เมื่อไป๋หยุนเฟยถูกนับเป็ศิษย์สายตรง ยามนี้ยอดเขาประจิมจึงถือว่ามีศิษย์สายตรงอยู่ห้าคนด้วยกัน ศิษย์พี่ใหญ่ซ่งหลิน ศิษย์พี่รองเซียวหนานเหริน ศิษย์พี่สามหลิงเอียน ศิษย์คนที่สี่ไป๋หยุนเฟย(ชั่วคราว) และศิษย์คนที่ห้าเถียนอวี่หาง (แม้จะอายุน้อย แต่ตามกฎแล้วศิษย์อื่นต้องเรียกเป็ศิษย์พี่)
สำหรับศิษย์พี่ทั้งสาม ไป๋หยุนเฟยคุ้นเคยกับซ่งหลินและเซียวหนานเหรินที่สุดเนื่องเพราะระหว่างที่ควบคุมการสอบมีโอกาสได้พูดคุยกับทั้งคู่ และครั้งเดียวที่มันได้พบกับศิษย์พี่สามหลิงเอียนก็คือระหว่าง‘การชุมนุมศิษย์’ จากนั้นไป๋หยุนเฟยก็ทุ่มเทต่อการฝึกปรือจึงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก
ซือคงเสียนทักทายศิษย์พี่สามอย่างนอบน้อม หลิงเอียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันไปยังไป๋หยุนเฟย “ศิษย์น้องไป๋ เ้าเข้าสำนักมาจะครบหนึ่งเดือนในสามวันข้างหน้า ข้าอยากสนทนากับเ้ามานานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสเพราะเ้าคร่ำเคร่งฝึกปรืออยู่ตลอดเวลา เป็อย่างไรบ้าง เ้าฝึกเคล็ดควบคุมไฟสำเร็จแล้วหรือ?”
“ขอบคุณศิษย์พี่หลิงเอียนที่ห่วงใย การฝึกปรือของข้าราบรื่นดี”
“เช่นนั้นก็ดี” หลิงเอียนพยักหน้า “นับว่าน่าประหลาดใจที่เห็นศิษย์น้องไป๋มาที่นี่ ข้าถูกพลังฝีมือของเ้าสร้างความตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก คาดว่าเ้าคงออมมือยามที่ต่อสู้กับเฟยเหนียน... ข้ามั่นใจว่าแม้กระทั่งครั้งนี้เ้าก็ยังไม่ได้ลงมือสุดกำลังกระมัง?”
มันเป็หนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถมองการต่อสู้เมื่อครู่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ไป๋หยุนเฟยยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวถ่อมตน “ศิษย์พี่หลิงเอียน ท่านยกย่องข้าเกินไปแล้ว เมื่อครู่เพียงโชคดีเท่านั้น ต้องขอขอบคุณศิษย์พี่ที่ให้โอกาสข้าโดยไม่ยื่นมือเข้ามาขัดขวาง”
“ข้ามาถึงในภายหลัง” หลิงเอียนยิ้มขึ้น “ยามที่ข้ากำลังชั่งใจอยู่ว่าจะห้ามปรามดีหรือไม่ เ้าก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว... ทุกคนในสำนักล้วนคิดเช่นเดียวกันเื่ที่เ้าเข้าสู่สำนัก ดังนั้นข้าจึงชื่นชมที่เ้าแสดงออกได้ดี ต่อไปทุกคนคงต้องมองเ้าใหม่ เมื่อใดที่เ้าแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการหลอมประดิษฐ์ ก็จะไม่มีผู้ใดกล้านินทาลับหลังเ้าอีก”
“ข้าทราบแล้ว ศิษย์พี่โปรดวางใจ ข้าจะทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้อาจารย์และทุกท่านผิดหวัง” ไป๋หยุนเฟยยิ้มแย้มก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ “ศิษย์พี่หลิงเอียน” จากนั้นจึงเอ่ยปากขึ้น “ข้ามีเื่สงสัย หวังว่าท่านจะให้คำตอบแก่ข้าได้”
“อืม? เื่อันใด? ว่ามาเถอะ”
“ระหว่างการต่อสู้เมื่อครู่ ท่าจู่โจมสุดท้ายที่ศิษย์น้องเฉินใช้ออกด้วยกระบี่ตัดศิลานั้นคืออะไร...?”
“อ้อ เ้าหมายถึงกระบวนท่าสุดท้ายนั้น? นั่นเป็ท่าประจำอาวุธของกระบี่ตัดศิลานามว่า‘ศิลาปฐีคุมขัง’ สามารถใช้ผนึกความเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ได้ชั่วคราว”
“‘ท่าประจำอาวุธ’?” ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความสงสัย
“อะไร? ศิษย์น้องไป๋เ้ากลับไม่ทราบว่าท่าประจำอาวุธคืออะไร?” หลิงเอียนถามขึ้น
ไป๋หยุนเฟยเผยสีหน้าละอาย “เอ่อ ข้า... ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
หลิงเอียนยิ้มก่อนจะเริ่มอธิบาย “เพราะบางครั้งวัตถุดิบที่ใช้ในการหลอมประดิษฐ์จะแฝงพลังธาตุหนึ่งหรือหลายธาตุลงไปในวัตถุิญญานั้นด้วย ยิ่งวัตถุดิบคุณภาพสูงขึ้นเพียงใดก็ยิ่งมีโอกาสสูงขึ้นเท่านั้น ‘กระบี่ตัดศิลา’ของศิษย์น้องเฉินหลอมประดิษฐ์จากแร่คุณภาพสูงที่เปี่ยมด้วยพลังธาตุดินและศิลาาจึงบรรจุไว้ด้วยพลังธาตุดินอันมหาศาล ยามที่ผู้ฝึกปรือิญญาใช้งานวัตถุิญญาก็จะสามารถใช้พลังธาตุที่แฝงอยู่ในวัตถุิญญานั้นออกมาได้ ด้วยวิธีเช่นนี้ผู้ฝึกปรือิญญาก็จะสามารถใช้พลังธาตุที่ตนไม่ได้ฝึกปรือออกมาได้ ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดก็จะสามารถใช้กระบวนท่าที่ปกติไม่อาจใช้ออกโดยอาศัยวัตถุิญญาได้ กระบวนท่าเ่าั้เรียกว่า ‘ท่าแห่งอาวุธ’หรือ‘ท่าประจำอาวุธ’นั่นเอง ท่าเหล่านี้จะเรียกว่าเป็เคล็ดิญญาประเภทหนึ่งก็ได้”
หลิงเอียนนำกระบี่ยาวทอประกายสีเขียวออกมาจากแหวนช่องมิติพร้อมกับอธิบายต่อ “นี่คือตัวอย่าง วัตถุิญญาชั้นปฐีเล่มนี้แฝงด้วยพลังธาตุลม ตัวข้าเองไม่เหมาะสมจะฝึกปรือพลังธาตุลมแต่ก็ยังอาศัยกระบี่เล่มนี้เพื่อซัดคมมีดสายลมออกได้ ทั้งหมดนี้คือพื้นฐานของ‘ท่าประจำอาวุธ’” กล่าวจบก็สะบัดกระบี่สองครา คมมีดสายลมสองเล่มก็พุ่งออกจากกระบี่ก่อนจะหายลับขึ้นสู่ท้องฟ้า
“ท่าประจำอาวุธทั้งหลายมีทั้งเข้มแข็งและอ่อนด้อย ทั้งยังมีที่เรียบง่ายและซับซ้อน ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป ปัจจัยเหล่านี้หากจะกล่าวไปก็คือ ระดับชั้นของวัตถุิญญา พลังฝีมือของผู้ใช้และที่สำคัญที่สุดคือความคุ้นเคยของผู้ใช้ต่อวัตถุิญญาหรือที่เรียกว่า‘ความสอดคล้องิญญา’ ความสอดคล้องิญญาไม่ได้มีเพียงสำนักช่างประดิษฐ์เท่านั้นที่ล่วงรู้ แต่นอกจากสำนักเราหากไม่ใช่สถานการณ์ที่พิเศษแล้วมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถเพิ่มความสอดคล้องิญญาได้ถึงห้าส่วนจนสร้างวัตถุิญญาเฉพาะตัวขึ้นมาได้ หรือจะกล่าวอีกอย่างก็คือท่าประจำอาวุธเป็พลังอันเลิศล้ำและมีเพียงสำนักช่างประดิษฐ์เท่านั้นที่สามารถใช้ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“ท่าประจำอาวุธ...” ไป๋หยุนเฟยเงียบงันลงหลังจากรับฟังคำอธิบายจากหลิงเอียน มันประหลาดใจต่อเื่ที่ได้รับทราบมาใหม่นี้อย่างยิ่ง “นี่... นี่กลับเป็เช่นเดียวผลกระทบเพิ่มเติมจากการอัพเกรด!!”
……
หลังจากกล่าวลาต่อหลิงเอียนและซือคงเสียน ไป๋หยุนเฟยจึงกลับไปที่ห้องเพียงลำพัง
ยามนี้มันรับทราบถึงการมีอยู่ของ‘ท่าประจำอาวุธ’แล้ว ไป๋หยุนเฟยพบว่าตนเองต้องประหลาดใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เนื่องเพราะ‘ท่าประจำอาวุธ’นั้นเป็เช่นเดียวกับ‘ผลกระทบเพิ่มเติม’จึงทำให้มันมีเื่ต้องใคร่ครวญอีกมากมาย ไป๋หยุนเฟยจำต้องทราบก่อนว่าทั้งสองอย่างมีอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างกันบ้าง
จากที่ได้สังเกตมา ก็สามารถแยกได้เป็ ท่าที่ต้อง‘เรียกใช้’และท่าที่‘เกิดขึ้นเอง’
ท่าประจำอาวุธเป็ท่าที่ผู้ใช้สามารถใช้ออกด้วยพลังธาตุที่แฝงในวัตถุิญญาแทนที่จะใช้พลังธาตุของตนเอง การที่ควบคุมพลังธาตุชนิดที่สองได้เช่นนี้ย่อมสามารถเรียกได้ว่าเป็ระดับ‘เคล็ดวิชา’แล้ว
เรียกได้ว่าท่าประจำอาวุธนี้สามารถใช้ออกเช่นเดียวกับเคล็ดิญญาได้ เพียงแต่ท่าประจำอาวุธยังต้องใช้ออกผ่านวัตถุิญญา
ผลกระทบเพิ่มเติมของวัตถุิญญาก็เป็เช่นเดียวกับท่าประจำอาวุธ เพียงแต่จำเป็ต้องได้รับการ‘กระตุ้น’จึงจะแสดงท่าประจำอาวุธ‘ออกมาเอง’
ไป๋หยุนเฟยสามารถใช้‘มีดคู่จันทร์เสี้ยว’เป็ตัวอย่างที่เรียบง่ายที่สุดที่จะอธิบายเื่นี้ได้ มีดทั้งสองเล่มเป็วัตถุิญญาธาตุลมจึงสามารถซัดคมมีดสายลมออกตามคำสั่งได้ ขณะเดียวกันพวกมันก็มีผลกระทบเพิ่มเติมที่สามารถสร้างคมมีดสายลมและซัดออกโดยไม่ต้องสั่งการ
เกิดขึ้นเองและทันทีทันใด ปัจจัยทั้งสองนี้คือสิ่งที่เป็ข้อได้เปรียบของผลกระทบเพิ่มเติม แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดยังคงเป็ --- พลังโจมตี
แน่นอนว่าผลกระทบเพิ่มเติมย่อมไม่อาจใช้หลักการของท่าประจำอาวุธอธิบายได้ทั้งหมด การที่สามารถลดความเร็ว ทำให้มึนงง ส่งให้ปลิวกระเด็นออกไป หรือแม้แต่‘ร่างลวง’ที่ทวนเปลวอัคคีสร้างขึ้นนั้น เกินกว่าขอบเขตของความเป็ไปได้ที่ท่าประจำอาวุธจะสามารถอธิบายหรือทำได้
กระบวนการอัพเกรดเป็สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากส่วนหนึ่งของโลกแห่งนี้ เมื่อผสานเข้ากับกฎเกณฑ์ของโลกนี้ ‘กฎเกณฑ์’ใหม่ที่เกิดขึ้นจึงสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งของที่ถูกอัพเกรดได้ เพียงแต่‘กฎเกณฑ์’ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งของนี้กลับไม่มีสิ่งใดสามารถอธิบายได้
“นี่ก็หมายความว่าข้าสามารถใช้ผลกระทบเพิ่มเติมของวัตถุิญญาโดยแสร้งทำว่าเป็ท่าประจำอาวุธได้ และ‘ร่างลวง’ที่สร้างจากผลกระทบของทวนเปลวอัคคีก็สามารถอ้างได้ว่าเป็เคล็ดิญญา... ต่อไปข้าจะได้ไม่เป็ที่สงสัยอีก”
เมื่อนึกย้อนถึงการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านไป ไป๋หยุนเฟยก็ครุ่นคิดขึ้น “หลังจากใช้เวลาหนึ่งเดือนศึกษาเคล็ดควบคุมไฟพลังฝีมือข้าก็เพิ่มพูนขึ้น ความสอดคล้องิญญาของข้ากับทวนเปลวอัคคีก็เพิ่มมากขึ้นจึงสามารถใช้ทวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกอย่างความร้ายกาจข้องผลกระทบระดับ +12 ไม่อาจดูถูกได้จริงๆ อีกอย่างข้าก็ยังไม่ได้ทดสอบผลกระทบเพิ่มเติมของถุงมือแผดสุริยัน...”
“ไม่คิดเลยว่าเพียงเข้าสำนักมาเดือนเดียวข้าจะได้เรียนรู้มากมายเช่นนี้ ต่อให้ไม่ได้เป็ศิษย์สายตรงการเดินทางมาที่นี่ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว”
“น่าเสียดายที่ข้ากลับยังไม่อาจบรรลุถึงด่านบรรพิญญา ยามนี้ข้ามาถึงคอขวดแล้ว แต่ทุกสิ่งควรค่อยเป็ค่อยไปและการอดทนรอจะดีกว่าเร่งรัดฝึกปรือ...”
“ในอีกสามวัน ข้าจะได้เรียนรู้การหลอมสร้างแล้ว อยากให้ถึงโดยเร็วนัก...”
