ิเยี่ยพยายามเสาะหาแป้งผสมน้ำหอมอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันดูหยาบเกินไป ไม่ถูกใจเขาเท่าไรนัก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อมันมาจนได้ ระหว่างทางเขาบังเอิญเจอเด็กสาวกำลังขายพวงดอกไม้ จึงซื้อดอกไม้สดและเครื่องประดับทำจากผ้าไหมมาเล็กน้อย
ิหยวนคร้านจะหัวเราะเยาะเขา
หลังจากกลับมาถึงฝั่ง พวกเขาก็ขนของขึ้นเรือเสร็จสิ้น เจียงเสี่ยวเจียงออกคำสั่ง เหล่าลูกเรือบนเรือต่างก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว รื้อบันไดหลายชั้นที่ใช้ขนของลงอย่างรวดเร็ว ิหยวนรู้สึกทึ่งเป็อย่างมาก จึงเข้าไปถามเจียงเสี่ยวเจียงด้วยความสงสัย
“เดิมทีพวกเราขนของขึ้นลงโดยใช้บันไดหลายชั้น หลายคนช่วยกันแบกหาม แต่นี่เป็วิธีที่ลูกเรือคนหนึ่งคิดค้นขึ้นมา ใช้งานได้ดีมาก ในอดีตกว่าจะขนเสบียงอาหารพวกนี้ขึ้นเรือได้ต้องใช้เวลาสองถึงสามวัน” เจียงเสี่ยวเจียงอธิบายด้วยความภาคภูมิใจ เขาสั่งให้ลูกเรือประกอบและรื้อบันไดให้ิหยวนดูอีกรอบ
“เจียงต้าขวย!” เจียงเสี่ยวเจียงะโเรียกชื่อใครบางคน ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งวิ่งมาจากหัวเรือ
ิหยวนเคยได้ยินเจียงเสี่ยวเจียงเล่าให้ฟังว่าลูกเรือหลายคนในพรรคต้าเจียงเป็เด็กกำพร้า ทุกคนจึงใช้นามสกุลเจียงตามท่านประมุข ชายคนนี้น่าจะเป็หนึ่งในนั้น
“เขาคนนั้นเอง” เจียงเสี่ยวเจียงชี้ไปที่ชายคนนั้น
ิหยวนมองเขาอย่างพิจารณา ชายคนนั้นรูปร่างสูงปานกลาง ร่างกำยำ แขนและไหล่กำยัดดูแข็งแรง ผิวเข้มเหมือนสีถ่าน ดูเป็คนเงียบขรึม ดวงตาดูเฉลียวฉลาด แต่ไม่ค่อยกล้ามองหน้าคน เจียงเสี่ยวเจียงแนะนำิหยวนให้เขารู้จัก เขายิ้มเขินๆ เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด ตัดกับใบหน้ากลมๆ สีเข้ม ดูน่าขำขัน
“พี่เจียง นี่เ้าเป็คนประดิษฐ์บันไดนี้หรือ?” ิหยวนเอ่ยถาม
เจียงต้าขวยหน้าแดงก่ำ รีบโบกมือปฏิเสธ “เปล่าขอรับ เดิมทีมันก็มีอยู่แล้ว ข้าแค่ปรับเปลี่ยนมันเล็กน้อย เพราะข้าพอมีความรู้ด้านช่างไม้อยู่บ้าง”
ิหยวนรู้สึกสนใจเป็อย่างมาก “แล้วเ้าเคยประดิษฐ์สิ่งอื่นอีก ขอดูหน่อยได้หรือไม่?”
“ได้ขอรับ ได้ขอรับ” เจียงต้าขวยตอบรับเสียงใส ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่เรือเพื่อนำของมาให้เขาดู ร่างกายกำยำล่ำบึ้ก วิ่งดุ๊กดิ๊กเหมือนม้าแคระ
“คุณชายเจียง บุคคลรอบกายล้วนมีความสามารถอัศจรรย์ยิ่งนัก” โหวฟางเอ่ยชม หลังจากที่เจียงเสี่ยวเจียงพานางไปชมสิ่งประดิษฐ์แปลกๆ มากมาย
เจียงเสี่ยวเจียงหน้าแดงก่ำทันที “ปะ เปล่า ไม่ถึงขั้นนั้น อันที่จริง…”
เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดเวลาอธิบายสิ่งของถึงพูดจาคล่องแคล่วเป็ธรรมชาติ แต่พอพูดคุยเื่ส่วนตัว เขากลับพูดติดๆ ขัดๆ ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เขากำลังพยายามถ่อมตัว แต่โหวฟางกลับชี้ให้ิหยวนมองเหยี่ยวที่บินอยู่บนท้องฟ้า เจียงเสี่ยวเจียงรู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาทันที
เจียงต้าขวยวิ่งกลับมาพร้อมกับเครื่องมือที่ทำจากไม้หลายชิ้น เขานำมันมาวางเรียงรายให้ิหยวนดูอย่างตื่นเต้น “คุณชายโปรดดู นี่คือรอกที่ใช้กางใบเรือ เดิมทีต้องใช้คนหลายคนช่วยกันกางใบเรือ แต่ถ้าใช้สิ่งนี้แขวนไว้ที่กราบเรือ เพียงแค่สองคนก็ยกมันขึ้นได้...นี่คือ นกหวีดพิเศษ ใช้เรียกนกพิราบสื่อสาร ยามอยู่บนแม่น้ำ ลมแรงมาก นกหวีดทั่วไปใช้ไม่ได้ผล แต่ถ้าแขวนอันนี้ไว้ตรงที่ลมพัดผ่าน มันจะส่งเสียงดังเองโดยที่ไม่ต้องเป่า นกพิราบได้ยินก็จะบินกลับมา…นี่คือเครื่องมือที่ใช้จัดการกับผีใต้น้ำ ใช้งานไม่ค่อยได้ผลเท่าไร…นี่คือ…”
“อันนี้ข้ารู้” ิหยวนรีบขัด “ใช้ยิงปลาใช่หรือไม่?”
“คุณชายช่างฉลาดยิ่งนัก!”
“ฉลาดอันใดกัน ข้าก็แค่เติบโตแถวแม่น้ำ” ิหยวนหัวเราะ พอได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เขาก็อดสบถออกมาไม่ได้ นานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้พูดคำหยาบคายแบบนี้ หลังจากที่ิหยวนเห็นค้อนไม้ในมืออีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “เ้าบอกว่าผีใต้น้ำ คือสิ่งใดหรือ?”
เจียงเสี่ยวเจียงสงบสติอารมณ์ แล้วตอบแทน “ก็คือพวกที่แอบลงไปเจาะเรือจากใต้น้ำ”
“อ๋อ ที่เจียงโจวของพวกเราเรียกว่าหนูน้ำ”
เจียงต้าขวยยิ้มจนเห็นฟัน “คุณชายไม่ต้องห่วงไม่มีผู้ใดกล้ามาทำร้ายเรือของพวกเราหรอกไม่มีประโยชน์”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ ก็ทำให้ิหยวนนึกขึ้นได้จึงอดเป็ห่วงไม่ได้ เขาหันไปมองหน้าเจียงเสี่ยวเจียง
เจียงเสี่ยวเจียงไม่เห็นเป็เื่ใหญ่ คิดว่าิหยวนระแวดระวังเกินไป “ท่านไม่ต้องกังวล ดูนั่นสิ แม้ว่าจะเดินทางทางน้ำแต่พวกเราก็เตรียมพร้อมแล้ว บนเรือแต่ละลำมีทั้งเหยี่ยวและสุนัข มีความระแวดระวังสูงกว่าคนเสียอีก”
“เช่นนั้นก็ดีในเมื่อแม่น้ำเป็เขตแดนของท่าน เรือและคนพวกนี้ข้าฝากไว้กับท่านแล้ว”
ิหยวนยังคงไม่วางใจ
“ท่านนี่ช่างเป็คนขี้กังวลเสียจริง นี่ไม่ใช่ทางเหนือที่มีการทำาแล้วใครที่ไหนจะกล้ามาลอบสังหารท่านกัน?”
เมื่ออีกฝ่ายพูดเช่นนี้แล้ว ิหยวนจึงต้องทำใจให้สงบ
หลังพักผ่อนแล้วก็ได้เวลาออกเดินทาง เช้าวันที่สามลมในแม่น้ำเริ่มแรงขึ้น เจียงเสี่ยวเจียงมองดวงอาทิตย์พลางกางมือรับลม ครู่หนึ่งก็กำมือและเป่าในอุ้งมือ จากนั้นก็ยกมือขึ้นสูง เมื่อนั้นเสียงแตรก็ดังขึ้น เรือหลายสิบลำกางใบเรือออก เรือลำหนึ่งแล่นนำหน้า ต่อด้วยเรืออีกสองสามลำ แล้วจึงแยกออกเป็สามแถว โต้ลมแล่นไปอย่างสง่างาม
หลังจากเรือแล่นอย่างราบรื่นแล้ว ิหยวนก็มองไปรอบๆ พบว่าิเยี่ยไม่ได้มาวุ่นวายกับเขา จึงหันไปถามโหวฟาง โหวฟางชี้ไปที่ท้ายเรือ “เมื่อครู่ข้าเห็นคุณชายสามของตระกูลเ้าทำหน้าบึ้งอยู่แถวนั้น เหมือนว่าทะเลาะกันอีกแล้ว”
“ไม่น่าเป็ไปได้ เมื่อสองวันก่อนยังดีๆ กันอยู่เลย ท่านพี่เยี่ยยังวิ่งโร่ไปซื้อแป้งหอมมาด้วย”
“แป้งหอม? นั่นเขาซื้อเองหรือ?” โหวฟางเบิกตา “เมื่อครู่ข้าเห็นเสี่ยวหรงเอาดอกไม้กองโตกับแป้งหอมไปทิ้ง”
“ไม่จริงกระมัง...” ิหยวนถึงกับอึ้ง อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ จึงเดินไปหาิเยี่ยที่ท้ายเรือ พบว่าคุณชายสามกำลังกัดหญ้าอยู่ตรงกราบเรือ ดูเหมือนว่าพลังชีวิตของเขาจะเหี่ยวเฉาไปอย่างเห็นได้ชัด
“เกิดเื่ใดขึ้นหรือ? เ้าทำสิ่งใดให้คนเขาขุ่นเคืองใจกัน?”
ิเยี่ยโอดครวญ “ฟ้าดินเป็พยาน! คราวนี้ข้าไม่ได้ทำอันใดผิดจริงๆ! ไม่รู้เหตุใดั้แ่กลับมาจากในเมือง คุณหนูคนนั้นก็ทำท่าแปลกๆ ทำหน้าตาไม่พอใจ แล้วก็ด่าว่าข้าว่ากล้าทำแล้วยังไม่กล้ารับ ขี้ขลาดตาขาวไร้ค่า อีกทั้งยังด่าข้าอีกหลายอย่าง ข้าไปทำอันใดให้นางกัน!”
ิหยวนหัวเราะไม่ได้ เขานึกตามคำพูดของอีกฝ่ายจึงพอจะเข้าใจได้ “คงเป็เื่เข้าใจผิดกัน เ้ารอข้าก่อน ขอให้ศิษย์น้องโหวช่วยสืบให้แล้วกัน ตอนนี้เ้ารวบรวมกำลังใจไปปลอบประโลมโฉมงามก่อนเถิด”
“นอกจากน้ำก็มีแต่น้ำ จะเอาสิ่งใดไปปลอบประโลม” ิเยี่ยเหยียดมือออกมาอย่างเบื่อหน่าย จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องก้องกังวาน เขาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเหยี่ยวดำสองตัวบินมาทางเรือธง เขารีบลุกขึ้น “เหยี่ยวหวนกลับมาแล้ว! น้องหรงต้องชอบแน่ ข้าจะไปเรียกนางมาดู!”
น้องหรง? เหอะ น้องหรง
-----
เชิงอรรถ
[1] ชิวเชียน秋千 แปลว่า ชิงช้า
