เช้าวันต่อมา บรรยากาศในบ้านตระกูลหลิวตึงเครียดขึ้นอีกระดับ เมื่อ อันฉี เรียกประชุมครอบครัวที่โถงกลางบ้าน เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวใหญ่ ใบหน้าพอกแป้งขาวจัดดูบูดบึ้ง หลิวเหว่ยที่สวมชุดทหารเตรียมออกไปทำงานนั่งอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“หลิวเหว่ย แม่ตัดสินใจแล้ว” อันฉีกล่าวเสียงดังตั้งใจให้เยว่ชิงที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ยิน “แม่จะให้คนไปส่งเยว่ชิงกลับบ้านเดิมของเธอ ผู้หญิงคนนี้เสียสติไปแล้วจริงๆ นอกจากจะจำเื่ในบ้านไม่ได้ ยังพูดจาเพ้อเจ้อเื่อะไรก็ไม่รู้ ขืนให้อยู่ต่อ ตระกูลหลิวของเราต้องอับอายขายหน้าเพราะมีสะใภ้โง่ๆ ที่เป็บ้าแบบนี้!”
เยว่ชิงหยุดเดิน เธอมองหน้าแม่สามีสลับกับหลิวเหว่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน “คุณแม่ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินว่าฉันเสียสติหรือโง่เขลาคะ?”
“ก็ทุกอย่างที่แกทำไง!” อันฉีแผดเสียง “แกจำชื่อผัวตัวเองไม่ได้ตอนฟื้นขึ้นมา แกไปยุ่งกับขี้เถ้าดินโคลนในสวน แถมยังกล้าย้อนคำพูดฉันด้วยเหตุผลบ้าบอเื่เส้นเืในสมอง ถ้าแกไม่บ้า แกก็ต้องเป็ิญญาเร่ร่อนมาเข้าร่างลูกสะใภ้ฉันแน่ๆ!”
เยว่ชิงแค่นยิ้มบางๆ ซึ่งเป็รอยยิ้มที่ทำให้หลิวเหว่ยต้องขมวดคิ้ว “คุณแม่คะ ตามหลักตรรกศาสตร์และการพิสูจน์ข้อเท็จจริง... การที่คนเรามีความรู้ใหม่ๆ หรือมีการปรับปรุงนิสัยหลังจากผ่านเหตุการณ์เฉียดตาย ไม่ได้เรียกว่าเสียสติ แต่มันคือ ‘กระบวนการเรียนรู้และปรับตัว’ (Adaptation) ค่ะ หากคุณแม่บอกว่าฉันโง่ งั้นหมั่นโถวที่นุ่มฟูขึ้นเมื่อคืน หรือผักในสวนที่ไม่มีแมลงรบกวนโดยไม่ต้องใช้สารเคมีราคาแพง ทั้งหมดนั่นเกิดขึ้นจากปัญญาหรือความบ้าคะ?”
“แก... แก!” อันฉีอึกอัก
“นอกจากนี้” เยว่ชิงหันไปหาหลิวเหว่ย “นายพลหลิวคะ ในฐานะที่คุณเป็ทหารระดับสูง คุณย่อมทราบดีว่าการตัดสินคนต้องใช้ ‘หลักฐาน’ ไม่ใช่ ‘อารมณ์’ ถ้าคุณแม่จะไล่ฉันกลับบ้านเพียงเพราะฉันฉลาดขึ้นและไม่ยอมเป็เบี้ยล่างเหมือนแต่ก่อน ฉันคิดว่ามันเป็การกระทำที่ขาดเหตุผลและจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงความเป็ธรรมของคุณในกองทัพนะคะ”
หลิวเหว่ยจ้องมองภรรยาด้วยความทึ่งลึกๆ คำพูดของเธอมันช่างคมชัดและมีโครงสร้างความคิดที่แ่า “แม่ครับ ผมว่าเยว่ชิงเธอก็พูดมีเหตุผล ่นี้เธอก็ดูแลเป่าเป้ยได้ดีขึ้น เรายังไม่ควรทำอะไรวู่วาม”
อันฉีกัดริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ เมื่อแผนการไล่สะใภ้ไม่สำเร็จ เธอจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่สิ่งที่เยว่ชิงรักที่สุด
คืนนั้น เยว่ชิงกำลังจะไปหยิบน้ำเย็นในครัว แต่เธอสังเกตเห็นแสงไฟรำไรลอดออกมาจากห้องของอันฉี พร้อมเสียงคุยพึมพำ เธอจึงชะงักและแอบฟังอยู่ที่มุมมืด
“เป่าเป้ยลูกรัก...” เสียงของอันฉีดูอ่อนโยนจนน่าขนลุก “พรุ่งนี้ย่าจะให้คนขับรถมารับหนูไปอยู่กับป้าสะใภ้ที่ในเมืองนะ ที่นั่นมีขนมเยอะแยะ มีโรงเรียนดีๆ ไม่เหมือนอยู่ที่นี่กับแม่ที่โง่เง่าและเสียสติของหนูหรอก”
“หนูไม่อยากไปค่ะคุณย่า หนูอยากอยู่กับแม่จ๋า” เสียงเล็กๆ ของเป่าเป้ยสั่นเครือด้วยความกลัว
“ไม่ได้!” อันฉีกลับมาเสียงแข็ง “แม่ของแกตอนนี้ไม่ใช่คนเดิม ย่ากลัวว่าความบ้าของมันจะติดไปถึงแก ขืนปล่อยให้อยู่กับแม่โง่ๆ แบบนั้น ต่อไปแกจะโตมาเป็กุลสตรีที่สง่างามได้ยังไง? ไปอยู่เมืองหลวงน่ะดีแล้ว ย่าตัดสินใจแทนพ่อแกแล้วด้วย!”
เยว่ชิงที่แอบฟังอยู่กำหมัดแน่นจนเล็บแทงเข้าไปในเนื้อ ความร้อนในอกพุ่งพล่านยิ่งกว่าตอนที่ถูกไซยาไนด์รมเสียอีก “ยายแก่จอมบงการ... กล้าดีนังไงจะพรากลูกไปจากฉัน!”
เมื่อเป่าเป้ยเดินสะอื้นออกมาจากห้องนั้น เยว่ชิงก็รีบเข้าไปอุ้มลูกสาวขึ้นแนบอกทันที เด็กน้อยใจนเกือบจะร้องไห้ออกมา แต่เมื่อเห็นว่าเป็แม่ เธอก็ซุกหน้าลงกับไหล่ของเยว่ชิงทันที
“แม่จ๋า... ฮึก... หนูไม่อยากไปเมืองหลวง หนูไม่อยากทิ้งแม่จ๋าไป”
เยว่ชิงพาลูกสาวกลับมาที่ห้องนอนของตนเอง เธอวางเป่าเป้ยลงบนเตียงอย่างเบามือ แล้วใช้นิ้วเรียวเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มยุ้ย “เป่าเป้ย ฟังแม่นะ... หนูไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น ตราบใดที่แม่ยังอยู่ที่นี่ จะไม่มีใครพรากหนูไปจากแม่ได้”
“จริงเหรอคะ? แต่คุณย่าบอกว่าแม่จ๋าไม่ปกติ... คุณย่าบอกว่าแม่จ๋าสอนอะไรหนูไม่ได้เลย”
เยว่ชิงมองดวงตาใสซื่อของลูกสาวแล้วยิ้มอย่างมาดมั่น “คุณย่าเข้าใจผิดแล้วล่ะลูก แม่มีความลับจะบอก... แม่น่ะรู้เื่สนุกๆ เยอะกว่าที่คุณย่ารู้เสียอีก ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป แม่จะสอน ‘วิชาลับอัจฉริยะ’ ให้หนูเอง เราจะมาทำเครื่องกรองน้ำวิเศษ ทำสีวาดเขียนจากดอกไม้ และแม่จะสอนให้หนูเก่งเลขกว่าเด็กคนไหนๆ ในโลกนี้เลย ดีไหมคะ?”
เป่าเป้ยตาโตด้วยความตื่นเต้น ความเศร้าหายไปเป็ปลิดทิ้ง “วิชาลับเหรอคะ! แม่จ๋าสอนหนูจริงๆ นะคะ”
“สัญญาค่ะ” โรซี่ในร่างเยว่ชิงกอดลูกสาวไว้แน่น ในใจของเธอกำลังคำนวณแผนการถัดไป “ถ้าอันฉีอยากจะพิสูจน์ว่าฉันสอนลูกไม่ได้ ฉันก็จะทำให้เป่าเป้ยกลายเป็อัจฉริยะตัวน้อยที่สั่นะเืไปทั้งตระกูลหลิวเลยคอยดู!”
ท่ามกลางความมืดในห้องนอน หลิวเหว่ยที่ยืนอยู่หน้าประตู (ซึ่งแอบตามมาดูเพราะความเป็ห่วง) ได้ยินคำสัญญาเ่าั้ทั้งหมด เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ ความสงสัยในตัวภรรยาเปลี่ยนเป็ความรู้สึกบางอย่างที่เขาอธิบายไม่ได้ แต่มันทำให้เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
