เขาเทียนมู่
หลังร่างกายถูกบิดและดึงทึ้งอยู่วูบหนึ่ง หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยก็ถูกเคลื่อนย้ายมาถึงตีนเขาเทียนมู่
“เสี่ยวรุ่ย เ้าไม่เป็ไรนะ?” เขาเห็นเฉียวรุ่ยฟุบอยู่บนพื้นจึงรีบร้อนประคองขึ้นมา
“ไม่เป็ไรหรอก!” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะแล้วปัดฝุ่นผงบนร่างออก
พวกเขาลุกขึ้นจากพื้นก่อนมองไปรอบด้าน พบว่าข้างกายไม่มีผู้ฝึกตนคนอื่น หลิ่วเทียนฉีถึงเอาแผนที่ออกมาจากในแหวนมิติแล้วดูอย่างละเอียด
“ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ทางเข้าทิศใต้ หลังการทดสอบสิ้นสุดต้องไปรวมตัวกันที่ทางออกทิศตะวันออก เช่นนั้นพวกเรามุ่งหน้าไปกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางชี้นิ้วไปทางทิศนั้น
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าตอบรับ
“ไปกันเถอะ ด้านหน้ามีป่าต้นสนแถบหนึ่ง ระวังด้วยล่ะ น่าจะมีสัตว์อสูรระดับหนึ่งอยู่” หากเป็รอบนอกไม่มีทางพบสัตว์อสูรพลังสูงนัก แต่สัตว์อสูรพลังต่ำก็ไม่อาจดูแคลนได้เช่นกัน
“อื้อ เข้าใจแล้ว!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับอีกครั้ง
ทั้งสองคนจับมือกันเดินไปทางป่าสน เพิ่งเดินเข้าป่าไม่นานกลับเห็นผู้ฝึกตนสามคนหยิบอุปกรณ์อาคมเหาะเหินออกมาใช้เสียแล้ว
“เทียนฉี เ้าดูสิ พวกเขาใช้อุปกรณ์อาคมบินออกจากป่า หรือพวกเราขี่อสูรอาชาบ้างดีไหม?” เฉียวรุ่ยมองคนรักพลางบอกเสียงเบา
“ไม่ได้ นี่เป็การฝ่าฝืนกฎ จะถูกคัดออกนะ!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะปฏิเสธทันที
“แต่ แต่ที่นี่มีแค่พวกเราสองคน คนอื่นไม่มีทางรู้หรอก!”
หลิ่วเทียนฉีได้ยินก็กลอกตาอย่างจนปัญญา ‘ที่นี่ไม่มีผู้อื่นจริง แต่เื่ใดบนเขาลูกนี้ล้วนปรากฏบนกระจกสิบสองบาน หรือก็คือในเวลานี้ มีอาจารย์ใหญ่แปดคนกับอาจารย์อีกสามสิบห้าคนกำลังใช้กระจกดูทุกการเคลื่อนไหวบนเขาเทียนมู่ของพวกเราอยู่!’
เฉียวรุ่ยได้ยินเสียงกระแสจิตของหลิ่วเทียนฉีก็ตะลึง ‘ที่แท้เป็เช่นนี้เอง!’
“ไปกันเถอะเด็กโง่!” หลิ่วเทียนฉีจูงมือคนรักเดินหน้าต่อ
“เทียนฉี เ้า เ้าเอากฎสิบสองข้อที่จดไว้ให้ข้าดูหน่อยสิ!” เฉียวรุ่ยร้องขอหินจารึกก้อนนั้น
ก่อนหน้านี้ เขารู้สึกว่ากฎเ่าั้รู้หรือไม่ก็ไม่เป็ไร ตอนนี้ถึงรู้ชัดว่าไม่เพียงแต่ควรรู้ ทว่าต้องท่องได้ทั้งหมด ไม่อาจละเมิดได้สักข้อ ไม่อย่างนั้นคงถูกคัดออกจริง
“ได้สิ! เก็บไว้ที่เ้าเถอะ! ข้าท่องได้หมดแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางมอบหินจารึกให้
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับก้อนหินไป เขาเดินไปพลางท่องกฎไปด้วย
.........
ในตำหนักใหญ่ของวิทยาลัยเซิ่งตู
ผู้ฝึกตนที่ใช้อุปกรณ์อาคมเหาะเหินสิบห้าคนถูกเคลื่อนย้ายกลับจากเขาเทียนมู่มาปรากฏตัวในตำหนักใหญ่ทันที
“พวกเรา พวกเราอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” ทั้งสิบห้าคนเห็นตนเองกลับมาถึงตำหนักใหญ่พลันตะลึงงัน
“พวกเ้าฝ่าฝืนกฎข้อที่สามของการฝึกวิชา ใช้อุปกรณ์อาคมเป็พาหนะจึงถูกคัดออก!” อาจารย์คนหนึ่งก้าวออกมาแจ้งด้วยน้ำเสียงเ็า
“พวกเรา พวกเราไม่ได้ฝ่าฝืนกฎนะขอรับ!” มีผู้ฝึกตนคนหนึ่งอ้าปากเถียงอย่างไม่ยอม
“ฮ่าๆๆ พวกเ้าฝ่าฝืนกฎหรือไม่ บรรดาอาจารย์ใหญ่ล้วนเห็นกระจ่างชัด!” อาจารย์คนนั้นเอ่ยพลางชี้กระจกสำริดสิบสองบานบนผนัง
เมื่อเห็นภาพในกระจกสำริดปรากฏภาพบนเขาเทียนมู่ ผู้ฝึกตนคนนั้นก็อับอายจนหน้าแดงก่ำ
“ส่งพวกเขาออกจากวิทยาลัย” อาจารย์คนนั้นผินหน้าส่งสัญญาณให้ศิษย์ส่งทั้งสิบห้าคนออกไป
“ฮ่าๆๆ เ้าหนูนั่นน่าสนใจจริงนะ ครึ่งชั่วยามเพิ่งให้พวกเขาท่องกฎ เขาดันเอาแต่มองซ้ายขวาดูเื่สนุก ตอนนี้ถึงูเากลับคิดอยากท่องกฎเสียนี่!” ผู้เฒ่าร่างอ้วนผู้มีใบหน้าเมตตามองเฉียวรุ่ยในกระจกสำริด หัวเราะเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น
“ข้ากลับรู้สึกว่าคู่ชีวิตของเขาเป็เด็กมีแววทีเดียว ฉลาดเอาเื่ รู้จักจดกฎไว้อีก แต่ไม่รู้ว่าเ้าหนูคนนี้เป็ผู้ฝึกกระบี่หรือไม่นะ!” พูดถึงตรงนี้ ผู้เฒ่าที่ไว้เคราแพะอีกคนหนึ่งลูบเคราไปมา
“ข้าว่าเขาไม่เหมือนผู้ฝึกกระบี่นะ คล้ายเป็ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งมากกว่า!” ผู้เฒ่าร่างอ้วนพูดจบก็กระหยิ่มยิ้มย่อง ยกมุมปากนิดๆ
“ไม่มีทาง ร่างกายผอมบางปานนั้นจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์ได้อย่างไรกันเล่า? เป็ผู้ฝึกกระบี่มากกว่า” ผู้เฒ่าเคราแพะส่ายศีรษะตอบกลับ
“พวกเ้าตาแก่ทั้งสอง เห็นเด็กมีแววเข้าหน่อยก็คิดแย่งกันเสียแล้ว ไม่คิดเหลือไว้ให้วิทยาลัยโอสถของพวกเราบ้างเลยหรือ?” อาจารย์ใหญ่หญิงงามแห่งวิทยาลัยโอสถส่งเสียงบ่นอย่างไม่พอใจ
การคัดเลือกทุกครั้งล้วนเป็เช่นนี้ เด็กมีแววมักถูกตาแก่สองคนนี้เลือกไปเสียหมด คนที่แบ่งมาให้วิทยาลัยโอสถจึงเป็เด็กกระจอกงอกง่อยทั้งสิ้น!
“ฮ่าๆๆ หงหง เ้าอย่าโกรธสิ! ศิษย์คนนี้จะไปวิทยาลัยไหน นั่นเป็อิสระของเขาไหม!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนมองอาจารย์ใหญ่หญิงงามพลางเอ่ยอย่างหน้าชื่นตาบาน
“เ้าอ้วนน่าตาย เ้าหมายความว่าอย่างไรฮะ? เ้าจะบอกว่าวิทยาลัยโอสถของพวกเราไม่มีใครอยากเข้างั้นหรือ?”
“ไม่ ไม่ใช่ หงหง ฟ้าดินเป็พยาน ไยข้าจะกล้าพูดเช่นนั้นเล่า!”
“เฮอะ!” อาจารย์ใหญ่หญิงงามตวัดสายตามองอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนทีหนึ่ง แล้วกลับมามองกระจกของตนต่อ
อาจารย์ใหญ่ทั้งแปด แต่ละคนมีอาจารย์อีกสามคนเฝ้ามองกระจกสำริด ที่เหลืออีกสี่บานมีผู้าุโหลายท่านของวิทยาลัยเซิ่งตูเฝ้าดูอยู่ เรียกได้ว่าแต่ละบานมีสี่คนจับจ้อง ดังนั้น หากผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมการทดสอบคนใดคนหนึ่งคิดฝ่าฝืนกฎ นั่นย่อมเป็เป็ไปได้
.........
ครึ่งเดือนหลังจากนั้น
ตลอดการขึ้นเขามา หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยอยู่รอบนอกตลอด หลายวันมานี้พวกเขาถึงผ่านไปอย่างสงบยิ่ง พบสัตว์อสูรขั้นหนึ่งเพียงตัวสองตัวเท่านั้น
“เทียนฉี เ้าว่าเขตใจกลางเขาเทียนมู่จะมีสัตว์อสูรมากมายไหม?” เฉียวรุ่ยนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มองคนรักข้างกายก่อนถามด้วยความสงสัย
“อืม ที่นั่นคงมีสัตว์อสูรมากมายนัก ต้องมีสัตว์อสูรขั้นสามแน่!” ยิ่งเข้าใกล้ใจกลาง อันตรายยิ่งเพิ่มมากขึ้น
“ขั้นสามหรือ ระดับสร้างรากฐานสินะ?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบๆ พูดขึ้นอย่างใ
“อืม เขาลูกใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางไม่มีสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐานหรอก!” แม้สัตว์อสูรขั้นสามคงไม่มากนัก แต่ต้องมีแน่นอน ในนิยายต้นฉบับได้กล่าวเอาไว้
“อื้อ ก็ใช่นะ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“มา กินอะไรสักหน่อย พักผ่อนสักครู่กันเถอะ! อีกเดี๋ยวพวกเราต้องเร่งเดินทางอีกนะ!” หลิ่วเทียนฉีเอาเนื้อรมควันชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า เขารับชิ้นเนื้อมาเริ่มลงมือกินคำโต
หลิ่วเทียนฉีหยิบชิ้นเนื้อที่หั่นไว้เรียบร้อยออกมาอีกจานหนึ่ง ลงมือกินอย่างไม่รีบร้อน
ทั้งสองคนพักใต้ต้นไม้เป็เวลาหนึ่งก้านธูป กินอาหารเสร็จ ดื่มน้ำตามอีกเล็กน้อยจึงเร่งฝีเท้าไปทางทิศตะวันออก
เดินไปได้ราวหนึ่งชั่วยาม หลิ่วเทียนฉีพลันได้ยินเสียงต่อสู้อยู่แว่วๆ
“ด้านหน้าเหมือนจะมีอันตราย ระวังด้วยนะ!” หลิ่วเทียนฉีจูงมือเฉียวรุ่ยพลางเตือนเสียงเบา
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ระวังตัวในทันที
เดินไปข้างหน้าอีกระยะหนึ่ง เสียงการต่อสู้ยิ่งชัดเจน หลิ่วเทียนฉีเอายันต์อำพรางกายออกมาสองแผ่น ให้ตนกับเฉียวรุ่ยแปะไว้คนละแผ่น ซ่อนเร้นร่างกาย
เมื่อเดินไปข้างหน้าต่อ พวกเขามองเห็นผู้ฝึกตนชุดสีน้ำเงินคนหนึ่งกำลังสู้กับสัตว์อสูรขั้นสองระดับกลาง ผู้ฝึกตนมีพลังระดับสร้างรากฐาน่ต้น พลังเหนือกว่าสัตว์อสูร แต่พี่ชายควรศึกษาศาสตร์สักหน่อย วิชาต่อสู้มือเปล่า วิชาพลังทิพย์และวิชากระบี่ที่พี่ชายมีอยู่ ทำให้เขาไม่กล้าเอ่ยชมจริงๆ นะ!
“จะช่วยไหม?” เฉียวรุ่ยมองบุรุษข้างกาย
“เ้าอยู่ตรงนี้รอข้าก่อน ข้าไปคนเดียวก็พอ!”
“แต่!” ให้เฉียวรุ่ยรั้งอยู่ เขาย่อมไม่วางใจ
“วางใจเถอะ แค่สัตว์อสูรขั้นสองเท่านั้น!” พูดพลางเดินไปยังสนามรบ
หลิ่วเทียนฉีมองหนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูร ต่างฝ่ายต่างาเ็ทีหนึ่งจึงท่องมนตร์ ลูกบอลวารีสีขาวพิสุทธิ์ก่อตัวกลางฝ่ามืออย่างรวดเร็ว เมื่อมันก่อตัวจนสูงครึ่งตัวคน เขารีบขว้างเข้าใส่สัตว์อสูรที่มีาแเต็มตัวทันที
“ปัง...” หนึ่งการโจมตีเอาชีวิต สัตว์อสูรล้มลงกับพื้นในฉับพลัน
“หืม? ตายแล้ว?” ผู้ฝึกตนชุดน้ำเงินกระพริบตา เห็นสัตว์อสูรล้มอยู่กับพื้นนิ่งไม่กระดิกก็สงสัย
“เ้าโง่!” เฉียวรุ่ยด่าเบาๆ ทีหนึ่ง ฉีกยันต์อำพรางกายบนร่างออก หลิ่วเทียนฉีทำเช่นกัน
“อ้อ สหายผู้ฝึกตนทั้งสอง ขอบคุณที่ช่วยเหลือ!” ผู้ฝึกตนชุดน้ำเงินเห็นคนทั้งคู่ก็รีบเอ่ยขอบคุณ
“สหายผู้ฝึกตน ไม่ต้องเกรงใจหรอก พวกเราสองคนเพียงผ่านมาเท่านั้น!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะตอบอย่างเกรงใจ
หากไม่ใช่รู้ว่าอาจารย์ใหญ่ดูอยู่ เขาไม่มีทางทำตัวเป็คนดีเรี่ยราดเช่นนี้หรอก?
“เ้านี่ห่วยจริง ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานสู้กับสัตว์อสูรขั้นสองระดับกลางถึงกับสิ้นเปลืองแรงเช่นนี้” เฉียวรุ่ยมองอีกฝ่ายพลางส่งเสียงบ่น
“ฮ่าๆๆ ข้าเป็ผู้ฝึกโอสถ พลังโจมตีมีไม่เท่าไรหรอก” พูดถึงตรงนี้ อีกฝ่ายถึงส่งยิ้มเขินอายให้
“เ้าเป็นักหลอมโอสถหรือ?” เฉียวรุ่ยได้ยินเขาบอกว่าตนเป็นักหลอมโอสถก็กะพริบตาอย่างตะลึง
“ใช่แล้ว ข้าเป็นักหลอมโอสถขั้นสอง ข้าชื่อต่งเฟิง” ผู้ฝึกตนชายชุดน้ำเงินแนะนำตนเอง
“หลิ่วเทียนฉี!”
“เฉียวรุ่ย!” ทั้งสามคนมองหน้ากันแล้วแนะนำตัวเองอย่างง่ายๆ
“สหายผู้ฝึกตนหลิ่ว สหายผู้ฝึกตนเฉียว ในเมื่อได้พบกันแล้ว พวกเราจับกลุ่มเดินทางด้วยกันไหม?” ต่งเฟิงมองทั้งสองคนพลางยิ้มแล้วเอ่ยถาม
“ความสามารถแค่นั้นของเ้า พวกเราพาเ้าไป ไม่ใช่เ้าจะเป็ตัวถ่วงหรือ?” เฉียวรุ่ยมองต่งเฟิง เอ่ยด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
“จะเป็ไปได้อย่างไรเล่า ข้าเป็นักหลอมโอสถนะ ข้าช่วยพวกเ้ารักษาอาการาเ็ได้!”
“เฮ้ เ้าต้องปากไม่เป็มงคลเช่นนี้ด้วยหรือ? พวกเราไม่มีทางได้รับาเ็หรอก” เฉียวรุ่ยถลึงตาจ้อง ส่งเสียงตำหนิอย่างไม่พอใจ
“ไม่ๆๆ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าจะบอกว่าหากพวกเ้าพาข้าไปด้วย ข้าให้โอสถพวกเ้าได้นะ? เป็อย่างไรเล่า” ต่งเฟิงพูดจบก็กะพริบตาปริบๆ ใส่
“ก็ได้ ไปด้วยกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีพูด เขาเดินมาข้างสัตว์อสูร ควักผลึกอสูรออกมาโยนให้ต่งเฟิง ส่วนศพสัตว์อสูรที่เหลือเก็บเข้าไปในแหวนมิติ
“ไม่ต้องหรอก สัตว์อสูรตัวนี้เป็สหายผู้ฝึกตนหลิ่วสังหาร ผลึกอสูรย่อมเป็ของสหายด้วย!” ต่งเฟิงพูดก่อนส่งผลึกอสูรคืน
“ผลึกอสูรใช้หลอมโอสถได้ เ้าใช้ได้แต่พวกเราไม่ ข้า้าเนื้อสัตว์อสูรให้เสี่ยวรุ่ยกินเป็พอน่ะ!” หลิ่วเทียนฉีโบกมือปฏิเสธ จูงมือเฉียวรุ่ยเดินหน้าต่อ
“อ้อ!” ต่งเฟิงก้าวไวๆ สองก้าว รีบเดินตามทั้งสองคนไป
“พวกเ้า พวกเ้าเป็คู่ครองกันหรือ?” ต่งเฟิงมองสองคนจูงมือกันอยู่จึงเอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“เสี่ยวรุ่ยเป็คู่หมั้นข้า อย่าหมายตาเขาเชียวล่ะ!” หลิ่วเทียนฉีแสยะยิ้มให้อีกฝ่าย กล่าวเตือนอย่างจริงจัง
ต่งเฟิงเห็นรอยยิ้มน้อยๆ ดูน่ากลัวตรงมุมปากของหลิ่วเทียนฉีก็หดคอ รีบร้อนส่ายศีรษะ “ไม่มีทาง ไม่มีทางหรอก วิญญูชนไม่แย่งชิงของรักของผู้อื่นไหม! อีกอย่าง ข้าค่อนข้างชอบผู้ฝึกตนหญิงที่อ่อนหวานน่ะ!”
“เ้าหมายความว่าข้าไม่อ่อนหวานหรือ?” เฉียวรุ่ยเหล่ตามองคนด้านข้าง ใบหน้าบึ้งถามกลับ
“ฮ่าๆๆ ไม่ใช่ๆ ข้าจะบอกว่าข้าค่อนข้างชอบสตรี ไม่ได้ชอบบุรุษสองเพศ!” ต่งเฟิงส่ายศีรษะ แก้ไขคำพูด
“ค่อยใช้ได้หน่อย!” เฉียวรุ่ยได้ยินเขาว่าเช่นนี้ถึงพออกพอใจ