่มีเวลามาคิดอะไรมากและรีบเดินไปข้างๆ ผู้าุโเหว่ย
ผู้าุโเหว่ยวางซานอีลงที่ม้านั่งไม้ใต้ชายคา จากนั้นก็หยิบกาที่ใส่เหล้าขึ้นมาและเทลงไปยังผ้าที่คาดเอวของซานอีอยู่ ถึงแม้เขาจะหมดสติ แต่ซานอีก็ยังคงขมวดคิ้วแน่นและแขนของเขาก็สั่นไปหมด
ทุกคนต่างก็อยากรู้ และยืนล้อมวงสังเกตการณ์กันอยู่ไกลๆ เมื่อเห็นสิ่งนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเม้มริมฝีปาก
ติงเหว่ยที่เห็นผ้าคาดเอวเปียกชุ่มไปด้วยเืก็ใเล็กน้อย แต่เวลาไม่เคยรอใคร นางพยายามสงบสติอารมณ์อย่างถึงที่สุดและยกกรรไกรขึ้นมาตัดผ้าคาดเอวออก จากนั้นก็ค่อยๆ แกะออกอย่างระมัดระวัง
หลังจากที่ไม่มีอะไรปกปิดแล้ว าแที่ยาวกว่าห้าชุ่นก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนท่ามกลางแสงแดด แม้ว่าจะผ่านการจัดการอย่างง่ายๆ และทายามาแล้ว ทว่าตอนนี้ิักำลังฉีกขาด าแก็เริ่มติดเชื้อ มีทั้งเืและหนองไหลออกมาทำให้ทุกคนที่เห็นต่างก็ขมวดคิ้ว
ทว่าผู้าุโเหว่ยกลับถูมือทั้งสองข้างของเขาอย่างตื่นเต้น และะโซ้ำๆ ออกมาว่า “ดี ดี ดี เป็เช่นนี้ดีที่สุดแล้ว”
ทุกคนกลอกตา ลุงอวิ๋นถึงกับพูดด้วยความโกรธออกมาว่า “เ้าเฒ่าที่มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น!”
หากเป็เมื่อก่อนผู้าุโเหว่ยคงจะลุกขึ้นมาทะเลาะกับเขาแล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เขาพับแขนเสื้อขึ้น จากนั้นก็ล้างมือด้วยเหล้าที่แรงที่สุดตามที่ติงเหว่ยบอก จากนั้นก็หยิบมีดคมกริบเล่มเล็กออกมาและกรีดเนื้อที่เน่าออกไปจนหมดอย่างรวดเร็ว
ซานอีอาจเ็ปสาหัสมากจริงๆ เขาตัวสั่นจนอยากจะโบกมือทั้งสองขึ้นมา ติงเหว่ยกำลังจะเข้าไปช่วยจับเอาไว้ คิดไม่ถึงว่าอวิ๋นอิ่งกลับยื่นมือทั้งสองข้างออกมาเร็วกว่านางด้วยซ้ำ
ติงเหว่ยหันไปมองใบหน้าที่เคยเป็สีแดงก่ำ บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยใบหน้าขาวซีดของอวิ๋นอิ่ง ในใจของนางก็รู้สึกขบขันเล็กน้อย แม้ว่าครั้งนี้่ซานอีจะลำบากไม่น้อย แต่หากเขารู้ว่าอวิ๋นอิ่งใกล้ชิดเขาด้วยเหตุนี้ เกรงว่าเขาคงจะมีความสุขมากจนแทบจะรอให้าเ็ครั้งต่อไปไม่ไหว
ผู้าุโเหว่ยมีฝีมือที่เก่งกาจ เขาจัดการาแได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยิบผ้าฝ้ายที่สะอาดขึ้นมาแล้วชุบในแอลกอฮอล์เพื่อเช็ดาแ
ติงเหว่ยกระซิบเบาๆ ว่า “การเช็ดาแให้ใช้สำลีเช็ดจะดีที่สุด แต่สำลีก็ต้องเอาไปต้มในน้ำและตากแดด และผ้าที่ใช้พันแผลก็ต้องเตรียมการในลักษณะเดียวกัน”
ผู้าุโเหว่ยพยักหน้าถี่ แต่มือของเขาก็ทำต่อโดยไม่หยุด ยังคงเช็ดาแและหยิบเอาเข็มกับด้ายที่แช่อยู่ในถ้วยเหล้าออกมาเริ่มเย็บาแ สุดท้ายเขาก็ทายาจินชวง [2] ลงไปบนาแที่มีลักษณะคล้ายตะขาบอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อทุกคนเห็นว่าหน้าท้องของซานอีถูกพันอย่างแ่าและสะอาดอีกครั้ง พวกเข้าถึงได้ถอนหายใจออกมายาวๆ อย่างโล่งอก
ไม่รู้ว่าซานอีเจ็บจนชาไปแล้วหรือว่าเป็เพราะยาออกฤทธิ์กันแน่ มือและเท้าของเขาก็หยุดสั่นและนอนหลับอย่างสงบมากขึ้น
ผู้าุโเหว่ยปาดเหงื่อออกจากศีรษะโดยไม่มีความตื่นเต้นในแววตาของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาโบกมือส่งสัญญาณให้เฟิงจิ่วกับหลินลิ่วยกซานอีเข้าไปพักผ่อนในห้อง จากนั้นก็ดึงติงเหว่ยไปพูดไม่หยุด “แม่นางติง แค่นี้ก็เสร็จแล้วอย่างนั้นหรือ?”
ติงเหว่ยรีบไปที่ห้องครัวเพื่อเอาน้ำร้อนมาล้างมือให้ผู้าุโ จากนั้นนางก็ยิ้มแล้วพูดว่า “รอจนหมอซานอีฟื้นขึ้นมาและยังต้องดื่มยาอีก ส่วนาแภายนอกก็จัดการเช่นนี้แหละ ต่อไปต้องเปลี่ยนยาทุกวัน ใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาด และคอยตรวจสอบการฟื้นตัวของาแ จากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว”
ผู้าุโเหว่ยพยักหน้าอย่างมีความสุข “วางใจได้ ต่อไปข้าจะเปลี่ยนยาให้เ้าหนุ่มคนนี้ทุกวันนับจากนี้ไป”
อวิ๋นอิ่งที่แกล้งทำเป็ยุ่งอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็วางใจ ในขณะที่นางเงยหน้าขึ้นมาเห็นติงเหว่ยยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ก็หน้าแดงขึ้นมาอีกครั้ง นางจึงรีบหาข้ออ้างว่าจะพาอันเกอเอ๋อร์กลับห้องไปนอนแล้ว
อีกด้านหนึ่งกงจื้อิก็ถามผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาเกี่ยวกับผลการเดินทางของพวกเขา “พบหญ้านิรันดร์แล้วอย่างนั้นหรือ?”
เฟิงอี ฮั่วอี และหลินอีต่างก็ตกตะลึง จากนั้นทั้งหมดก็คุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงด้วยแววตาแห่งความปีติยินดีและตอบว่า “รายงานนายท่าน ข้าน้อยไม่เคยคิดจะล้มเลิกภารกิจ และในที่สุดก็นำเอาหญ้านิรันดร์กลับมาได้โดยสำเร็จลุล่วง”
หลังจากพูดจบ หลินอีก็ค่อยๆ หยิบห่อของยาวๆ ออกมาจากด้านหลังของเขาอย่างระมัดระวัง เขาเปิดออกมาทันที เผยให้เห็นกล่องที่ทำจากหยกขาว ภายในกล่องมีหญ้าหนึ่งกำที่แห้งไปกว่าครึ่งวางอยู่ตรงกลาง ที่ปลายของยอดหญ้าก้านหนึ่งยังมีผลเล็กๆ สีแดงอยู่ ดูแล้วน่ารักเป็พิเศษ
ทุกคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “หญ้านิรันดร์นี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากหญ้าป่าทั่วไปเท่าไรนักหรือ?”
ผู้าุโเหว่ยไม่รู้ว่าวิ่งเข้ามาั้แ่เมื่อไร สองมือของเขาประคองกล่องหยกขึ้นอย่างระมัดระวัง เขาตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด ทว่าปากของเขาก็ยังไม่ลืมที่จะจิกกัดสักสองประโยค “คนอย่างพวกเ้าจะไปเข้าใจอะไร ก็เหมือนกับนักพรตที่ซ่อนตัวอยู่ในตลาด ยิ่งเป็สมุนไพรที่ล้ำค่ารูปร่างก็ยิ่งดูธรรมดาทั่วไป หากว่าสมุนไพรนี้เป็สีเหลืองทองทั้งหมด เกรงว่ายังไม่ทันที่พวกเ้าจะได้เก็บพวกสัตว์ป่าก็คงกินไปหมดแล้ว”
แม้ว่าคำพูดเหล่านี้จะดูไม่น่าฟัง แต่กลับสมเหตุสมผลที่สุด และทุกคนก็พยักหน้าตอบรับตามที่ได้รับคำสั่งสอน
ฮั่วอีใจร้อนอดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “ท่านหมอเทวดาจะแก้พิษให้นายท่านของพวกเราเมื่อไรหรือ?”
ผู้าุโตวัดสายตาไปมองเขาแล้วพูดด้วยความโกรธว่า “เ้าจะรีบร้อนอะไร เ้าคิดว่านี่คือการคลอดลูกที่รอไม่ได้แม้แต่เค่อเดียวอย่างนั้นหรือ ข้ายังต้องเตรียมสมุนไพรที่เหลืออีกสักหน่อย น่าจะใช้เวลาประมาณสามถึงห้าวันในการเตรียมตัว”
ใบหน้าของฮั่วอีแดงขึ้นจากการสำลัก เขาอยากจะระบายความโกรธออกมาทว่าเกรงว่าผู้าุโคนนี้จะทำให้นายน้อยลำบาก ดังนั้นจึงทำได้เพียงอดทนอดกลั้นอยู่ข้างๆ เท่านั้น
ผู้าุโเหว่ยเป็เหมือนเด็กที่ได้รับชัยชนะในการละเล่นต่อสู้บนหลังม้า เขาเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นจู่ๆ ก็เหมือนกับว่าเขาจะนึกอะไรได้ขึ้นมา ก็เลยกระแอมออกมาอย่างกระอักกระอ่วนสองครั้ง
หลินลิ่วเป็คนฉลาดเฉลียวที่สุด จากการสังเกตสีหน้าเขาเดาออกว่าผู้าุโมีอะไรจะพูด ดังนั้นเขาจึงรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว
“ท่านหมอาุโ หรือว่ายังขาดเหลือสมุนไพรหรือสิ่งของใดๆ หากว่าเป็เช่นนั้นก็เชิญท่านเอ่ยปากออกมาได้เลย”
ผู้าุโเหว่ยเหลือบมองติงเหว่ยที่กำลังยุ่งอยู่กับการรินชาให้ทุกคน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่แล้วก็กระซิบออกมาว่า “จะว่าไปการแก้พิษนี้จะพูดว่าง่ายก็คงง่าย จะพูดว่ายากก็คงยาก ข้าคนเดียวอาจมีพลังไม่มากพอ ยัง้าอีกคนหนึ่งมาคอยช่วยอยู่ข้างๆ”
“้าคนช่วยหนึ่งคนอย่างนั้นหรือ?” ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็รู้สึกสับสน อันที่จริงแล้วในจวนนี้มีคนตั้งมากมาย หากเพื่อที่จะแก้พิษให้นายน้อยแล้วใครก็สามารถช่วยได้ทั้งนั้น ผู้าุโเหว่ยพูดขึ้นมาด้วยท่าทีจริงจังเช่นนี้ หรือว่า้าให้ใครช่วยเป็พิเศษกันแน่?
ในทางกลับกันกงจื้อิและนายน้อยฟางสบตากันแล้วเข้าใจถึงสามส่วน ถึงแม้เขาจะไม่ได้ออกไปท่องยุทธภพบ่อยนัก แต่เื่ในอดีตของผู้าุโเหว่ยเองเขาก็พอจะรู้อยู่หลายส่วน เกรงว่าตอนนี้ผู้าุโจะเห็นว่าติงเหว่ยกตัญญูและมีไหวพริบ ทั้งยังมีความรู้ด้านการแพทย์อยู่หลายส่วน ผู้าุโคงมีความคิดที่อยากจะรับนางเป็ลูกศิษย์
-----------------------------------------
[1] สุนัขกัดหลี่ว์ตงปิน 狗咬吕洞宾 หมายถึง คนคนหนึ่งที่ปฏิบัติต่อความเมตตาของผู้อื่นโดยไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว สำนวนนี้มาจากนิทานพื้นบ้านของจีน เนื้อเื่มีอยู่ว่า หลี่ว์ตงปิน ซึ่งเป็หนึ่งในแปดเซียนได้รับคำสั่งให้กำราบสุนัขที่สร้างปัญหาตัวนั้น ทว่าในระหว่างที่กำลังจะจัดการนั้นหลี่ว์ตงปินกลับใจดีขึ้นมาและตัดสินใจปล่อยสุนัขตัวนั้นไป ปรากฏว่าสุนัขตัวนั้นกลับกัดเขาจนได้รับาเ็ สำนวนนี้จึงมักใช้เพื่อหมายถึงผู้ที่เมินความช่วยเหลือหรือความเมตตาของผู้อื่น หรือแม้กระทั่งตอบแทนความเมตตาของผู้อื่นด้วยความเกลียดชัง
[2] ยาจินชวง 金疮药 หมายถึง ผงยาที่ใช้รักษาาแ มีสรรพคุณในการห้ามเื แก้อักเสบและสมานแผล