ิหยวนไปพบเผยซูเยี่ยกับเซี่ยโหวเจี๋ย เพื่อสอบถามสถานการณ์ หลังจากพบกันสองสามครั้ง เขาก็เข้าใจนิสัยใจคอของทั้งสองคนดี พวกเขาไม่เห็นิหยวนเป็คนนอก อีกทั้งอย่างไรเสียหม่านสือชีก็ยังเป็ศิษย์ที่เพิ่งรับมา การที่ถูกตัดชื่อออกจากสำนักเช่นนี้ ก็กะทันหันเกินไป เผยซูเยี่ยบอกว่าเขาจะพยายามพูดกับหัวหน้าอาจารย์ให้ ทว่าหัวหน้าอาจารย์ผู้นั้นไม่ใช่คนโอนอ่อนต่อผู้อื่นง่ายๆ หากตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะตัดชื่อหม่านสือชีเพื่อความยุติธรรมแล้ว แม้มีผู้ใดขัดก็คงไม่ยินยอม
“่นี้ราชสำนักกำลังวุ่นวาย พวกเ้ายังสร้างเื่อีก” เผยซูเยี่ยถอนหายใจ
เื่ที่เขาพูดถึง คือเื่ใหญ่ที่เกิดขึ้นในราชสำนักเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ครั้งก่อนแคว้นเป่ยฉี แสดงแสนยานุภาพกดดันราชสำนัก ทำให้ราชสำนักกังวลว่าจะไม่สามารถต้านทานได้ จึงยอมส่งมอบผ้าไหม เงินทองจำนวนมากเพื่อเจรจาขอสงบศึก แม่ทัพใหญ่ประจำแม่น้ำชิงเหอ นามว่า ‘หวนฉี’ จึงทูลเกล้าฯ เสนอให้ยกเลิกระบบที่ให้ความสำคัญกับขุนนางพลเรือนมากกว่าขุนนางทหาร โดยให้จัดการสอบคัดเลือกขุนนางทหาร เพิกถอนตำแหน่งขุนนางทหารจอมปลอม ให้รางวัลแก่ทหารผ่านศึก มอบบรรดาศักดิ์ และที่สำคัญที่สุดคือ อนุญาตให้แม่ทัพคัดเลือกทหารจากกองกำลังท้องถิ่นได้ ราชสำนักไม่ได้เก็บเื่นี้ไว้พิจารณาแต่เพียงผู้เดียว แต่กลับส่งต่อให้ขุนนางอภิปรายกันอย่างเปิดเผย ซึ่งเป็เหตุให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาทันที
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยึดครองราชบัลลังก์ เพราะได้รับความสนับสนุนจากขุนนางผู้ทรงอำนาจ ซึ่งอาศัยกำลังทหารของตน โค่นล้มราชวงศ์เก่า ฉะนั้นเขาจึงระมัดระวังเื่นี้เป็พิเศษ นโยบายที่ให้ความสำคัญกับขุนนางพลเรือนมากกว่าขุนนางทหารจึงได้ถือกำเนิดขึ้น ทหารที่ทำคุณความดีความชอบจะได้รับเพียงเงินทอง ไม่ได้รับการเลื่อนขั้น หากจะเลื่อนขั้น ก็จะไม่ได้รับมอบบรรดาศักดิ์ แม้ทำคุณประโยชน์มากเพียงใด พอเข้าเฝ้าฯ ในราชสำนักก็ต้องอยู่ใต้อาณัติของขุนนางพลเรือน จึงเป็เหตุให้ขุนนางพลเรือนดูถูกเหยียดหยามขุนนางทหาร และกดขี่อีกฝ่าย อีกทั้งกองทัพเป่ยฝู่ที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นหนานฉู่ ยามนี้ตกอยู่ในมือของตระกูลหวังกับตระกูลเซี่ย แม้แต่ราชวงศ์ยังไม่กล้าแตะต้อง ใครที่ไหนจะกล้าขยายกองกำลังเพื่อต่อต้านพวกเขา?
บิดาของหวนฉีเป็ถึงขุนนางผู้ทรงอำนาจ ในอดีตเซี่ยโหวเจี๋ย เสียชีวิตไปในการรบ ทำให้กองทัพทางเหนือเผชิญการสูญเสียแม่ทัพและพ่ายแพ้ จึงถูกตระกูลหวังกับตระกูลเซี่ยบีบบังคับให้ถอนทัพ บิดาของเขาโกรธเคืองจนตรอมใจตาย ตอนนั้นหวนฉีเป็เพียงหนุ่มน้อย ย่อมต้องรู้เบื้องลึกเื้ัเป็อย่างดี เขาจึงทูลเกล้าฯ เสนอเื่นี้ โดยอ้างว่า้าให้ราชสำนักฝึกฝนกองทัพให้แข็งแกร่ง แต่ใครบ้างไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขา้าขยายอำนาจ? ตระกูลหวนเป็ตระกูลใหญ่ในเจียงหนาน มีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนาน ภายนอกทำตัวเป็มิตรกับตระกูลหวังและตระกูลเซี่ย แต่เื้ักลับเป็ศัตรูกัน ราชสำนักที่อยู่ใต้อำนาจของตระกูลหวังและตระกูลเซี่ย ย่อมต้องป้องกันไม่ให้เขามีอำนาจมากเกินไป หากเขามีกองกำลังอยู่ในมือ ไม่เท่ากับเป็การเพิ่มปัญหาให้กับตนเองหรือ? ก่อนหน้านี้ หวนฉีเคยทูลเกล้าฯ ขอฝึกทหาร ขอออกรบ และเกณฑ์ทหารหลายครั้ง แต่ก็ถูกราชสำนักปฏิเสธ ผู้ใดบ้างจะไม่รู้ว่าเบื้องบนคิดอันใดอยู่?
ขุนนางพลเรือนส่วนใหญ่คิดเช่นนี้ แต่ขุนนางที่สนับสนุนตระกูลหวน แม่ทัพนายกองที่คุมกำลังทหาร และขุนนางผู้จงรักภักดีที่เป็ห่วงบ้านเมือง ต่างก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ บางคนที่ไม่ชอบใจตระกูลเซี่ยกับตระกูลหวังมานานถึงกับทูลเกล้าฯ โดยตรง และกล่าวหาเซี่ยไท่ฟู่ว่าขาดความกรุณา มีแต่จะสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง กล่าวหาว่าอีกฝ่ายขัดขวางตระกูลหวน เพราะความแค้นส่วนตัว คำพูดพวกนี้สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย ทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างสองฝ่าย
ทั้งจดหมายจากขุนนางในเมืองหลวงและขุนนางท้องถิ่น ต่างหลั่งไหลมาที่ศูนย์กลางอำนาจราวกับเกล็ดหิมะ ทุกคนต่างเลือกข้าง บางคนกลัวว่าหากแสดงออกเร็วเกินไปจะเดือดร้อน บางคนก็กลัวว่าหากแสดงออกช้าเกินไปจะกลายเป็เป้า บางคนก็เลือกที่จะพูดอย่างคลุมเครือ ไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจน เพราะไม่แน่ว่าในอนาคต อำนาจอาจจะกลับไปตกอยู่ในมือของตระกูลหวนก็เป็ได้ ฉะนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง ได้แต่ทำตัวอ้ำอึ้ง ไม่กล้าแสดงออก
เผยซูเยี่ยบอกให้ิหยวนจับตาดูสถานการณ์บ้านเมือง และมักอธิบายสถานการณ์บ้านเมืองให้เขาฟังเป็ประจำ ิหยวนจึงรู้เื่นี้เป็อย่างดี เมื่อลองคิดดูดีๆ แล้วเื่นี้ก็แอบคล้ายคลึงกับเื่ของหม่านสือชี ดูท่าเื่นี้คงจะยุ่งยากไม่น้อย
หม่านสือชีเป็คนตรงไปตรงมา มีเพื่อนมากมายในสำนักศึกษาหลวง แต่ก็มี “บัณฑิต” มากมายที่ดูถูกเขา เดิมทีสำนักศึกษาก็ใหญ่โต ต่อให้ไม่ชอบหน้ากัน ก็ต่างคนต่างอยู่ แต่ใครจะไปรู้ว่าในภาคเรียนนี้ หม่านสือชีสอบตกถึงสองวิชา แม้จะทำเป็ไม่สนใจ แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาก็แอบสมน้ำหน้าไม่น้อย หลังจากทุกคนช่วยกันพูดกับหัวหน้าอาจารย์ สุดท้ายหัวหน้าอาจารย์ก็ยอมให้โอกาสหม่านสือชีอีกครั้ง ทำให้ “กลุ่มคนที่ยึดมั่นในกฎระเบียบ” ไม่พอใจอย่างมาก สำนักศึกษาหลวงในยุคนี้ให้ความสำคัญกับขุนนางพลเรือนมากกว่าขุนนางทหาร คนนอกไม่รู้ว่ายังมีวิชายิงธนูและขี่ม้าด้วย ศิษย์ในสำนักศึกษาส่วนใหญ่จึงไม่สนใจวิชาพวกนี้ เพราะวิชาที่สำคัญที่สุด คือ ปรัชญา การโต้วาทีคือ สิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นและมีชื่อเสียง แต่ตอนนี้กลับต้องมาเสียเวลากับเื่ไร้สาระเช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่พอใจ จึงถือโอกาสก่อเื่วุ่นวาย
ตอนนั้นยังไม่มีปัญหาใหญ่นี้เกิดขึ้น เพราะิเยี่ยไปขอร้องให้ลูกหลานตระกูลใหญ่ในสำนักศึกษากลางช่วยพูด คนที่ไม่ชอบหม่านสือชีจึงไม่กล้าทำอันใด ได้แต่รอคอยดูการสอบของหม่านสือชี และภาวนาไม่ให้เขาสอบผ่าน ทว่าใครจะไปรู้ว่าโอกาสสอบซ่อมที่นานทีปีหนจะมีในครั้งนี้ เขากลับพลาด!
คราวนี้ เหมือนโยนไฟลงไปในกองฟาง
สำนักศึกษาหลวงกับราชสำนักมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน การต่อสู้กันทางการเมืองในราชสำนักจึงส่งผลมาถึงสำนักศึกษาหลวงด้วย เดิมทีก็มีกลุ่มคนที่ต่อต้านการเลื่อนขั้นขุนนางทหารอยู่แล้ว พอได้โอกาสจึงระบายความไม่พอใจออกมาทันที ทั้งกลุ่มคนที่ไม่ชอบหม่านสือชี กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของหม่านสือชี แต่้ารักษากฎระเบียบของสำนักศึกษาหลวง กลุ่มคนที่คอยยุแยงตะแคงรั่ว กลุ่มคนที่เรียนไม่เก่ง สู้ไม่ได้ จึงหวังให้คนอื่นถูกตัดชื่อไปด้วย และพวกอันธพาลที่คอยหาผลประโยชน์ ต่างก็ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพื่อขับไล่หม่านสือชีออกจากสำนักศึกษาหลวง
ส่วนกลุ่มคนที่สนับสนุนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพ และกลุ่มคนที่สนิทกับหม่านสือชีย่อมไม่ยอมอยู่เฉย จึงรีบติดต่อกันเป็การส่วนตัวเพื่อโน้มน้าวอาจารย์ โดยอ้างว่าที่เขาขาดสอบเพราะเพื่อนป่วยหนัก หม่านสือชีต้องคอยดูแลเพื่อนอย่างใกล้ชิด นี่เป็การกระทำที่ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ นอกจากนี้หม่านสือชียังเก่งกาจด้านการขี่ม้าและยิงธนู เป็กำลังสำคัญของชาติบ้านเมือง ขอให้มอบโอกาสให้เขาอีกครั้ง
เื่เล็กๆ ของบัณฑิตคนหนึ่งกลับกลายเป็เื่ใหญ่ เพราะไปเกี่ยวข้องกับเื่การเมือง อีกทั้งสำนักศึกษาหลวงยังมีศิษย์เกือบสองพันคน ต่างก็มีกลุ่มก๊กของตนเอง อีกทั้งธรรมชาติของมนุษย์นั้น จดจำความแค้นได้ดีกว่าความรักใคร่ เ้าไม่ชอบข้า ข้าไม่ชอบคนนั้น คนนั้นไม่ถูกกับพวกนี้ พวกนี้ก็รังเกียจพวกนั้น เพียงไม่กี่วัน เื่นี้ก็กลายเป็ประเด็นร้อนที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ
“หยวนเก้อเอ๋อร์!” ิเยี่ยวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา “หัวหน้าอาจารย์... หัวหน้าอาจารย์...”
“ว่าอย่างไร?” บังเอิญว่าหวงซื่อเหวยกับตี้อู่จี้หวาอยู่ที่นี่กับิหยวนพอดี
“หัวหน้าอาจารย์... ติดประกาศไว้ที่ประตูทางทิศตะวันออก...”
“ประกาศผลแล้วหรือ? ถูกตัดชื่อหรือไม่?” เฉาอู๋จิ่วถามอย่างร้อนใจ ตอนนี้เขาก็อยู่ที่นี่ แผลที่ถูกแทงหายเป็ปลิดทิ้ง โดยฝีมือการรักษาของิหยวน เขาจึงโกหกคนอื่นว่าเป็ไข้หวัด ซึ่งสอดคล้องกับข้อแก้ตัวของหม่านสือชีพอดี ตอนนี้ข่าวการสิ้นพระชนม์ของหลานชายสายตรงของเฉินหลิวอ๋อง ได้แพร่สะพัดออกไปแล้ว ราชสำนักเรียกตัวเฉาอู๋จิ่วเข้าเฝ้าฯ และประกาศแต่งตั้งให้เขาเป็ทายาท เนื่องจากในตระกูลมีเพียงเขาที่เป็ทายาทสายตรง จึงได้รับอนุญาตให้สืบทอดตระกูลทั้งสองสาย หากเขามีบุตรชาย บุตรชายของเขาก็จะได้รับบรรดาศักดิ์สืบต่อ ฉะนั้นเขาจึงเปลี่ยนมาสวมชุดไว้ทุกข์ ทุกคนจึงรู้ว่าเขาคือว่าที่เฉินหลิวอ๋องในอนาคต ฐานะแตกต่างจากเดิม ไม่แปลกที่จะมีองครักษ์ติดตามถึงสองคน ส่วนศัตรูลับกลับไม่มีโอกาสลงมืออีก
“ยังไม่ใช่ ยังไม่ใช่...” ิเยี่ยส่ายหัวพลางหยิบถ้วยชาของิหยวนขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด ิหยวนขมวดคิ้ว ก่อนจะรินชาให้เขาอีกถ้วย “รีบพูดมาเสียที”
“ยังไม่สรุป...”
“เช่นนั้นเ้ารีบร้อนอันใด?”
“แม้จะยังไม่สรุป แต่ก็เป็เื่ใหญ่นะ”
ที่แท้แล้ว ความขัดแย้งภายในสำนักศึกษายังไม่จบสิ้น ทุกคนต่างพยายามโน้มน้าว ทำให้หัวหน้าอาจารย์เหยาจวงเริ่มลำบากใจ ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี หากเห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง สุดท้ายจึงตัดสินใจประกาศว่าอีกสามวัน ให้ทุกคนมาชุมนุมกันที่ลานกว้างด้านนอกหอฝู่เหรินของสำนักศึกษาหลวง เพื่อตัดสินเื่นี้ร่วมกัน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
