“เรามาถึงแล้ว! เรามาถึงแล้ว!”
“ในที่สุดเราก็มาถึงแล้ว!”
ฝูงชนส่งเสียง
เฉินอวี๋และครอบครัวก็สบตากันและยิ้มให้กัน
มันไม่ใช่แค่การได้เห็นเมืองใหญ่และน้ำสำหรับดื่ม แต่เมื่อข้ามสะพานมาได้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวต้มก็ลอยโชยเข้าจมูกตามอากาศมาแต่ไกล ที่เชิงกำแพงเมือง ปรากฏกลุ่มทหารที่ตอนนี้กำลังลากถังข้าวต้มขนาดใหญ่ออกมาตั้งไว้ที่หน้าเพิง
เมื่อเห็นสิ้งนี้ กลุ่มผู้ลี้ภัยก็พากันวิ่งไปข้างหน้า พริบตารอบๆ หน้าเมืองก็เต็มไปด้วยผู้คนหลายพันสุดลูกหูลูกตา
เพื่ออาหาร เฉินถั่วถงและเฉินอ่าวสบตากัน จากนั้นก็อุ้มเฉินเหนียนอู่และเฉินอวี๋ขึ้นบ่าเฉินอิงเอ๋อขี่คอ ให้เฉินต้ากับท่านปูจูงมือตามหลังเพื่อเข้าแถวรับข้าวต้ม
กลิ่นหอมของอาหารร้อนๆ นั้นเย้ายวนใจอย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะมีมารยาทหรือหน้าตาดีมากแค่ไหนมาก่อน ทุกคนที่มีชามไม้ที่พ่อทำไว้เมื่อก่อนหน้านั้น และด้วยความได้เปรียบเื่ความสูงที่ได้อยู่บนบ่าและคอของพ่อ ทุกคนจึงยื่นชามไม้ไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง
อย่าถามถึงความเป็ระเบียบหรือเข้าแถวเรียงตอนในโลกนี้ เพราะการดันฝูงชนเกาะกลุ่มสุดวุ่นวายอย่างที่เห็นนี่แหละคือการเข้าแถว เ้าหน้าที่ที่ถือและความคุมตะหลิวไม้ด้ามยาวสังเกตเพียงแค่เห็นชามไม้ของใครที่อยู่ใกล้ๆ เท่านั้น หน้าที่ของพวกเขาก็แค่ตักและเทไปโดยไม่สนว่าใครจะได้มากได้น้อยแค่ไหน ตักและเทเสร็จก็ค่อยๆ ตักไปยังชามและภาชนะใบอื่นๆ ต่อ
เสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาวที่เฉินอ่าวพาทุกคนกลับออกมาจากฝูงชน ไม่มีใครกล้าสู้หรือแย่ง เพราะกฏการบริจาคของเมือง คือหากมีการทะเลาะกัน ทางเมืองจะหยุดแจกข้าวต้มในหม้อทันที ดังนั้นเมื่อสมาชิกได้ข้าวในชามและหม้อแล้ว ครอบครัวเล็กๆ ทั้งเจ็ดคนหาที่เงียบๆ มุมหนึ่ง
“รีบกินเถอะ แม่จะเอาชามและหม้อไปให้กับพวกเขาก่อน” เฉินถั่วถงพูดกับลูกๆ ให้เทอาหารลงหม้อเพื่อกินด้วยกัน แล้วนางก็ลุกขึ้นเดินหาหยู่เจ๋อและคนอื่นๆ
นี่เป็สิ่งที่เคยตกลงกันไว้ก่อน ว่าพวกเขาจะช่วยดูแลตะกร้าและเครื่องนอนในตอนที่นางและเฉินอ่าวเข้าไปในฝูงชนเพื่อสู้เอาอาหาร การแบกตะกร้าเข้าไปไม่เพียงจะเกะกะ แต่อาจจะถูกหยิบและขโมยไปได้ทำให้ต้องฝากหยู๋เจ๋อและคนอื่นๆ
อีกอย่าง ทั้งเฉินอ่าวและเฉินถั่วถงมีเทคนิคพิเศษเป็ของตัวเอง ทั้งคู่ไม่ต้องกินจนอิ่ม เพราะกำลังส่วนใหญ่อาศัยพลังงานจากภายนอก พวกเขากินข้าวแค่ชามเล็กๆ ก็อยู่ได้ตลอดทั้งวัน ข้าวและอาหารเป็เพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายยังตั้งอยู่ได้เป็พอ
เมื่อเห็นเฉินถั่วถงถือชามไม้มา หยู่เจ๋อและภรรยาของเขาก็ถอนหายใจโล่งอก และยิ่งแปลกใจที่มันไม่ใช่แค่ชามเปล่าอย่างที่เคยตกลง แต่ยังมีข้าวต้มในก้อนหม้อแตกเหลือไว้ส่วนหนึ่ง ทำเอาฮูหยินหยู่รู้สึกขอบคุณที่อีกฝ่ายยอมแบ่งมาให้
“ตะกร้าอยู่ที่ใด?” เฉินถั่วถงถามเบาๆ ก่อนที่ฮูหยินหยู่ซื่อจะชี้ไปที่พุ่มไม้ด้านหลัง ดึงตะกร้าออกมาจากที่ซ่อนแล้วส่งคืน ตรวจสอบว่าของในตะกร้า ทั้งถุงผ้า มีดและของมีค่าที่เก็บได้ระหว่างทางอย่างพวกโถเคลือบอีกนิดหน่อย เมื่อไม่มีอะไรหายไป เฉินถั่วถงรับก็เงยหน้าพูดถึงข้าวต้มที่นางแบ่งให้
“ไม่ต้องคิดมาก พวกเรามีเพียงพอจึงแบ่งส่วนที่เหลือให้ ขอบใจที่ช่วยเฝ้าของ” เฉินถั่วถงพูดเบาๆ
“ไม่เป็ไรอาซ้อเฉิน เป็พวกเรามากกว่าที่ต้องขอบคุณ”
ถึงข้าวต้มที่ได้รับจะไม่มาก แต่ฮูหยินหยู่ที่ยังคงาเ็จากแผลเก่า มันจะอันตรายเกินไปหากบุกเข้าไปในกลุ่มที่เต็มไปด้วยคน นางจึงนั่งรอที่ข้างนอก ให้ความสำคัญกับลูกชายคนเล็กของนางก่อน และพอหยู่เจ๋อและลูกสาวคนโตกลับมา นางค่อยกินร่วมทานไปพร้อมกับทุกคน
“ท่านแม่มาทานด้วยกันสิ” เฉินอวี๋ชูชามข้าวต้มแล้วยื่นให้แม่ของเขาที่เดินกลับมา
“เ้ากำลังโตต้องกินเยอะๆ เหลือมันเห็บในตะกร้าอยู่ จะดีกว่าหากเ้าและพี่ๆ ได้กินอิ่ม”
เนื่องจากในครอบครัวมีลูกสี่คนและชายชรากินจุอีกหนึ่ง จนกว่าทางเมืองจะยอมเปิดประตู อาหารและน้ำจึงจำเป็ต้องคำนวณว่ามันจะเหลือเพียงพอสำหรับให้ทุกคนได้กินในวันถัดๆ ไป
โชคดีที่ผู้ลี้ภัยที่มาถึงก่อนหน้านี้ บอกว่าจะมีข้าวต้มทุกสองมื้อคือ่เช้าและตอนเย็น พวกเขาและครอบครัวของหยู่เจ๋อจึงตัดสินใจตั้งรกรากบนที่ดินแปลงหนึ่งที่เชิงกำแพง พวกเขาสร้างเพิงง่ายๆ ด้วยเสื่อฟาง โดยเด็กๆ นอนเรียงแถว ส่วนผู้ใหญ่พิงกำแพงสองข้างซ้ายขวา
ด้วยอำนาจและพละกำลังที่ดูดีกว่ากลุ่มผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ที่เล่าแบบปากต่อปาก และด้วยที่มีชายชรานุ่งกางเกงขนนกและสวมสร้อยกระดูก ลุกขึ้นเต้นรอบกองไฟตลอดทั้งคืนกลายเป็ยามรักษาความปลอดภัย และเฉินอ่าวที่นั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ข้างๆ กัน จึงไม่มีใครสักคนที่กล้าเข้ามาแย่งเพิงที่พักฟาง
ด้วยความอิ่ม นอนกอดโถเคลือบลายครามที่เก็บมาได้ ในห้วงที่ดูเหมือนความฝัน อยู่ๆ เฉินอวี๋ก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในที่แห่งหนึ่งที่ไม่รู้จัก
มันเหมือนห้องรูปเรขาคณิตเชิงมิติที่ไม่มีรูปร่าง แต่ตัวของเขาที่มาโผล่อยู่ที่นี่และในอกยังคงกอดและถือโถลายครามแตก เขาก็พบว่าในห้องอันไร้สิ้นสุดนี้มีลูกบอลหลากสีเรืองแสงลอยเคว้งคว้างไปมารอบตัว
ในสติที่เลือนรางของความฝัน เฉินอวี๋เดินเข้าไปหาลูกบอลเรืองแสงสีเขียวสองสามก้อนที่ลอยอยู่ใกล้ๆ พอเพ่งดูที่ใจกลางบอลแสงดีๆ ก็พบว่าในบอลเ่าั้มันมีบางอย่างที่คุ้นตาซ้อนอยู่
บอลลูกแรก มันก็ทำเอาเฉินอวี๋ผงะเล็กน้อยเพราะสิ่งที่เขาเห็นคือห่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป บอลเรืองแสงลูกที่สองคือเกี๊ยวแช่แข็งถุงหนึ่ง ส่วนอันสุดท้ายคือกระป๋องโค๊กที่ยังไม่เปิด
“หือ?”
“เป็ฝันที่ประหลาดแฮะ?”
“สงสัยได้กินข้าวต้มหอมๆ แล้วหิวเกินไป”
“จึงเก็บเอามาฝันอะไรแปลกๆแบบนี้?”
“...”
เฉินอวี๋เลิกคิ้วเล็กๆ ของตัวเองขึ้นหนึ่งข้าง แถมยังหัวเราะให้กับตัวเองที่ได้เห็นสิ่งของที่คุ้นตาจากโลกเดิม
แต่ขณะที่คิดว่าในเมื่อมันเป็ความฝันทั้งที เขาจึงยื่นมือคิดที่จะหยิบกระป๋องโค๊กออกมาดื่ม แต่ยังไม่มันที่จะดึงกระป๋องออกมาจากลูกบอล โลกความฝันโดยรอบก็สั่นะเือย่างรุนแรงพร้อมกับเสียงแปลกๆ ที่ทำให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นดังออกมาว่า
[ติ๊ง!!~]
[วัตถุเคลือบที่เสียหาย ไม่เพียงพอสำหรับแลกเปลี่ยนสิ่งของ]
[เวลาในดินแดนแห่งความเท่าเทียมสิ้นสุด]
“ม๊ายยยยยย!!~~~กระป๋องโค้กของข้าาาาา!!~~~”
เมื่อโลกแห่งความฝันพังทลาย เฉินอวี๋ก็สะดุ้งตื่น แต่เพียงลืมตา สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงใบหน้าที่หงุดหงิดของพี่สาวคนรองเฉินเหนียนอู่
“พี่เหนียนอู่ กระป๋องโค๊กข้าละ กระป๋องโค๊กของข้าอยู่ที่ไหน?!!~~” เฉินอวี๋ถามด้วยสีหน้าเบิกกว้าง แต่เฉินเหนียนอู่ก็ดีดหน้าผากของเขาเบาๆ เพื่อเรียกสติ
“กระป๋องอันใดของเ้า?”
“สิ่งที่ข้าอยากรู้คือทำไมต้องกัดแขนข้าด้วย?”
นางชูแขนขึ้น ซึ่งมีของเหลวใสๆ ที่ดูเหมือนน้ำลายและรอยฟันเล็กๆ ปรากฏอยู่ ด้วยทั้งพยานและหลักฐาน เฉินอวี๋จึงรู้ทันทีว่าเขาไม่ดื่มโค้กแต่น่าจะดูดไม่ก็กัดแขนของพี่สาวตอนนอน
“ฝันถึงอาหารรึ?” เฉินเหนียนอู่เช็ดแขนกับเสื้อผ้าป่านขาดๆ ของเฉินอวี๋ด้วยความรังเกียจ ถามด้วยความอยากรู้ว่าสิ่งที่เขาละเมอพูดคือสิ่งใด
เฉินอวี๋เช็ดน้ำลายที่มุมปากแล้วตอบว่า “หืม…มันเป็เครื่องดื่มที่อร่อยและเพิ่มความสดชื่นนะ ไม่มีอะไรหรอก”
“ก็คงงั้น หากไม่เ้าคงไม่ะโเสียงดังแล้วกัดแขนข้า” เฉินเหนียนอู่หมดความสนใจ จากนั้นก็คลานออกจากเพิงพักเพราะมันเป็่เวลาของเช้าวันใหม่
แต่ด้วยที่ยามเช้า กลุ่มผู้ลี้ภัยเริ่มเข้าแถวเพื่อรอคิวเอาข้าวต้มแล้ว ครอบครัวแซ่เฉินจึงต้องเตรียมตัวเพื่อจะต่อสู้เอาอาหารเช่นกัน
โดยที่เฉินอวี๋ไม่ได้สังเกตเลย ว่าโถเคลือบเล็กๆ ที่เขานอนกอดมาทั้งคืน อยู่ๆ เพียงเขาลืมตาตื่น เครื่องเคลือบก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย และด้วยความวุ่นวายของการต่อแถวเอาข้าวต้มในตอนเช้า เขาก็ค่อยๆ ลืมการคงอยู่ของสิ่งที่ฝันและเครื่องเคลือบลายแตกชิ้นนั้นไป
