ตลาดพลุกพล่านไปด้วยผู้คน เป็พ่อค้าแม่ค้าที่มาขายปลาไปแล้วครึ่งหนึ่ง ฤดูกาลนี้ปลาเยอะ ชาวประมงจึงมาตั้งแผงขายของที่นี่กันไม่น้อย คนซื้อปลาก็เยอะเช่นกัน แต่ราคาของปลากลับไม่เพิ่มขึ้น
หวังเฮ่าเอ่ย “อาจารย์ของข้าชอบกินปลา ทุกครั้งที่ข้าไปเยี่ยมเขาจึงมักจะนำปลาติดไม้ติดมือไปด้วย เมื่อก่อนข้ามีเงินไม่มากจึงซื้อปลาลิ่นที่ราคาถูกที่สุด ครานี้ข้าคิดจะซื้อปลาเฉาฮื้อ” เอ่ยอีกว่า “ชิงชิง เ้าชอบกินปลาหรือไม่?”
หลี่ชิงชิงยิ้มแล้วเอ่ย “ข้าก็ชอบกินปลาเช่นกัน ข้ายังชอบกินปลาไหลและกบด้วย ครั้งที่แล้วตอนข้าอยู่ที่บ้านพี่หญิงรอง มีคนไข้คนหนึ่งมอบกบให้ข้าจำนวนมาก เพื่อเป็การขอบคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ข้าก็เลยได้กินกบอย่างถึงอกถึงใจแล้ว”
หวังเฮ่าจดจำสิ่งที่หลี่ชิงชิงชื่นชอบไว้ในใจ ยามนี้เข้าสู่สารทฤดูแล้ว ไม่ใช่ฤดูที่จะจับกบได้ มิเช่นนั้นเขาคงไปจับกบมาให้ภรรยากินแน่นอน
ตอนที่ทั้งสองคนออกจากบ้าน ได้นำไข่เค็มสิบฟอง ซาลาเปายี่สิบลูก พริกสับดองหนึ่งไหเล็ก และยารักษาโรคทั่วไปเล็กน้อยมาด้วย ทั้งยังซื้อปลาเฉาฮื้อตัวใหญ่หนักหกถึงเจ็ดจินจำนวนหกตัวที่ตำบลชิงอวี๋ แล้วเดินทางผ่านตำบลนี้ไปยังหมู่บ้านฮวาโกวที่ห่างออกไปสามลี้
หมู่บ้านฮวาโกวอยู่ใกล้ลำธารและูเา สภาพแวดล้อมไม่เลว ทิวทัศน์งดงาม และยังห่างจากตำบลไม่ไกล สามารถจับจ่ายซื้อของได้สะดวก
ชาวบ้านในหมู่บ้านฮวาโกวมีประมาณสองร้อยกว่าคน น้อยกว่าหมู่บ้านหวัง แต่หมู่บ้านนี้มีบัณฑิตที่สอบผ่านซิ่วไฉนั่นก็คือจ้าวซิ่วไฉ ชื่อเสียงจึงโด่งดังกว่าหมู่บ้านหวังมาก
บ้านของจ้าวซิ่วไฉอยู่ตรงกลางของหมู่บ้านฮวาโกว ไม่ใช่หน้าสุดและไม่ใช่ท้ายสุด ไม่มีเสียงดังรบกวนและปลอดภัยยิ่ง
แน่นอนว่าบ้านของตระกูลจ้าวเป็เรือนอิฐ มีทางเข้าทั้งหมดสามทาง พื้นที่ใหญ่กว่าบ้านตระกูลหวังมาก จำนวนห้องก็มากกว่าบ้านตระกูลหวัง กำแพงอิฐขนาดใหญ่สูงกว่าหนึ่ง่ตัวคน ประตูทางเข้าหลักเป็ประตูบานคู่ ข้างประตูทั้งสองบานติดด้วยกลอนคู่ กระดาษสีแดงเขียนด้วยอักษรสีดำ ธรณีประตูสูงครึ่งฉื่อ
เรือนเช่นนี้ถูกรายล้อมไปด้วยบ้านหลังคามุงจาก จึงขับให้ดูมีสง่าราศีอย่างยิ่ง ถึงขนาดดูน่าเกรงขามอยู่หลายส่วน
ประตูใหญ่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง มีสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่กำลังนั่งอยู่ข้างธรณีประตูมองมาด้วยดวงตาทั้งสองข้าง และยังมีเด็กสองคนที่แต่งตัวเรียบร้อยเกล้าผมทรงซาลาเปา อายุราวๆ สองและสามขวบนั่งยองๆ อยู่ข้างสุนัขสีเหลือง คล้ายกับกำลังนั่งนับจำนวนมดอยู่บนพื้น
“เด็กผู้หญิงชุดสีแดงด้านซ้ายคือบุตรสาวคนเล็กของอาจารย์ข้า นามว่าหลานหลาน ชื่อจริงของนางคือจ้าวอวี้หลาน เด็กสวมชุดสีฟ้าด้านขวาน่าจะเป็บุตรของญาติอาจารย์ข้า” เหตุใดหวังเฮ่าถึงได้แน่ใจว่าเด็กที่สวมชุดสีฟ้าไม่ใช่บุตรของชาวบ้านในหมู่บ้านน่ะหรือ นั่นเป็เพราะชุดของเด็กคนนั้นไม่มีรอยปะ เท้าทั้งสองสวมรองเท้าผ้าสีดำ
ชาวบ้านของหมู่บ้านฮวาโกวยากจนเช่นเดียวกับหมู่บ้านหวัง ไม่ใช่วันปีใหม่ และฝนเพิ่งจะตกไปจนถนนเต็มไปด้วยโคลนตม ไหนเลยจะให้เด็กน้อยใส่รองเท้าผ้า!
สุนัขสีเหลืองจำหวังเฮ่าได้จึงเดินกระดิกหางเข้ามาหาเขา
หวังเฮ่าชี้ไปที่เ้าสุนัขตัวสีเหลืองพลางหัวเราะ แล้วเอ่ย “หู่จื่อ ความจำเ้าดีจริงๆ”
“สุนัขตัวนี้ตัวใหญ่กว่าพัวลาลาของบ้านเราหลายเท่า” หลี่ชิงชิงเห็นว่าหู่จื่อมีขนเงางาม น่าจะเป็เพราะตระกูลจ้าวมีความเป็อยู่ที่ดี จึงเลี้ยงเ้าหู่จื่ออย่างดี
“ท่านคือผู้ใด?” จ้าวอวี้หลานเงยหน้าขึ้นมา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงของเด็ก
หวังเฮ่าหัวเราะแล้วเอ่ย “ข้าคือศิษย์พี่หวังเฮ่าของเ้าอย่างไรเล่า ครั้งก่อนยังเอาป๋องแป๋งมาให้เ้าด้วย เ้านึกออกหรือไม่?”
แน่นอนว่าจ้าวอวี้หลานนึกไม่ออก ทว่ากลับยืนขึ้นแล้วะโเสียงดังไปทางประตูใหญ่ “ท่านพ่อ ท่านแม่ มีแขกมาเ้าค่ะ!”
หลี่ชิงชิงเห็นจ้าวอวี้หลานมีใบหน้ากลม ผมสีดำสนิท ผิวพรรณไม่ขาวและยังคล้ำเล็กน้อยด้วยซ้ำ ทว่าดวงตากลมสีดำของนางคล้ายกับลูกองุ่นขนาดใหญ่ ริมฝีปากแดงระเรื่อ น่ารักน่าชังเป็อย่างยิ่ง นางหัวเราะพลางเอ่ย “ดูคล้ายผู้ใหญ่ตัวน้อย น่าเอ็นดูจริงๆ”
มีสตรีวัยกลางคนสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงสนิม ปักปิ่นและต่างหูเงิน รูปร่างอวบเล็กน้อย ใบหน้าแดงระเรื่อหน้าตาธรรมดาเดินออกมา นางพูดอย่างเร็วราวกับเทเมล็ดถั่ว ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มจริงใจ
“ที่แท้ก็เป็หวังเฮ่ามานี่เอง เ้าไม่ได้เพิ่งกลับไปกองทัพหรอกหรือ เหตุใดถึงกลับมาเร็วเพียงนี้ ท่านนี้คือ ที่แท้ก็เป็ภรรยาเ้านี่เอง อืม งดงามจริงๆ พวกเ้ารีบเข้ามาเถิด”
นางถามเองตอบเอง ไม่จำเป็ต้องให้หวังเฮ่าสองสามีภรรยาเอ่ยอันใดสักคำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ทำให้หลี่ชิงชิงรู้สึกอึดอัดน้อยลงเมื่อพบคนแปลกหน้า
“อาจารย์หญิง ข้าสร้างความดีความชอบในกองทัพ ทางกองทัพอนุญาตให้ข้ากลับบ้านมาเยี่ยมครอบครัวได้หนึ่งครั้ง ทั้งยังให้เงินรางวัลแก่ข้าด้วย ข้ามาถึงบ้านเมื่อสองวันก่อน เมื่อวานฝนตกหนักข้าจึงไม่ได้มาเยี่ยมขอรับ” หวังเฮ่ายิ้มจนเห็นฟันขาวพร้อมหัวเราะเสียงดัง มีความสุขเหมือนกับตอนที่อยู่ตระกูลหวัง
“คารวะอาจารย์หญิงเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงสังเกตตระกูลจ้าวรวมถึงโจวซื่อภรรยาของจ้าวซานหยาง
เมื่อก่อนหวังเฮ่าเคยเล่าถึงเื่ของโจวซื่อให้ฟัง
ที่จริงแล้วโจวซื่อเคยหย่าร้างมาก่อน แต่งกับจ้าวซานหยางเป็การแต่งงานครั้งที่สอง แต่เป็การแต่งงานครั้งแรกของจ้าวซานหยาง
จะว่าไปแล้วจ้าวซานหยางก็เป็ลูกศิษย์ของบิดาโจวซื่อ
บิดาของโจวซื่อเองก็เป็ซิ่วไฉ เขาให้ความสำคัญกับจ้าวซานหยางมาโดยตลอด ทว่ามารดาของโจวซื่อได้ตกลงให้โจวซื่อแต่งงานกับญาติในตระกูลไปแล้ว ไม่อาจผิดคำสัญญาได้
ภายหลังโจวซื่อแต่งงานไปแล้วไม่มีความสุขจึงหย่าร้าง ประจวบกับจ้าวซานหยางตอนนั้นสอบได้ซิ่วไฉแล้วอยากสอบจวี่เหรินจึงยังไม่แต่งงาน เพราะเช่นนี้โจวซื่อจึงแต่งให้กับจ้าวซานหยาง สมความปรารถนาของโจวซิ่วไฉ
จ้าวซานหยางสองสามีภรรยาได้รับแบบอย่างมาจากโจวซิ่วไฉ พวกเขาดีต่อลูกศิษย์เป็อย่างยิ่ง หวังเฮ่าก็คือหนึ่งในลูกศิษย์ที่ได้รับผลประโยชน์นั้น
“วันนี้อาจารย์ของเ้าหยุดสอนหนึ่งวัน เ้ามาได้เหมาะพอดี อาจารย์เ้าพาพี่ชายทั้งสี่ของหลานหลานไปเก็บเห็ดบนเขา ไปั้แ่เช้าตรู่แล้ว น่าจะกำลังกลับมา พวกเ้านั่งดื่มน้ำชากันก่อน” โจวซื่อมือเท้าคล่องแคล่ว นางชงชา นำผลไม้แห้งมาวาง แล้วยังหยิบผลส้มสีเหลืองสดออกมาหลายลูก
ส้มในบ้านส่วนใหญ่ล้วนเป็ครอบครัวของลูกศิษย์นำมามอบให้
จ้าวซานหยางไม่อาจเข้าร่วมการสอบคัดเลือกขุนนางได้แล้ว ดังนั้นจึงมุ่งความสนใจไปที่การสอน กอปรกับเขาและโจวซื่อล้วนดีต่อลูกศิษย์ หัวหน้าครอบครัวของลูกศิษย์รู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง นอกจากของขวัญที่มอบให้ตอนรับเป็ศิษย์แล้ว ก็มักจะนำข้าวสาร ผัก ผลไม้ต่างๆ ที่ปลูกเองมาให้พวกเขาอีกด้วย
จ้าวอวี้หลานกับเด็กน้อยที่สวมชุดสีฟ้ารู้ว่าแขกมาต้องมีของกิน จึงเข้ามาในห้องโถงหลัก พวกนางกินไปพลางเล่นสนุกไปพลาง
โจวซื่อชี้ไปที่เด็กน้อยสวมชุดสีฟ้า เอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “นี่คือหลานสาวของพี่ชายข้า สองวันก่อนพี่ชายข้าพานางมาที่บ้าน นางเล่นกับหลานหลานได้เป็อย่างดีจึงอยากอยู่ต่อ หลานหลานก็ชอบนางเช่นกัน”
หลี่ชิงชิงเห็นเด็กผู้หญิงสวมชุดสีฟ้าผิวพรรณขาวสะอาด ปากนิดจมูกหน่อยดวงตาน้อยๆ น่ารักน่าชังยิ่ง จึงเอ่ยถาม “เด็กน้อย เ้านามว่าอะไร?”
“พี่สาว ข้ามีนามว่ากั่วกัว” เด็กผู้หญิงชุดสีฟ้าเอ่ยตอบอย่างกล้าหาญ พลางชี้ไปที่เ้าอวี้หลาน “นี่คือท่านอาของข้า”
โจวซื่อหัวเราะร่าพลางเอ่ย “บิดาของกั่วกัวเป็ลูกพี่ลูกน้องของหลานหลาน กั่วกัวจึงต้องเรียกหลานหลานของพวกเราว่าท่านอา”
ปีนี้โจวซื่ออายุสามสิบสี่ปี นางแต่งงานกับจ้าวซานหยางช้า บุตรชายคนโตของพวกเขาจ้าวฉางคงปีนี้มีอายุเพียงสิบสี่ปี บุตรสาวคนเล็กจ้าวอวี้หลานจึงมีอายุเท่ากันกับบุตรสาวของหลานชายคนโตของพี่ชาย
อันที่จริงเื่เช่นนี้เป็เื่ปกติที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในแคว้นต้าถัง
เช่นในวงศ์ตระกูลหวังก็มีชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีที่เรียกหวังเฮ่าว่าท่านอา
หลี่ชิงชิงเอ่ย “ดีแล้วเ้าค่ะ ทั้งสองคนจะได้มีเพื่อนเล่น”
“ใช่แล้ว ข้ามีบุตรชายสี่คน อายุน้อยที่สุดคือสิบปี ข้ามีหลานหลานที่เป็เพียงบุตรสาว อายุเพิ่งจะสองขวบ หลานหลานอายุห่างกับพี่ชายทั้งสี่ของนางยิ่ง จึงเล่นด้วยกันไม่ได้ กั่วกัวมาแล้วหลานหลานก็จะได้เล่นกับกั่วกัว”
ชาวบ้านในหมู่บ้านฮวาโกวมีเด็กที่อายุไล่เลี่ยกับจ้าวอวี้หลาน ทว่าสถานะทางครอบครัวแตกต่างกันมาก ทำให้เล่นด้วยกันไม่ได้
ไม่นานจ้าวซานหยางพ่อลูกทั้งห้าคนก็กลับมา ในหมู่พวกเขามีสามคนแบกตะกร้าไม้ไผ่ไว้บนหลัง ในตะกร้าบรรจุเห็ด เกาลัดและอื่นๆ ที่เป็ของป่าจากเขาครึ่งตะกร้า
จ้าวซานหยางมีรูปร่างปานกลาง ใบหน้าเหลี่ยม จมูกใหญ่ ผมบาง ฟันร่วงไปหลายซี่ ดูอายุมากอย่างเห็นได้ชัด บริเวณโหนกแก้มด้านซ้ายของเขาไปจนถึงคางมีรอยแผลเป็กว้างครึ่งชุ่นยาวสามชุ่นหนึ่งรอย
