“ฝึกฝน《หมัดพฤฒา》ถึงเก้าเสียงแล้วอย่างไร สุดท้ายวรยุทธ์มนุษย์ระดับต่ำก็ยังเป็วรยุทธ์มนุษย์ระดับต่ำอยู่วันยังค่ำ” หม่าเทียนเลี่ยงยังไม่ยอมแพ้ แม้จูชิงจะมีพลังน่าพรั่นพรึง ทว่ายังมีคนอีกเจ็ดร้อยคนอยู่บนสังเวียน อีกทั้งยังเหลือเวลาอีกมาก กว่าการทดสอบจักสิ้นสุดลง ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้
ตอนที่ศิษย์ในสำนักคนแรกค้นพบความลับของ《หมัดพฤฒา》 ผู้คนต่างก็ให้ความสนใจ ทว่าสุดท้ายก็ถูกฆ่าตายระหว่างที่ทำภารกิจ
แม้วรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับต่ำจักแข็งแกร่งก็จริง หากก็เป็เพียงวรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับต่ำ ถ้าเผชิญกับวรยุทธ์ขั้นลึกลับหรือขั้นบุษราที่เล่าขานในตำนาน มีแต่ต้องตายสถานเดียว
แต่จูชิงกลับเคลื่อนไหวเร็วขึ้นกว่าเดิม พลังหมัดรุนแรงเกินจะเอ่ย ลมปราณกล้าแกร่งเหนือสามัญ ไม่มีใครในสังเวียนสามารถประมือกับเขาได้เลย!
“สู้ให้ตายไปข้างย่อมดีกว่าถูกซัดฝั่งเดียว!” ซุนซาเหลียงคำราม เขาถูกจูชิงไล่ต้อนเสียจนมุม ยามนี้มีแต่ต้องสู้กับจูชิงเท่านั้น
เขาคือซุนซาเหลียง ผู้สืบทอดสกุลซุนตระกูลขุนนางยุทธ์แห่งเมืองหลางเย่ เขาจักต้องเป็ศิษย์ในสำนักให้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็จักพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวชมิได้เป็อันขาด จำต้องยืนหยัดอยู่บนสังเวียนเท่านั้น!
กระบี่อ่อนของซุนซาเหลียงแปรเปลี่ยนเป็อสรพิษนับพันหมื่น อสรพิษเ่าั้บินไปคนละทิศคนละทาง มิอาจอนุมานวิถีของพวกมันได้
“ความลึกลับของ《วิชากระบี่อสรพิษ์》สกุลซุนก็คือระบำอสรพิษ์ ซุนซาเหลียงเก่งกาจไม่เบาเลย” ผู้าุโลองกระบี่ยิ้มเล็กน้อย
ผู้าุโลองกระบี่พึงพอใจในตัวซุนซาเหลียงเป็อย่างมาก หากก็สนใจจูชิงด้วยเช่นกัน เขาสงสัยว่าจูชิงจักรับมือกับกระบวนท่าของซุนซาเหลียงอย่างไร ขั้นหลอมกายาน้อยคนนักที่จักรับกระบวนท่านี่ไหว ถึงเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณยังต้องาเ็
“ตึง!” จูชิงหมุนควงแขนเหวี่ยงหมัดขวา ลมปราณผสานรวมที่กำปั้นเป็หนึ่งเข้าปะทะกับอสรพิษ
“พฤฒาหนึ่งเสียงยังไม่พอ” ผู้าุโลองกระบี่ส่ายหัว เขารู้สึกว่าตัวเองคาดหวังกับจูชิงมากเกินไป จอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาจักสร้างปาฏิหาริย์ใน่ระยะเวลาสั้นๆ ได้อย่างไร?
“ตึง!” เสียงกัมปนาทอึกทึก ผู้าุโลองกระบี่ตาลุกวาวจับจ้องมองหมัดของจูชิง
อสรพิษพันหมื่นแหลกสลายเป็เสี่ยงๆ ภายใต้หมัดโลหิต กระบี่อ่อนฟันลงที่หมัดของจูชิง แต่กลับสร้างความเสียหายให้กับจูชิงไม่ได้แม้แต่น้อย ในทางกลับกันกระบี่อ่อนกลับสั่นสะท้านคล้ายกับกำลังจักมลายสูญ
“อั่ก!” ซุนซาเหลียงกระอักโลหิต กระดูกทั้งร่างแตกหักเป็ผุยผงในพริบตา!
“ฟึ่บ!” ทันใดนั้น ค่ายกลอักขระิญญาสาดแสง ห่อหุ้มร่างของซุนซาเหลียงหายวับไปจากสังเวียน พลังของค่ายกลอักขระิญญาช่วยชีวิตของซุนซาเหลียงเอาไว้ในสถานการณ์คับขันได้ทัน
แต่ถึงซุนซาเหลียงจักรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้ หากแต่กระดูกทั่วร่างล้วนแตกไม่เหลือชิ้นดี ถ้าไม่มีสมุนไพริญญา เส้นทางแห่งยุทธ์จักต้องจบสิ้นอย่างแน่นอน
“พฤฒาสองเสียง ยอดอัจฉริยะ!” ผู้าุโลองกระบี่มองจูชิงราวกับเห็นเพชร ไม่สิ มันควรเป็เพชรเม็ดงามยิ่งกว่านี้ เพียงแต่้าการเจียระไนเล็กน้อยเพื่อให้กลายเป็สุดยอดอัญมณี
หลังจากตระหนักรู้พฤฒาสองเสียง จูชิงมิอาจคงสถานะไร้ิญญาต่อไปได้ ทำให้การหยั่งรู้《หมัดพฤฒา》หยุดลง
ขณะที่อยู่ในสถานะไร้ิญญา จูชิงมองเห็นการเปลี่ยนแปลงบนโลกอย่างชัดเจน มองเห็นทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นบนสังเวียนแช่มชัด มันเป็ความรู้สึกที่ยากเกินจะอธิบาย ความรู้สึกคล้ายกับกลายเป็ดังพระเ้า
“ตายซะ!” บรรดาศิษย์ประตูเทพ์ปิดล้อมจูชิง พวกเขาขี่หลังเสือแล้ว มีเพียงต้องกัดฟันฆ่าจูชิงเสียให้ได้
ขณะที่จูชิงหลบการโจมตี เขาระดมหมัดสวนอย่างบ้าคลั่ง พลังแกร่งกล้ายิ่งกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า มีหลายคนถูกซัดจนออกจากสังเวียน!
“อั่ก!” หม่าเทียนเลี่ยงหน้ามืดทะมึน กระอักโลหิตออกมา
“จบสิ้น จบสิ้นแล้ว!” หม่าเทียนเลี่ยงคร่ำครวญ
จูชิงที่หยั่งรู้พฤฒาสองเสียงในขั้นหลอมกายา กระทั่งซุนซาเหลียงกับหลินเวยหยวนยังมิใช่คู่ประมือ แล้วใครจักสู้กับเขาได้ เกรงว่าคงมีแค่ศิษย์ในสำนักกระมัง
หม่าเทียนเลี่ยงแพ้เดิมพันให้กับหวังจ้งจิ่งอย่างมิต้องสงสัย โอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หก 1 เม็ด กับโอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หนึ่งอีก 1 เม็ด เขาไม่คิดเลยว่าจักสูญเสียของล้ำค่ามากขนาดนี้ในเสี้ยวพริบตาเดียว
อีกทั้งโอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หกยังเป็ค่าตอบแทนที่ชวีหลิงเฟิงให้กับเขาในการทำภารกิจครั้งนี้ หากแต่เขามิใช่แค่ทำภารกิจไม่สำเร็จ แล้วยังเสียโอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หกไปอีก ชวีหลิงเฟิงมีหรือจักยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ
หม่าเทียนเลี่ยงทำอะไรไม่ได้นอกจากพึ่งปาฏิหาริย์ เขาได้แต่ภาวนาขอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นสักครั้ง แต่โชคก็ไม่เข้าข้าง จูชิงกลายเป็ผู้ไร้ทานเทียมบนสังเวียนแล้ว
มีศิษย์หกสิบคนถูกจูชิงซัดออกจากสังเวียน ดูจากผลงานจูชิงก็คืออันดับหนึ่ง หม่าเทียนเลี่ยงแพ้แล้ว!
หวังจ้งจิ่งเก็บโอสถโลหิตบริสุทธิ์สองเม็ดลงไป จากนั้นก็มองหม่าเทียนเลี่ยงด้วยสายตาเวทนา เขาดูออกว่าหม่าเทียนเลี่ยงจักต้องพบเจอกับอะไร ถ้าเขายืนหยัดขึ้นใหม่มิได้มันอาจส่งผลต่อความก้าวหน้าของเส้นทางบำเพ็ญเพียร
หม่าเทียนเลี่ยงไม่เหมือนกับหวังจ้งจิ่ง เขาสูญเสียโอสถโลหิตบริสุทธิ์อันล้ำค่า การฝึกฝนในภายภาคหน้าจักต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน นอกจากนี้สภาพจิตใจก็ยังย่ำแย่ ยามนี้มิต่างอันใดกับเศษสวะ
“ไม่คิดเลยว่าจักได้เจอเพชรเม็ดงาม!” ผู้าุโลองกระบี่มองจูชิงพลางครุ่นคิด เขากำลังคิดอยู่ว่าจะตัดจูชิงออกกลางคันเลยดีหรือไม่ ยอดลองกระบี่ไม่มีเพชรเม็ดงามเช่นนี้มานานมากแล้ว
การต่อสู้ของสังเวียนอื่นๆ สิ้นสุดแล้วเช่นกัน มีศิษย์ที่เก่งกาจอยู่ไม่น้อย
ซั่งกวานเหยียนหลาน องค์หญิงของราชวงศ์ต้าฉีเองก็ฝึกฝนวิชายุทธ์มาั้แ่เด็ก เมื่ออายุสิบหกปีก็สำเร็จเป็ขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้าแล้ว
หลงเฟยจากสกุลหลงตระกูลขุนนางยุทธ์กับซุนซาเหลียงเป็อนุชนที่มีชื่อเสียงในเมืองหลางเย่ หมู่ชนพูดกันว่าสิบปีข้างหน้าพวกเขาทั้งสองจักเป็ผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งเมืองหลางเย่ แต่บ้างก็ว่าหลงเฟยแข็งแกร่งยิ่งกว่าซุนซาเหลียง
ถงเิเติบโตในป่าเขา ตัวสูงใหญ่เก้าฟุต ผิวดั่งทองแดง กระดูกดั่งเหล็ก กรงเล็บคมกริบเยี่ยงสัตว์อสูร กระซวกร่างศิษย์หลายคนบนสังเวียน ทั้งยังกินเนืุ้์ ถ้ามิใช่เพราะมีกฎอยู่ เกรงว่าคงมีเขาคนเดียวที่เป็ผู้รอดชีวิต
ครั้นจูชิงได้ยินผลงานของคนพวกนั้น เขาก็ถอนหายใจ โดยเฉพาะถงเิ คนอำมหิตพรรค์นั้นขุนเขากระบี่เทียนหยวนรับเป็ศิษย์ด้วยรึ
“ไม่ว่าจักเป็คนอย่างไร ถ้ามีความสามารถ ขุนเขากระบี่เทียนหยวนยินดีรับเป็ศิษย์” หวังจ้งจิ่งยิ้ม
เพราะหวังจ้งจิ่งชนะเดิมพัน มิว่าเขาจักมองจูชิงอย่างไรก็ไม่ขัดตา
“ต่อไปเป็การต่อสู้่ชิงร้อยอันดับใช่หรือไม่” จูชิงสูดลมหายใจเข้าลึก
“ใช่แล้ว เ้าจักมีตำแหน่งและได้รับของรางวัลอย่างไร ขึ้นอยู่กับผลงานของเ้าแล้ว” หวังจ้งจิ่งยิ้มตอบ
จูชิงยิ้มเล็กน้อย “วางใจเถิด ข้าจักพยายามสุดความสามารถ”
“ศะ…ศิษย์พี่หญิงจือหนิง พี่จูผ่านการทดสอบแล้ว!” เย่หยางหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยเพราะรีบร้อนมาบอกข่าว
“ผ่านแล้วอย่างไร ก็แค่การทดสอบนอกสำนัก ไม่ผ่านสิน่าแปลก” สตรีใบหน้าโฉมสะคราญยืนอยู่ท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิ ดวงตาคู่สวยมองไปทางยอดลองกระบี่ มุมปากยกยิ้มชวนให้ผู้พบเห็นลุ่มหลง
ยังมิทันทีพวกจูชิงจักได้พักหายใจหายคอ ผู้าุโลองกระบี่ก็โบกมือ พวกจูชิงลอยเคว้งกลางอากาศอย่างมิอาจควบคุม ภายใต้วิชาเหินฟ้าของผู้าุโลองกระบี่ พวกเขาข้ามผ่านยอดเขายอดแล้วยอดเล่า ก่อนที่จักหยุดอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง
ผู้าุโลองกระบี่มองศิษย์ที่เหลือร้อยคนแล้วกล่าวว่า “พวกเ้ายืนหยัดอยู่บนสังเวียนได้ นั่นแสดงว่าพวกเ้าพอใช้ได้ อย่างน้อยขยะอย่างพวกเ้าก็ดีกว่าขยะพวกนั้น”
ถงเิคำรามด้วยโทสะ เขายังพูดสื่อสารไม่ได้ สายตาอำมหิตเหี้ยมจ้องเขม็งมองผู้าุโลองกระบี่
“ไม่พอใจงั้นรึ ในสายตาข้าพวกเ้าก็เหมือนกับขยะ!” ผู้าุโลองกระบี่แสยะยิ้ม ทันใดนั้น ถงเิสะดุ้งเฮือกด้วยความใ ไม่กล้ามองผู้าุโลองกระบี่อีก
“ที่นี่คือเทือกเขาแห่งหนึ่งในขุนเขากระบี่เทียนหยวน เทือกเขานี้มีหินดึกดำบรรพ์แอบซ่อนอยู่ การทดสอบในรอบนี้ก็คือพวกเ้าจักต้องรวบรวมหินดึกดำบรรพ์มาให้ได้ หินดึกดำบรรพ์หนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับหนึ่งค่าคุณูปการ ยิ่งหาได้มากเท่าไหร่ หลังจากเป็ศิษย์นอกสำนักก็จักยิ่งได้ค่าคุณูปการมากขึ้นเท่านั้น ส่วนค่าคุณูปการคืออะไร ข้าจักอธิบายง่ายๆ ในขุนเขากระบี่เทียนหยวน ค่าคุณูปการคือทุกสิ่ง ขอแค่มีค่าคุณูปการมากพอ พวกเ้าอยากได้อะไรก็ได้ดั่งใจปรารถนา” ผู้าุโลองกระบี่พูด
“รวบรวมหินดึกดำบรรพ์” หลงเฟยเบ้ปากไม่สบอารมณ์ สำหรับพวกเขาแล้วง่ายเหมือนกับผ่าฟืน
“ข้าลืมบอกพวกเ้าอย่างหนึ่ง เทือกเขาแห่งนี้มีสัตว์อสูริญญาอยู่ ส่วนใหญ่เป็ขั้นหลอมกายา แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณกับขั้นสร้างลมปราณ” ผู้าุโลองกระบี่เสริม
พอได้ยินดังนั้น หมู่ชนหน้าเปลี่ยนสี พวกเขาไม่กลัวสัตว์อสูริญญาขั้นหลอมกายา ถ้าเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณยังพอรับมือไหว ทว่าขั้นสร้างลมปราณน่าสะพรึงเกินคณนา หากเผลอเจอมันเข้ามีแต่ต้องตายสถานเดียว
“แล้วก็สัตว์อสูริญญาสามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็ค่าคุณูปการได้ สมุนไพริญญาที่อยู่ใกล้ๆ กับรังของสัตว์อสูริญญาก็แลกเปลี่ยนเป็ค่าคุณูปการได้เช่นกัน โอกาสดีๆ เช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ พยายามกันเข้าล่ะ กำหนดเวลาครึ่งเดือน” ผู้าุโลองกระบี่ยิ้ม หยิบม้วนคัมภีร์หนังอสูรหนึ่งร้อยใบออกมาจากถุงเอกภพ ในนั้นมีรายละเอียดของสัตว์อสูริญญา ของล้ำค่าฟ้าดินและมูลค่าของของล้ำค่าที่มีโอกาสพบในเทือกเขาบันทึกเอาไว้
