ดวงตาหยินหยาง!
ฉินอวี่นึกไม่ถึงเลยว่าในแดนต้าโหมวเทียนไม่เพียงแต่จะได้พบเจอกับร่างกระบี่หยางวิสุทธิ์ แต่ยังได้พบเจอกับดวงตาหยินหยางอันหาได้ยากยิ่งนักอีกด้วย
เมื่อนึกถึงความน่ากลัวของอินิที่มีต่อหยินหยางเต้าจวิน ฉินอวี่ก็เข้าใจได้ทันที แม้ว่าอินิจะเป็สายเืโดยตรงของหยินหยางเต้าจวิน แต่เมื่อเทียบกับอันดับสองของอสูรธรณีแล้ว นับว่ามีความแตกต่างกันมาก
เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาอันแปลกประหลาดของชายหนุ่มคนนั้นที่จ้องมองมา ฉินอวี่ก็ยิ้มอย่างขมขื่น หนทางสู่หอคอยเทียนกัง เต็มไปด้วยอันตรายมากมาย แต่ฉินอวี่ก็ไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะการเข้าไปยังหอคอยเทียนกังก็ใช้วิธีส่งไปแบบสุ่มเช่นกัน ขอเพียงอสูรธรณีเหล่านี้ไม่รวมตัวเข้ามาพร้อมกัน และต้องต่อสู้กันตัวต่อตัว ฉินอวี่ก็ไม่เกรงกลัวใครทั้งนั้น!
“เขาชื่ออินหยาง เป็หลานคนเล็กสุดของหยินหยางเต้าจวิน! และในตระกูลอิน นอกจากหยินหยางเต้าจวินแล้ว เขาคือผู้มีสายเืที่บริสุทธิ์ เป็ที่รักที่เอ็นดูของหยินหยางเต้าจวินมากที่สุด!” ขณะที่ฉินอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงของหลัวชิงเยว่ก็ดังขึ้นในจิตใจของเขา
เปลือกตาของฉินอวี่กระตุกทันที หลานคนเล็กสุดของหยินหยางเต้าจวิน? ผู้มีสายเืที่บริสุทธิ์นอกเหนือจากหยินหยางเต้าจวิน? นี่ทำให้นึกภาพได้ทันทีว่าทำไมเมื่ออินิพบกับอินหยางจึงเป็เหมือนหนูเจอแมว เกรงว่าอินหยางผู้นี้ที่อยู่ในสายเืของหยินหยางเต้าจวิน คงจะเป็คนหนึ่งที่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น
“เ้าบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว การเดิมพันในงานเลี้ยงทำให้เ้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย แม้ว่าเ้าจะโชคดีพอที่ผ่านการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี แต่ในการทดสอบสามสิบหกขุนพล์ เกรงว่าคงเป็ไปไม่ได้เลย เหลยจั๋วเยว่จะต้องรวบรวมทุกคนเข้าตามสังหารเ้าอย่างแน่นอน อีกทั้งตอนนี้สวี่กวนเซิงและอินิก็จะเข้าร่วมด้วย!” คำพูดของหลัวชิงเยว่แฝงไปด้วยความโกรธ เพราะถึงอย่างไร ฉินอวี่ก็ยังเป็อสูรอารักขาในนามของนาง
หากเป็อสูรอารักขาคนอื่นก่อให้เกิดภัยใหญ่โตเช่นนี้ ไม่ต้องรอให้เหลยจั๋วเยว่ลงมือ หลัวชิงเยว่ก็คงจัดการด้วยตนเองจนเรียบร้อยไปแล้ว แต่คนผู้นี้เป็ศิษย์ของผู้เฒ่าร้องไห้ ยิ่งไปกว่านั้น จะปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะเื่นี้จะสร้างความยุ่งยากให้กับหลัวชิงเยว่อย่างมาก!
ในตอนนี้ อินิถูกฉินอวี่ข่มขู่จนต้องยอมพ่ายแพ้ เื่นี้จึงเป็การทำให้ตระกูลอินต้องเสียหน้าอย่างมาก ลำพังแค่เื่นี้เื่เดียว อินหยางก็ไม่มีทางปล่อยฉินอวี่ไปแน่นอน หากเป็คนอื่น หลัวชิงเยว่เชื่อว่าด้วยสถานะของตนเองคงจะตัดสินเื่นี้ได้ แต่เมื่อคนที่ฉินอวี่ไปยั่วยุเอาไว้ไม่ใช่เหลยจั๋วเยว่แต่เป็คนอย่างอินหยาง สิ่งนี้ทำให้หลัวชิงเยว่ทำอะไรไม่ถูกเป็อย่างยิ่ง
คนเหล่านี้มีสถานะที่สูงกว่านางมาก โดยเฉพาะอินหยางผู้นี้ มีสถานะที่สูงกว่านางอยู่ระดับหนึ่ง และยิ่งเป็หลานสุดรักของหยินหยางเต้าจวิน หากเกิดอะไรขึ้นกับอินหยาง เกรงว่าหยินหยางเต้าจวินจะต้องโกรธจนอาละวาดแน่นอน!
ฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สายตาจ้องมองไปยังลานประลองที่อยู่ด้านล่าง เื่ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากเดิม เกินกว่าความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง แต่แล้วจะทำไม? ทันใดนั้น ฉินอวี่ก็พูดอย่างเฉยเมย “ขอบคุณชิงเยว่หวังสำหรับคำแนะนำ!”
เมื่อมองไปยังฉินอวี่ที่นั่งขัดสมาธิลงและหลับตา หลัวชิงเยว่ก็ไม่ได้โกรธอะไร เวลานี้เขายังสงบได้จริงหรือ? หลี่โหย่วฉายผู้นี้ช่างไม่กลัวตายจริงๆ หรือว่าเขาโง่กันแน่?
หลัวชิงเยว่ไม่ใช่ฉินอวี่ จิตใจของนางและพละกำลังล้วนแต่สูงกว่าคนอื่นอยู่มาก แต่นับว่ายังคงห่างไกลกับจุดปัจจุบันของฉินอวี่ ความทรมานตลอดหกปี ไม่เพียงแต่จะยกระดับจิตใจของฉินอวี่ แต่ยังทำให้เขาสงบได้ในยามที่อันตรายและวุ่นวาย และเกิดความคุ้นชินกับความสงบไม่ว่าจะพบเจอกับเหตุการณ์ร้ายใดๆ
ในสถานการณ์ตอนนี้ หาก้าแก้ไข เป็เื่ที่ง่ายมาก ส่วนสำคัญคือหลัวชิงเยว่
การท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณีในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าหลัวชิงเยว่จะไม่รู้ว่าเหลยจั๋วเยว่อาจจะลงมืออะไรกับตนเอง หากจะบอกว่าหลัวชิงเยว่ไม่รู้เื่ ฉินอวี่ไม่เชื่ออย่างแน่นอน แต่หลัวชิงเยว่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ... ดังนั้น ฉินอวี่จึงเดาได้ว่า หลัวชิงเยว่น่าจะกำลังเฝ้าดูท่าที บางทีหากคนเื้ันางก็อาจยังรอดูท่าทีอยู่เช่นกัน เพื่อจะลองดูว่าตนเองนั้นลึกล้ำเพียงใด!
พูดตามตรง น่าจะเพราะยังไม่เชื่อว่าตนเองเป็ศิษย์ของผู้เฒ่าร้องไห้ แต่หลังจากการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณีครั้งนี้ หากไม่เกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้น พวกเขาก็คงจะมีความเคลื่อนไหว แต่หากไม่มี เช่นนั้นแล้ว ฉินอวี่ก็จะไม่ถือสาอะไรพวกเขา!
เป็เพราะการประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณียังไม่จบสิ้น ดังนั้น ทุกคนจึงยังนั่งรออยู่ตรงนี้ ฉินอวี่เริ่มพิจารณาเื่ของหอคอยเทียนกัง และไม่ได้สนใจกับการต่อสู้บนลานประลองด้านล่างเลย
“เอ๊ะ!”
วันนี้ ฉินอวี่ที่กำลังทำสมาธิอยู่ได้ยินเสียงความแปลกใจของจู๋ฮวงดังขึ้นมาอย่างกะทันหันจนต้องลืมตาขึ้นทันที และเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์บนลานประลอง ฉินอวี่ก็ต้องตกตะลึง
ในตอนนี้ม่านพลังของลานประลองดำสนิทไปทั่วทั้งผืน พลังอสูรได้เข้าปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าราวกับเมฆที่กำลังม้วนตัวเข้ามา สิ่งที่ทำให้ทุกคนต่างหวาดกลัวคือรอยผนึกฝ่ามือที่อยู่กลางพลังอสูรที่กำลังถาโถมเข้ามา...ทุกๆ รอยผนึกที่เคลื่อนเข้ามาล้วนมีคำว่า “โหมว” ปรากฏอยู่ตรงกลาง มองดูแล้วช่างลึกลับและแปลกประหลาดยิ่งนัก
ฉินอวี่จ้องตรงไปยังอักษร “โหมว” ที่อยู่ตรงกลางม่านพลัง หรี่ตาทั้งสองลง กวาดสายตามองทั่วลานประลองที่อยู่เบื้องล่าง และพูดขึ้นเบาๆ “โหมวชิงเฟิงหรือ?”
บนลานประลองไร้เงาร่างของโหมวชิงเฟิง แต่การโจมตีของโหมวชิงเฟิงมักจะปรากฏตัวอักษร “โหมว” ที่แปลกประหลาดขึ้นมาให้เห็น ดังนั้น ฉินอวี่จึงคาดว่าโหมวชิงเฟิงกำลังอยู่บนลานประลอง และพลังอสูรที่ปกคลุมไปทั่วฟ้าในตอนนี้จะต้องมาจากเขา
“ประหลาดแท้!” จู๋ฮวงพูดด้วยความใ
ฉินอวี่กะพริบตาเล็กน้อย และพูดขึ้น “อะไรหรือ?” เขาอยากรู้เล็กน้อย ว่าอะไรที่ทำให้จู๋ฮวงสามารถใได้ถึงเพียงนี้?
“คนที่อยู่บนลานประลองนั่น ต่อไปต้องก่อเื่ให้น้อยหน่อย!” จู๋ฮวงพูดอย่างจริงจัง
“ทำไม?” ฉินอวี่ถามอีกครั้ง
“ก็ไม่ทำไม อย่าหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน” จู๋ฮวงกล่าว
ฉินอวี่หรี่ตามองบนลานประลอง และพูดขึ้น “เ้ากำลังหมายถึงคนที่อยู่บนลานประลองนะหรือ?”
“เหลวไหล!”
“ข้ารู้จักคนผู้นั้น!” ฉินอวี่กล่าวอย่างเฉยเมย
“เ้ารู้จักหรือ?” จู๋ฮวงถามอย่างสงสัย และตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง “เ้ารู้จักจริงหรือ?”
“อย่ามาเหลวไหล มีอะไรก็พูดมา อย่ามาอ้อมค้อม!” ฉินอวี่พูดอย่างหมดความอดทน
ในใจของจู๋ฮวงรู้สึกหดหู่เป็อย่างยิ่ง หากได้เห็นใบหน้าเขาในตอนนี้ คงจะได้มองเห็นความไม่แน่นอนอย่างยิ่งที่ปรากฏขึ้น และคงเป็ใบหน้าที่น่าเกลียดสิ้นดี เ้าเด็กตัวน้อยนี่ช่างไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ้าจะได้ของดีไปจากตนเองแต่กลับกล้าใช้ท่าทีเช่นนี้? ในอนาคตหากออกไปได้ จะต้องทำให้เขายอมดูแลตนเอง และทำให้เขารู้ว่าอย่างไรคือคนน่านับถือ!
หลังจากพูดให้ร้ายอยู่ในใจ จู๋ฮวงก็นิ่งสงบลงและพูดขึ้นว่า “ข้าจะบอกเ้าให้นะ อย่าได้คบค้าสมาคมหรือผูกมิตรกับคนผู้นี้เป็อันขาด รวมถึงห้ามเข้าใกล้ เ้าเชื่อข้าเถอะ ตัดความสัมพันธ์กับคนคนนี้เสียเถอะ อยู่ห่างเขายิ่งมากเท่าไรยิ่งดี!”
“สรุปนี่มันเื่อะไรกันแน่?” สีหน้าของฉินอวี่กลายเป็ความเคร่งขรึม จริงๆ แล้วเขามองโหมวชิงเฟิงในแง่ดีอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะด้านพละกำลังหรือหัวใจอันบริสุทธิ์ แต่ตอนนี้ จู๋ฮวงกลับสั่งให้ตนเองอยู่ห่างจากโหมวชิงเฟิง?
“เ้าไม่ต้องรู้หรอก! เ้ารู้แต่เพียงว่า อยู่ห่างเขาไว้!” จู๋ฮวงไม่้าพูดอะไรมาก
“บอกมา! ไม่เช่นนั้นก็อย่าได้คิดเื่พลังของแผ่นผนึกอีก!” สีหน้าของฉินอวี่นิ่งขรึม และพูดอย่างเ็า
“เ้ารู้จักคำว่าไม่ลงรอยไหม?” จู๋ฮวงลังเลอยู่นาน ก่อนจะถามอย่างอธิบายไม่ถูก
ฉินอวี่ขมวดคิ้วแน่น แต่ไม่ได้ตอบอะไร
“ไม่ลงรอยมีสองประการ ไม่ลงรอยกับมนุษย์และไม่ลงรอยกับ์ หากพูดโดยทั่วไป ล้วนเป็เื่ระหว่างคนกับคนที่ไม่ลงรอยกับใคร และสายเืนี้ เป็กลุ่มที่ไม่ลงรอยกับ์ หรืออาจพูดได้ว่า บรรพชนสายเืของเขาได้ล่วงเกินต่อ์ หากไปมีความเกี่ยวข้องกับสายเืเช่นนี้ ผลกรรมก็จะได้รับผลกระทบ... ยิ่งไปกว่านั้น ผลกรรมจะถูกสายเืนี้ทำลาย และสายเืนี้ ในอดีตถูกเรียกว่าผู้ไถ่โทษ!”
“เ้าหนุ่ม ความเป็ความตายของเ้าไม่เกี่ยวอะไรกับข้า แต่ก่อนที่ข้าจะฟื้นฟูพลังกลับมา เ้าอย่าเพิ่งตาย... เพราะนั่นจะทำให้ข้าเดือดร้อน ดังนั้น ห่างเขาไว้เถอะ เชื่อข้าเถอะ ดีแน่นอน!”
