เล่มที่ 6 บทที่ 169 นักพรตซ่ง
“แล้วตอนนี้ควรทำยังไงดีล่ะ?” เจียงหลีพูดด้วยสีหน้าเป็กังวล จะโหดร้ายเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าใครเป็คนคิดวิธีเช่นนี้ออกมา ถึงกับวางขายเคล็ดวิชาของพวกเขาที่ตรอกถัดไปเพียงไม่กี่ซอย แถมยังขายแค่สามร้อยหินิญญาเท่านั้น ‘ยังหลงเหลือความเป็คนอยู่บ้างไหมเนี่ย?’
“ไม่รีบ เดี๋ยวใส่ลายน้ำเอาก็ได้...”
“หา?” เจียงหลีได้ยินคำตอบดังนั้นก็งงเป็ไก่ตาแตก ‘อะไรคือลายน้ำ?’
“ไม่มีอะไร...” หลินเฟยลูบจมูกเบาๆ ไม่คิดจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ ว่าลายน้ำคือวิธีป้องกันการลอกเลียนแบบ ก่อนจะเฉไฉพูดเื่อื่นขึ้นมาแทน
“ไม่ต้องสนกระบวนท่าแรกหรอก เพราะถึงอย่างไรก็ขายได้มากแล้ว ในเมื่อแพร่ออกไปแล้วก็ช่างเถอะ ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป เ้าเริ่มวางขายกระบวนท่าที่สองได้เลย แต่ต้องย้ำกับทุกคนว่ากระบวนท่าที่สองนั้นรุนแรงกว่ากระบวนท่าแรก ดังนั้นจะต้องฝึกพร้อมกับใช้ยาลูกกลอนของร้าน ไม่อย่างนั้นละก็ หากเกิดอะไรขึ้นมา ก็ให้พวกเขารับผิดชอบตัวเองแล้วกัน ถือว่าทางร้านได้เตือนแล้ว...”
และในวันรุ่งขึ้นหลังจากเจียงหลีป่าวประกาศออกไป ก็มีคนแย่งกันซื้อเคล็ดวิชาอย่างถล่มทลายเช่นเดิม มีคนมากมายยืนอออย่างเนืองแน่น หินิญญานับล้านไหลมาเทมาราวกับสายน้ำ
ส่วนคนที่ตั้งใจเล่นงานร้านหลอมอาวุธฟานซื่อนั้น ถึงกับต้องกุมขมับเลยทีเดียว เคล็ดวิชายังสามารถลอกเลียนแบบมาขายได้ แล้วยาลูกกลอนเล่า จะเลียนแบบยังไงได้?
แถมคนที่ร้านยังประกาศว่าพลังของกระบวนท่าที่สองรุนแรงกว่ากระบวนท่าแรก หากไม่ฝึกฝนพร้อมกับยาลูกกลอนสูตรลับของทางร้าน หากเกิดอะไรขึ้นมาจะไม่รับผิดชอบอีกด้วย
‘ไม่รับผิดชอบเลยทีเดียว!’
เมื่อเหล่าลูกค้าได้ยินเช่นนั้นก็แตกตื่นกันไม่น้อย...
แน่นอนว่าก็ยังมีบางคนที่ไม่เชื่อเช่นกัน...
ในวันถัดมาโรงหมอจึงกลับคึกคักเป็พิเศษ...
ด้วยความชำนาญของหลินเฟยต่อเคล็ดวิชาหลิงเป่า การแก้ไขเคล็ดวิชาบางจุดจึงง่ายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก เพียงปรับเปลี่ยนนิดเดียวเท่านั้น ก็ทำให้เคล็ดวิชาหลิงเป่ามีกับดักเพิ่มขึ้นมาหลายจุด หากฝึกฝนสุ่มสี่สุ่มห้าละก็ สถานเบาก็แค่ธาตุไฟเข้าแทรก แต่สถานหนักกลับร้ายแรงถึงขั้นรากฐานถูกทำลายได้เลยทีเดียว...
และในเวลานี้เองร้านหลอมอาวุธฉวินซานที่อยู่ไม่ไกลก็เกิดเื่ขึ้นมาจนได้ บัดนี้เย่วซานกำลังนอนกุมศีรษะทุรนทุรายอยู่บนพื้นด้วยความเ็ปปานจะขาดใจ...
“มาแล้วๆ ยามาแล้ว ท่านอาจารย์รีบกินเร็วเข้า...” ลูกศิษย์ของเย่วซานกุลีกุจอวิ่งเข้ามา ก่อนจะประคองให้ผู้เป็อาจารย์กลืนยาลูกกลอนเข้าไป เพียงครู่เดียวอาการเ็ปของเย่วซานก็สงบลง ในที่สุดก็รอดพ้นจากอาการธาตุไฟเข้าแทรก...
“บัดซบเสียจริง พวกร้านหลอมอาวุธฟานซื่อ มันช่างอำมหิตผิดมนุษย์นัก!” เป็นานกว่าเย่วซานจะสามารถตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ ขณะที่ปากก็ขยับด่าไม่หยุด ส่วนดวงตาก็แดงก่ำด้วยไฟโทสะ...
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเย่วซานก็คือหนึ่งในคนที่ไม่เชื่อเื่ยาลูกกลอนจากร้านฟานซื่อ...
จะว่าไปเื่นี้ก็น่าขันไม่น้อย
แรกเริ่มเดิมที เย่วซานก็มีขั้นบำเพ็ญระดับมิ่งหุนเคราะห์หกแล้วด้วยซ้ำ จึงไม่เห็นเคล็ดวิชาของร้านหลอมอาวุธฟานซื่ออยู่ในสายตา ยิ่งพื้นเพเป็คนเ้าอารมณ์อยู่แล้ว หลังจากเสียเปรียบหลายครั้งก็เกิดความไม่พอใจอัดแน่นอยู่เต็มทรวง เมื่อได้ยินว่าต้องใช้ยาลูกกลอนควบคู่กับการฝึก จึงคิดอยากจะท้าทายขึ้นมา ‘ทั้งยาทั้งวิชาอะไรนั่น ล้วนเป็เื่โกหกทั้งเพ ข้านี่แหละ จะเป็คนเปิดโปงพวกเ้าเอง!’
จากนั้นก็เหตุร้ายขึ้นมา...
ทั้งที่เป็ถึงยอดฝีมือขั้นมิ่งหุนเคราะห์หกที่แทบจะบรรลุขั้นจิงตันแล้วแท้ๆ แต่กลับพลาดท่าให้กับเคล็ดวิชากระบี่จิ๊บจ๊อย จนเกือบถูกธาตุไฟเข้าแทรก หากเื่นี้แพร่สะพัดออกไป เกรงว่าคนกว่าครึ่งเมืองวั่งไห่จะต้องหัวเราะจนฟันร่วงเป็แน่...
เย่วซานเห็นสายตาประหลาดที่ลูกศิษย์มองมาก็รู้สึกอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ‘บ้าเอ๊ย ทำไมไม่รู้จักหักห้ามใจบ้างนะ จะทะลึ่งฝึกวิชานั่นไปทำไม เป็ไงล่ะ นอกจากจะต้องเสียหินิญญาไปสามหมื่นฟรีๆแล้ว ยังจะต้องมาขายขี้หน้าเช่นนี้อีกด้วย...’
‘ส่วนเ้าร้านหลอมอาวุธนั่นก็นับว่าชั่วร้ายไม่เบาเลย...’
เพื่อป้องกันคนแอบฝึกเคล็ดวิชา ถึงกับต้องวางกับดักยาลูกกลอนไว้เลยทีเดียว
‘จริงสิ ยาลูกกลอน...’
เย่วซานตบหัวตัวเองเหมือนว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ ขณะที่กำลังควานหายาดังกล่าวอยู่ จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองกลืนกินลงไปแล้ว จึงเรียกลูกศิษย์ให้ไปซื้ออีกครั้ง
“ไปซื้อยามาอีกเม็ด!”
“หา?”
ผู้เป็ศิษย์หลังจากได้รับคำสั่งก็เดินออกไปด้วยความมึนงง ระหว่างที่เดินก็พึมพำเสียงเบาไปด้วย
“หรือว่าจะติดใจความรู้สึกธาตุไฟเข้าแทรก เลยอยากจะลองอีกครั้งกันนะ?”
ไม่นานยาลูกกลอนเม็ดที่สองก็ถูกซื้อมา แต่ครั้งนี้เย่วซานไม่ได้กินลงไปทันที เขากลับคว้ายามาก่อนจะออกจากร้าน มุ่งหน้าไปยังโรงหมอเถาหรานที่อยู่ไม่ไกลจากร้านหลอมอาวุธฉวินซาง ที่โรงหมอเถาหรานแห่งนี้มีนักพรตซ่งที่เชี่ยวชาญวิชาการแพทย์อยู่ แถมมีนิสัยโอบอ้อมอารี ผู้บำเพ็ญที่าเ็ส่วนมากก็จะมาขอให้เขารักษา นานวันเข้าจึงพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง...
แต่น้อยคนที่จะรู้ว่านักพรตซ่งผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็ปรมาจารย์ด้านการหลอมยาลูกกลอน
แน่นอนว่าในตอนแรกเย่วซานเองก็ไม่รู้เื่นี้เช่นกัน
แต่เพราะมีครั้งหนึ่งตอนที่ไปขุดเจาะจุดชีพจร ถือว่าบังเอิญใช่เล่น ตอนนั้นนักพรตซ่งกำลังถูกปีศาจขั้นหกแอบติดตามมา ในวันนั้นเย่วซานเองก็อารมณ์ดีอยู่ จึงกล่าวเตือนไป แต่คิดไม่ถึงว่านักพรตซ่งจะใช้ยาลูกกลอนแค่เม็ดเดียว ะเิปีศาจขั้นหกจนตายได้...
เย่วซานจึงรู้ว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา
หลังจากตามตื๊ออยู่นาน ในที่สุดก็พอจะสนิทสนมกันอยู่บ้าง ทุกๆปีไม่ว่าจะเป็เทศกาลน้อยใหญ่อะไร เย่วซานก็จะคอยส่งของกำนัลไปให้เสมอ แถมยังไม่เคยขอยาลูกกลอนจากอีกฝ่ายเลยสักครั้ง นานวันเข้าจึงเข้าตานักพรตซ่ง หลังจากนั้นนักพรตซ่งก็จะส่งยาลูกกลอนมาให้เป็ครั้งคราว จึงทำให้เย่วซานที่มีพร์พื้นๆ ไม่โดดเด่นอะไร สามารถบรรลุขั้นบำเพ็ญจากมิ่งหุนเคราะห์สี่เป็เคราะห์หกได้...
วันนี้เย่วซานก็ทำเหมือนเช่นเคย เขานำขนมของฝากมาที่โรงหมอเถาหราน คนในโรงหมอต่างก็รู้ว่าเย่วซานเป็เถ้าแก่ร้านหลอมอาวุธฉวินซาน แถมยังเป็สหายของนักพรตซ่งอีกด้วย ดังนั้นพอเห็นอีกฝ่ายมา จึงไม่ได้แปลกใจหรือคิดจะขัดขวางแต่อย่างใด หลังจากเข้ามาแล้ว เย่วซานก็ตรงไปที่ห้องหลอมยาลูกกลอนที่อยู่บริเวณเรือนด้านหลังทันที โดยปกติแล้ว นักพรตซ่งมักจะหลอมยาที่ห้องแห่งนี้ เมื่อเดินมาถึง เย่วซานก็วางขนมลง ก่อนจะค่อยๆเคาะประตูอย่างมีมารยาท
นักพรตซ่งเปิดประตูออกมา พอเห็นอีกฝ่ายไม่ได้มามือเปล่า ก็ยิ้มกว้างออกมาทันที
“ฮ่าๆ จะเกรงใจกันเกินไปแล้ว รู้ว่าข้าผู้เฒ่าชอบกินขนม ถึงกับไปซื้อหามาให้...”
“เื่เล็กน้อย...” เย่วซานถูมือยืนอยู่หน้าประตู หลังจากเห็นนักพรตซ่งกินขนมที่เอามาให้จนหมด จึงเริ่มเกริ่นวัตถุประสงค์ที่มาในวันนี้
“่นี้ข้ามีปัญหานิดหน่อย...”
“มีปัญหาอะไรหรือ?” หลังจากกินขนมเสร็จ นักพรตซ่งก็จิบน้ำให้รื่นคอ ก่อนจะมองเย่วซานด้วยความสงสัย เพราะนักพรตซ่งรู้ดีว่าเย่วซานเป็บุคคลที่มีชื่อเสียงอยู่บ้าง ถึงขนาดเป็ผู้ดูแลหนึ่งในสี่ร้านหลอมอาวุธใหญ่ของเมือง แถมยังเป็ผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนเคราะห์หกอีก ขอแค่ไม่ไปปะทะเข้ากับผู้บำเพ็ญขั้นจิงตัน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรไม่ใช่หรือ?
“คือเื่มันเป็เช่นนี้...” เย่วซานเองก็ไม่คิดปิดปัง เขาเล่าเื่ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อออกมาจนหมด แม้แต่เื่ที่แอบเอาของคนอื่นมาขายก็พูดออกมาอย่างไม่ขาดตกสักคำ
“ข้าเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าคิดทำเื่ชั่วๆเช่นนี้ ใครใช้ให้เ้าดื้อด้าน เป็อย่างไรล่ะ ทีนี้ได้เจอคนจริงเข้าแล้วสิ...”
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
