“ไม่มีอะไร กำลังพูดถึงเื่คนอื่น พวกเ้ากลับมาแล้วก็รีบไปล้างเนื้อล้างตัว ทำให้สะอาดหน่อย”
แม้ว่าหลิวเหรินกุ้ยจะมีความคิดนี้ แต่เห็นว่าลูกๆ ก็โตปานนี้แล้ว จึงไม่ได้เอ่ยปาก
แน่นอนว่าพอเ้าสองคนนี้มาขัดจังหวะ หลิวฉีซื่อเองก็ไม่มีหนทางพูดเื่นี้ต่อได้
หลิวฉีซื่อเองก็รักและเอ็นดูหลานชาย จึงเรียกทั้งสองไปยังห้องครัว ก่อไฟต้มน้ำ บอกให้ทั้งสองทำความสะอาดร่างกายแล้วไปเข้านอน
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ หลิวฉีซื่อจึงไปยังเรือนกลาง แต่ขณะนี้หลิวซานกุ้ยกับหลิวเหรินกุ้ยคุยกันเสร็จแล้ว
เมื่อหลิวเหรินกุ้ยเห็นมารดาก็โมโหเป็ฟืนเป็ไฟ “ท่านแม่ เถาฮัวก็แค่ถูกเลี้ยงดูตามใจจนเคยชิน นางไม่คุ้นชินกับการทำงาน ก็เรียกน้องเล็กไปทำสิ นางเองก็โตปานนี้แล้ว เต้าเซียงของเ้าสามก็ตัวโตเท่านาง ดูสิว่าลูกของเขาสามารถขึ้นเขาไปจับกระต่ายได้แล้ว ส่วนน้องเล็กทำอะไรเป็บ้าง? วันๆ นอกจากเย็บปักถักร้อยก็ทำอะไรไม่เป็สักอย่าง”
ใบหน้าของหลิวฉีซื่อถึงกับบึ้งตึง เอ่ยถามอย่างไม่พอใจ “อ้อ ตอนนี้เ้ากลับมาโทษข้าสินะ? น้องเล็กของเ้าจะไปทำเื่เหล่านี้ได้อย่างไรกัน? นางมีค่ากว่านางหมูตัวเมียหน้าเหม็นนั่นมากนัก ต่อไปนางจะต้องแต่งกับตระกูลร่ำรวย แล้วยังสามารถอุ้มชูพวกเ้าพี่น้องได้อีก”
หลิวเหรินกุ้ยนั้นรู้มาตลอดว่าท่านแม่้าส่งหลิวเสี่ยวหลันไปที่จวนตระกูลหวง เพียงแต่ตอนนี้เพราะซูจื่อเยี่ยปรากฏตัวขึ้นมากะทันหัน จึงทำให้นางเปลี่ยนเป้าหมาย
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ก็ยังมีคนอื่นอีกไม่ใช่หรือ?” เขารู้ว่าการมีบุญคุณที่ช่วยชีวิตคนนั้น น้องเล็กของตนย่อมต้องมีชีวิตที่รุ่งเรืองในอนาคต
อารมณ์ของหลิวฉีซื่อดีขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่หลิวซานกุ้ยที่อยู่ข้างๆ ไม่ยอมทน เขาคิดในใจ จริงอย่างที่บุตรสาวคนรองบอก ความสัมพันธ์ทางสายเืนี้เห็นทีไม่ได้ทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตที่ดีขึ้น หากแต่มันกลายเป็หนทางที่นำมาซึ่งความทรมานแก่ครอบครัวเขาต่างหาก
“พี่รอง ท่านหมายความว่าอย่างไร? ฟังท่านพูดเช่นนี้ ดูเหมือนว่า้าให้หลานสาวของท่านเป็คนรับใช้ มีอย่างที่ไหนที่ลุงรองอย่างท่านถึงทำเชนนี้? ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเื่เล็กน้อยไม่ได้ลงแรงเยอะ วันนี้ข้าขอพูดไว้ตรงนี้ว่า ใคร้าเลี้ยงก็ไปเลี้ยงเอง อย่ามาเอ่ยถึงเื่กินอยู่ที่บ้านอะไรเ่าั้กับข้า ทั้งปีข้าเองก็วิ่งโร่ทำสวนอย่างหนัก กุ้ยฮัวเองก็ดูแลบ้านให้สะอาดเรียบร้อยอยู่ทุกวัน ลำพังที่ข้าสองคนทำก็สามารถชดเชยสิ่งของที่พวกข้ากินอยู่แล้ว หากคิดว่าเสียเปรียบจริง ก็ได้ พี่รองกลับบ้านไปดูแลท่านพ่อท่านแม่ ข้าจะพาภรรยากับลูกไปหางานทำข้างนอก ถึงอย่างไรก็คงไม่มีทางทำให้พวกนางอดตาย”
หลิวฉีซื่อฟังคำพูดนี้ก็ไม่พอใจทันที จึงเปล่งเสียงดัง “หลิวซานกุ้ย เ้าคิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่หรือไม่? ถึงคิดว่าจะทอดทิ้งพ่อกับแม่”
แก่นแท้ของหลิวซานกุ้ยไม่ได้เปลี่ยนไป เพียงแต่เขาไม่ได้เชื่อฟังคำพูดของหลิวฉีซื่ออย่างเช่นแต่ก่อน จึงเอ่ย “ท่านแม่ ข้าบอกเมื่อไรว่าข้าจะทอดทิ้งพวกท่าน? จากที่ท่านแม่พูด เช่นนั้นแล้ว พี่ใหญ่กับพี่รองก็ทอดทิ้งพวกท่านสินะ?”
เขาไม่ได้พูดส่วนที่เหลือ แม้ว่าทุกสิ้นปีทั้งสองจะนำของมาทดแทนคุณพ่อแม่ แต่ก็ขนเสบียงในบ้านเกิดกลับไปไม่น้อย
หลิวฉีซื่อรู้สึกสะอึกกับคำถามนั้นจนพูดไม่ออก และรู้ตัวว่ากำลังเสียเปรียบ ขณะกำลังคิดจะด่าเขาให้สาแก่ใจ หลิวซานกุ้ยก็เอ่ยอีก “ท่านแม่ ตกลงท่าน้าจะจัดการเื่ตระกูลซุนหรือไม่? หากไม่คิดจะจัดการให้จบ ข้าจะได้กลับไปคืนนี้ หญ้าวัชพืชบนนาลำพังท่านพ่อกับกุ้ยฮัวคงไม่มีทางถอนเสร็จ วันนี้อบอ้าวเช่นนี้ เกรงว่าฝนคงจะตก”
คราวนี้หลิวฉีซื่อไม่มีอะไรจะพูด จึงหันศีรษะไปเอ่ยกับหลิวเหรินกุ้ยเื่ซุนซื่อ ถึงอย่างไรซุนซื่อก็ทำไม่ถูก คนเป็แม่สามีสั่งสอนนางเื่ดูแลบ้าน แต่นางกลับทำให้เป็เื่ราวใหญ่โต
หลิวเหรินกุ้ยได้ยินเื่ลุงใหญ่ของตนเอ่ยเื่แยกบ้านกับผู้เป็แม่แล้วหวั่นไหวอย่างหนัก จึงเบี่ยงเบนหัวข้อไป ตลอดมาเขาหาโอกาสพูดเื่นี้ไม่ได้ แต่ตอนนี้ท่านแม่เป็คนเอ่ยขึ้นเอง เขาจึงกล่าว “ท่านแม่ ท่านกับเถาฮัวนิสัยแตกต่างกัน นิสัยดื้อรั้นของนางก็เป็เช่นนี้ ข้าว่านางกับท่านแม่คงไม่มีทางอยู่ร่วมชายคากันได้ มิเช่นนั้นคงทำให้ท่านแม่โมโหจนลมจับ”
ทันใดนั้นหลิวฉีซื่อก็รับรู้ถึงน้ำเสียง จึงทอดถอนใจ “นั่นสิ ข้าเองก็ทำเพื่อจื้อเอ๋อร์กับเป่าเอ๋อร์ ดูสิว่าจูเอ๋อร์ถูกนางสั่งสอนจนนิสัยเป็เช่นไร ขี้คร้านและเก่งแต่กิน วันๆ เอาแต่หลบไปทาเล็บแต่งหน้าอยู่ในห้อง แต่งให้ใครดูกัน เ้าก็ไม่ได้อยู่บ้าน”
หลิวเหรินกุ้ยไม่ชอบฟังคำพูดเหล่านี้ เขารู้สึกว่ามารดาของตนนั้นดูแลเกินขอบเขตไปหน่อย จึงเอ่ย “ท่านแม่ ลูกหลานต่างก็มีบุญวาสนาของพวกเขาเอง ท่านไม่เห็นต้องกังวลเื่ราวเหล่านี้ หรือไม่เช่นนั้น ท่านก็ปล่อยนางไป แยกบ้านกันอยู่ นางจะได้ไม่ต้องขึ้นเสียงกับท่านทุกวัน ท่านก็ไม่จำเป็ต้องทะเลาะกับนางทุกวัน ถึงอย่างไรพวกเราพี่น้องก็ไม่มีทางปล่อยให้การกินอยู่ของท่านพ่อกับท่านแม่ขัดสน”
“อะไรนะ แยกบ้าน? ข้าเด็ดเดี่ยวสู้เ้าไม่ได้ จะแยกก็ได้ แต่พวกเ้าไสหัวออกไปตัวเปล่าๆ ให้หมด ข้าคลอดพวกเ้าแต่ละคนมาอย่างยากลำบาก พวกเ้ากลับคิดแยกบ้าน ได้ เอาสิ่งที่หลายปีมานี้พวกเ้ากินของข้า ใช้ของข้า ใส่ของข้า คำนวณออกมาให้ชัดเจน แล้วคืนกลับมาให้ครบ พวกเ้าก็สามารถแยกย้ายกันออกไปอยู่ได้”
หลิวเหรินกุ้ยรู้ความคิดของหลิวฉีซื่ออย่างลึกซึ้ง เขาจะตกลงยินยอมแยกบ้านได้อย่างไร เมื่อเห็นหลิวฉีซื่อในขณะนี้กำลังโมโห จึงเอ่ยคล้อยตามนาง “ท่านแม่ ข้าก็บอกแล้วไง แยกบ้านท่านก็ไม่ยินยอม จึงปล่อยให้พวกท่านสองคนอยู่ร่วมกัน จะได้เป็การลดภาระของข้าลงหน่อย ท่านก็เอาแต่หาเื่เถาฮัว ถ้าเช่นนั้นท่านบอกมาว่าต้องทำอย่างไรดี? ข้าคงไม่มีทางปลดนางจริงๆ ลูกๆ ก็โตกันหมดแล้ว ย่อมต้องเคียดแค้นเป็แน่ อีกอย่างฤดูใบไม้ผลิปีนี้จื้อเอ๋อร์ก็ต้องลงสนามสอบเพื่อปรับตัว หากเกิดเื่นี้ขึ้น เกรงว่าคงกระทบต่อเขา”
เมื่อหลิวฉีซื่อได้ยินดังนั้นก็เริ่มเกิดความวิตกกังวล นางไม่อยากยอมรับสะใภ้อย่างซุนเถาฮัวจริงๆ “เฮอะ เช่นนั้นความหมายของเ้าคือ ข้าถูกผู้อื่นรังแกเป็เื่สมควรสินะ?”
หลิวเหรินกุ้ยเพียงแค่อยากบอกเื่นี้กับนางให้ชัดเจน แต่คราวนี้นางกลับโยนปัญหามา ฉับพลันนั้นถึงกับปวดศีรษะอย่างหาสิ่งใดเทียบไม่ได้ กระทั่งนึกเสียใจทีหลังที่ตอนนั้นไม่ควรทิ้งภรรยากับบุตรสาวไว้ที่บ้านเกิดเพียงเพื่อเงินห้าตำลึง
“แล้วท่านแม่้าให้ทำอย่างไร? จะต้องปลดซุนซื่อให้ได้เลยหรือ ลูกๆ ทุกคนต่างก็ดูอยู่ นั่นจะสร้างความเ็ปให้กับพวกเขา และเคียดแค้นปู่ย่านะ”
หลิวฉีซื่อเองก็รู้สึกปวดศีรษะ ซ้ายก็หลานชาย ขวาก็ซุนซื่อที่น่าชิงชัง ชั่วขณะนั้นนางก็รู้สึกว่ายุ่งยากยิ่งนัก
หลิวเหรินกุ้ยพยายามคิดแล้วลองโน้มน้าว “ท่านแม่ ท่านคิดดูสิ ข้าเองก็ลำบากใจทั้งสองฝั่ง ว่ากันว่าเมื่อต้นไม้เติบโตก็ต้องแตกกิ่งก้านสาขา คนเราเติบใหญ่ก็ต้องแยกทาง ครอบครัวใหญ่อยู่ร่วมกัน ย่อมมีปากเสียงกันได้ทุกเมื่อ”
“เื่แยกบ้าน ไม่มีทางเด็ดขาด” หลิวฉีซื่อมีท่าทีเด็ดเดี่ยว นางไม่ได้โง่เขลา ทรัพย์สินในบ้านก็มีแค่นั้น หากแยกบ้านจำต้องเอาทรัพย์สินในบ้านแบ่งออกไปกว่าครึ่ง เื่อะไรต้องเสียผลประโยชน์ให้แก่นางซุนซื่อตัวดีนั่นด้วย? ยิ่งไปกว่านั้น หาก้าให้คนเหล่านี้เชื่อฟัง ก็ต้องกำทรัพย์สินในบ้านให้แน่น
หลิวเหรินกุ้ยเห็นว่านางกัดฟันและปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว จึงยังหาแผนการดีๆ ไม่ได้ในขณะนั้น
หลิวซานกุ้ยเห็นว่าทั้งสองต่างก็แข็งใส่กัน จังหวะนั้นไม่มีใครโน้มน้าวใจใครได้ จึงเอ่ย “เรายังไม่พูดเื่แยกบ้านก่อนดีกว่า ตกลงเื่พี่สะใภ้รองจะว่าอย่างไร? อย่างน้อยท่านก็ต้องหาหนทางออกมาก่อน”
หลิวเหรินกุ้ยรู้ว่าหลิวฉีซื่อยังคงโมโห ไม่มีทางคุยรู้เื่ในตอนนี้
“ข้าว่าท่านแม่คงเหนื่อยแย่แล้ว หรือไม่ เราพักผ่อนกันก่อน เื่นี้ค่อยคุยกันวันรุ่งขึ้น”
หลิวฉีซื่อทรมานมาครึ่งค่อนคืน เหน็ดเหนื่อยจนทนไม่ไหว ตอนนี้ก็พยายามรวบรวมสติ เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวเหรินกุ้ยก็สบายใจขึ้นเล็กน้อย จึงเอ่ย “งั้นก็ตามที่เ้าว่า เราพักกันผ่อน วันรุ่งขึ้นค่อยว่ากัน”
นางไม่รีบร้อนที่จะจัดการเื่นี้ให้จบ เพราะถึงอย่างไรนางก็มีเวลา ยิ่งไปกว่านั้น นางซุนซื่อหน้าไม่อายก็ออกจากบ้านไปแล้ว
หลิวเหรินกุ้ยแอบโล่งใจเมื่อเห็นนางยอมแต่โดยดี
ด้านนอกมีเสียงคนตีฆ้องบอกเวลา หลังจากวุ่นวายกันอยู่พักหนึ่งก็ถึงต้นยามอิ๋น (03:00-05:00)
ทั้งสามคนแยกย้ายกันนอน ขณะที่หลิวซานกุ้ยกำลังจะผล็อยหลับ ด้านนอกก็มีเสียงคนเคาะประตู
จากนั้นก็ได้ยินเสียงพูดคุยกัน แต่เขาได้ยินอย่างเลือนราง อีกทั้งความง่วงยังจู่โจม ขณะนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจนัก
ใครจะคิดว่า…
“ไอ้เ้าซุนต้าเตา ไปก่อเื่เลวทรามในบ้านข้าไม่พอ ยังริอาจมาหาเื่ลูกชายข้า ข้าขอสาปแช่งบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของเ้า ขอให้ตระกูลซุนของพวกเ้าขาดคนสืบสกุล เหตุใดจึงไม่ตายๆ ไปเสียให้หมดตระกูล”
ในลานที่เงียบสงบ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคำราม หลิวซานกุ้ยที่กำลังหลับสบายถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงของหลิวฉีซื่อ ใครเล่ายังจะกล้าหลับต่อ จึงต้องตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย แล้วจึงสวมรองเท้าขาดๆ เดินออกไป
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้น?”
“ซานกุ้ย เ้ามาได้เวลาพอดี ไอ้บ้าสารเลวนี่ กล้าบังอาจมาเหยียบประตูตระกูลหลิว ถุย เขาคิดว่าตระกูลหลิวของเรารังแกกันได้ง่ายๆ? ถือมีดมาบ้านเราแล้วคิดจะฆ่าจะฟันกัน พอคราวนี้กลับอยากโน้มน้าวให้พี่รองเ้าไปขอขมากับตระกูลซุน”
เมื่อหลิวฉีซื่อเห็นหลิวซานกุ้ยออกมา นางก็ยืดตัวตรง
หลิวซานกุ้ยใในตอนแรก คิดไม่ถึงว่าซุนต้าเตาจะใจร้อนถึงเพียงนี้ ไม่ใช่ว่าพาซุนซื่อกลับไปแล้วหรือ? นี่กี่โมงกี่ยามแล้ว นึกเสียใจทีหลังหรืออย่างไร?
ดังนั้นเขาจึงถามว่า “ซุนต้าเตา ตระกูลซุนของเ้าขาดแคลนเสบียงหรือ ถึงได้รีบร้อนมาทำอะไรที่นี่ แล้วก็ อะไรคือการเรียกให้พี่ชายข้าไปขอขมา ตระกูลซุนของพวกเ้าข่มเหงรังแกกันเกินไปแล้ว”
เขาหันไปมองหลิวเหรินกุ้ยที่กำลังห้ามศึกอยู่แล้วเอ่ย “เ้าคนแซ่ซุนบุกมาถึงบ้านเรา พี่รอง ท่านคงไม่ได้คิดจะไปที่บ้านตระกูลซุนเพื่อขายหน้าตระกูลหลิวของเราหรอกนะ”
ตอนนี้พวกเขาพี่น้องยังไม่ได้แยกบ้าน เมื่อตระกูลซุนบุกมาข่มเหงกันถึงที่ ถึงอย่างไรเขาก็ต้องออกหน้ามาพูด
หลังจากคิดดู หลิวซานกุ้ยจึงเอ่ยต่อ “หรือไม่ วันรุ่งขึ้นเราไปเรียกน้องสี่ที่สถาบันมาถามว่าคิดเห็นอย่างไร?”
“ไม่ได้!”
ใครเล่าจะคิดว่า ขณะที่ทั้งสามกำลังทะเลาะกัน แต่กลับส่งเสียงพร้อมเพรียงกันไม่เห็นด้วย
หลิวฉีซื่อรักบุตรชาย ย่อมไม่้าให้เื่ราวเสื่อมเสีย ส่งผลกระทบต่อการเรียนของเขา
ส่วนความคิดของหลิวเหรินกุ้ยคือ เื่ราวเสื่อมเสียของบ้านตนเองหากน้องเล็กรู้เข้า ต่อไปหากว่าเขาได้ดิบได้ดีจริง จะยังสามารถไปขอร้องให้เขาอุ้มชูครอบครัวตนเองได้หรือ?
ทางด้านซุนต้าเตายิ่งไม่้าให้หลิววั่งกุ้ยรู้ เขารู้สึกว่าพวกเล่าเรียนมีการศึกษามักจะพูดจาใช้ศัพท์แสงเข้าใจยาก เวลาฟังพวกเขาพูด เขารู้สึกเหมือนลอยอยู่ท่ามกลางเมฆหมอก ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกันอยู่ ที่สำคัญคือหลิววั่งกุ้ยคือผู้มีการศึกษาอย่างเป็ทางการ ในบ้านนอกแห่งนี้ก็ยังพอมีหน้ามีตา และเนื่องจากมีสัมพันธ์เกี่ยวดองกับข้าราชการบ้าง เขาซึ่งเป็อันธพาลประจำตำบลเหลียนซานจึงยิ่งเกรงกลัวคนเหล่านี้
สุดท้ายซุนต้าเตาก็รู้ตนเองดีว่ารู้อักษรไม่มาก หากอีกฝ่ายเอากฎหมายข้อนั้นข้อนี้อ้างออกมา เขาคงต้องเข้าห้องขัง รอที่บ้านส่งข้าวส่งน้ำมาให้
หลิวซานกุ้ยลูบจมูกของเขาแล้วเอ่ยถามทั้งสามคน เช่นนั้นจะทำอย่างไรจึงจะไม่ให้เื่ราวบานปลายไปมากกว่านี้
ทั้งสามคนเห็นว่าเขาพูดมีเหตุผล หลิวเหรินกุ้ยจึงส่งเสียงเชิญมารดา หลิวซานกุ้ยและซุนต้าเตาเข้าเรือนไปพูดคุย
พวกเขาทั้งสี่นั่งลงและเจรจากัน
ด้วยเหตุนี้ซุนต้าเตายืนกรานว่าจำเป็ต้องแยกบ้าน ประเด็นหลักคือหลิวฉีซื่อโหดร้ายเกินไป แต่คำพูดอย่างหลังนี้เขาไม่ได้พูดออกมา
-----
