หลิ่วตี๋และบ่าวขี่ม้าไล่ตามรถเทียมล่อ ไม่นานก็ตามทัน บ่าวรับใช้ะโลงจากม้า มองไปยังรถเทียมล่อคันนั้น ไฉนคนที่อยู่บนรถถึงได้ดูคุ้นตานัก
ครั้นหยวนเหล่าเอ้อร์เห็นใบหน้าของผู้ที่ขี่ม้าไล่ตามมาก็ชะงักนิ่งไป เป็เจินเจินที่ร้องเรียกอย่างประหลาดใจ “พี่ชายสุนัขจิ้งจอก ท่านมาหาข้าหรือ” เด็กหญิงโผล่ศีรษะออกมาจากในรถ สีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจ
หยวนเหล่าเอ้อร์กระตุกยิ้มมุมปาก ผู้ที่ตามมาคือคุณชายที่เคยขายรถเข็นให้นั่นเอง บุตรสาวของเขาชื่นชอบที่สุดก็คือบุรุษหน้าตาดี
หลิ่วตี๋คิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะได้เจอเด็กหญิงที่เคยขอซื้อรถเข็นจากตนเอง วาสนาช่างเป็เื่ที่น่าแปลกนัก เขาแย้มยิ้มกว้างเอ่ยว่า “พวกเราได้เจอกันอีกแล้ว บังเอิญเหลือเกิน” ขณะกำลังพูดต่อ ศีรษะของเด็กหญิงผลุบกลับหายเข้าไปในรถเสียก่อน คาดว่าน่าจะถูกคนข้างในดึงตัวเข้าไป
กู้ซิ่วไฉที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งคนขับด้านข้างหยวนเหล่าเอ้อร์ะโลงจากรถ ยกสองมือขึ้นคารวะ “คุณชายท่านนี้ นางยังเด็กยังมิรู้ความจึงเผลอล่วงเกินเข้า ข้าต้องขออภัยด้วย ขอคุณชายอย่าได้ถือสา”
หลิ่วตี๋โบกมือเป็การบอกว่าหาได้ถือสาไม่ “ท่านมิต้องคิดมาก ข้าไม่ได้เก็บเื่นี้มาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ที่พวกข้าขี่ม้าไล่ตามมาเพื่อ้าจะถามว่า ท่านแซ่กู้ใช่หรือไม่ และบนรถมีชายชราสวมเสื้อแขนสั้นสีเทาอ่อนใช่หรือไม่ ชายชราผู้นี้เป็ผู้ใหญ่ในบ้านของข้าเอง เมื่อวันก่อนเขาขึ้นเขาไปหาสมุนไพรและไม่ได้กลับไปที่บ้านอีกเลยนับจากนั้น…”
กู้ซิ่วไฉมีสีหน้าเข้าใจ ที่แท้คุณชายตรงหน้ามาตามหาชายชราที่พวกเขาได้ช่วยเหลือเอาไว้นี่เอง
“คุณชายลองดูว่าใช่คนที่ท่านตามหาอยู่หรือไม่” สิ้นเสียงกู้ซิ่วไฉ หยวนเหล่าเอ้อร์เลิกม่านขึ้นเพื่อให้ดูภายในรถ
หลิ่วตี๋ะโลงจากม้าเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูข้างใน คนที่เขาตามหานั่งสลบไสลไม่ได้สติพิงผนังข้างหนึ่งของรถ โดยมีบุรุษผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นคอยประคอง เขาเลื่อนสายตาไปยังรถเข็น นี่ไม่ใช่รถเข็นที่เด็กหญิงขอซื้อจากเขาหรือ
หลิ่วตี๋กับกู้อวี้มองสบสายตากัน บรรยากาศโดยรอบเหมือนจะมีกลิ่นดินะเิจางๆ
กู้อวี้มองบุรุษตรงหน้าซึ่งมีหน้าตาหล่อเหลา ทำให้ย้อนนึกถึงวันที่เจินเจินนำดอกไม้มาทัดผมให้ หากวันหนึ่งมีบุรุษที่หน้าตาดีกว่าตนปรากฏตัวขึ้น นางจะเปลี่ยนใจไปหรือไม่ ดูท่าวันหนึ่งที่ว่านั้นได้มาถึงแล้ว…
ยามที่เจินเจินเห็นบุรุษผู้นี้เมื่อครู่ แววตาของนางวาววับเป็ประกาย อีกทั้งยังเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ชายสุนัขจิ้งจอกเสียสนิทสนม ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่ง
“พี่ชาย นี่คือพี่ชายสุนัขจิ้งจอก คนที่ขายรถเข็นให้แก่ข้า!” เจินเจินเอาตัวออกจากอ้อมกอดของกู่ซื่อ วิ่งเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของกู้อวี้พลางชี้ไปที่หลิ่วตี๋
บรรยากาศแปลกๆ ระหว่างหลิ่วตี๋และกู้อวี้พลันสลายหายไปในทันทีที่สิ้นประโยค
กู้อวี้ยกสองมือขึ้นคารวะ ”ข้าต้องขอขอบคุณท่านสำหรับรถเข็นอันมีค่านี้มาก ไม่ทราบว่าคุณชายมีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร”
“ข้าแซ่หลิ่ว รถเข็นคันนี้ไม่นับว่าเป็ของมีค่าอันใด ทั้งเื่นี้ยังมิใช่เื่ใหญ่ ก็แค่รถเข็นหนึ่งคันเท่านั้น มีแม่นางผู้หนึ่งในหมู่บ้านบอกกล่าวแก่ข้าว่า พวกท่านทำให้ท่านปู่ของข้าได้รับาเ็โดยมิได้ตั้งใจ ข้าจะไม่ถือสาหาความในเื่นี้ แต่ขอให้พวกท่านส่งตัวท่านปู่คืนแก่ข้าด้วย”
“เื่นี้เป็เื่ที่พวกเราสมควรทำอยู่แล้ว” กู้ซิ่วไฉกล่าวคำ
หยวนเหล่าเอ้อร์ถลึงตาโตกล่าวว่า “ผู้ใดบอกท่านเช่นนี้ เหล่าจือจะได้กลับไปตบปากคนผู้นั้นเป็การสั่งสอน! เจินเจินของพวกเราเป็คนช่วยชีวิตชายชราผู้นี้เอาไว้ต่างหาก! หากท่านไม่ให้เงินเพื่อเป็การตอบแทนน้ำใจก็อย่าหวังว่าจะพาตัวชายชราผู้นี้ไปได้เลย!”
“คุณชายมีสิ่งใดเป็หลักฐานยืนยันว่าชายชราผู้นี้คือท่านปู่ของท่าน” กู้อวี้ออกมา
กู้ซิ่วไฉ หยวนเหล่าเอ้อร์ และกู้อวี้พูดออกมาโดยพร้อมเพรียง ทำให้หลิ่วตี๋จำต้องผงะไป
เงินค่าตอบแทน?
หากชายชราผู้นี้เป็อันใดไป เขาขอสาบายเลยว่าจะส่งทุกคนที่อยู่ในที่นี้ลงไปอยู่ในหลุมเป็เพื่อนแน่! ส่วนเื่หลักฐาน…เขาจะไปหาหลักฐานใดมายืนยันได้!
หากจะให้แย่งมาก็กลัวจะไปกระทบกับแผลบนตัวของชายชรา จึงทำได้แค่สะกดกลั้นโทสะลงไป ยิ้มเอ่ยว่า “เงินค่าตอบแทนสองร้อยตำลึงพอหรือไม่ ส่วนเื่หลักฐานความเกี่ยวข้องระหว่างข้ากับท่านปู่ เื่นี้ค่อนข้างยาก…”
“เวลานี้รีบพาท่านปู่ของท่านไปที่โรงหมอก่อนเถิด อาการของเขายามนี้จะชักช้าอยู่มิได้” กู้อวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนพวกท่านแล้ว” หลิ่วตี๋ยกสองมือขึ้นคารวะ ในขณะที่กู้อวี้จับจ้องมองบุรุษตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์
“พี่ชายสุนัขจิ้งจอก ท่านวางใจเถิด ท่านปู่ของท่านไม่มีทางเป็อันใดไปแน่นอน” เจินเจินตบอกรับปาก เมื่อคืนนางต้มน้ำแกงโสมให้ชายชราผู้นี้ดื่ม นางกับพี่ชายอุตส่าห์ช่วยเขามาอย่างยากลำบากแล้วจะปล่อยให้ตายไปได้อย่างไร
พี่สาวสุนัขจิ้งจอกเคยบอกนางว่า ต้องรักษา่เวลาที่ได้อยู่กับบุรุษรูปงามเอาไว้ให้ดี ต่อไป่เวลาเหล่านี้จะได้กลายเป็ความทรงจำอันงดงาม เช่นนี้จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง
บรรยากาศแปลกๆ ระหว่างหลิ่วตี๋กับกู้อวี้ถูกทำลายลงอีกครั้ง
“เจินเจิน เ้าจะเรียกผู้อื่นว่าพี่ชายสุนัขจิ้งจอกมิได้ เป็การไม่ให้เกียรติ เ้าต้องเรียกว่าคุณชายหลิ่ว” รถเทียมล่อแล่นไปข้างหน้า กู้อวี้ที่อยู่ในรถพูดสั่งสอนเด็กหญิงข้างกาย
เจินเจินกะพริบตาปริบๆ เอียงคออย่างไม่เข้าใจ “แต่เขามิใช่บุรุษแปลกหน้า เขาคือพี่ชายสุนัขจิ้งจอก”
หลิ่วตี๋ที่ขี่ม้าตามอยู่ข้างรถได้ยินคำก็ยกยิ้มมุมปาก “นางอยากเรียกเช่นไรก็ตามใจเถิด ข้าไม่ถือสา”
กู้อวี้หลับตา ไม่กล่าวคำใดออกมาอีก
เจินเจินเลิกผ้าม่านชะโงกหน้าออกไปข้างนอกพูดคุยกับหลิ่วตี๋ซึ่งนั่งบนม้าอย่างออกรสออกชาติ เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปยังสมัยที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับพี่สาวสุนัขจิ้งจอก
ครั้นทุกคนเดินทางมาถึงในอำเภอ หยวนเหล่าเอ้อร์บังคับรถเทียมล่อมาหยุดอยู่ที่โรงหมอไป๋เฉ่าถังอย่างคุ้นเคย กู่ซื่ออุ้มเจินเจินลงจากรถ หยวนเหล่าเอ้อร์เข้าไปในรถ ก่อนจะอุ้มชายชราขึ้นหลังแล้วพาลงมา
หมอเหยาออกมาต้อนรับทุกคน ทว่าพอเห็นชายชราที่ถูกหยวนเหล่าเอ้อร์แบกไว้บนหลัง สีหน้าเปลี่ยนเป็ตกตะลึง “ท่านหมอชวี”
กู้ซิ่วไฉเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “ท่านรู้จักชายชราผู้นี้หรือ”
หมอเหยาพยักหน้า “รู้จัก นี่คือท่านหมอชวีที่เพิ่งมาอยู่ที่นี่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน และเพิ่งมาเป็หมอของที่นี่ได้สองเดือน ฝีมือการรักษาฉกาจทีเดียว”
กู้ซิ่วไฉหันไปหาหลิ่วตี๋ “คุณชายหลิ่ว ไฉนชายชราผู้นี้ถึงแซ่ชวี”
หลิ่วตี๋ตอบโดยที่สีหน้ายังคงราบเรียบไม่เปลี่ยนแปลง “ท่านหมอชวีคือท่านปู่บุญธรรมของข้า”
หมอเหยาบอกให้รีบพาหมอชวีเข้าไปในโรงหมอ หลังจากนำตัววางลงบนเตียงเรียบร้อยก็เข้าไปจับชีพจรทันที
“เป็อย่างไรบ้าง” หลิ่วตี๋ถามอย่างร้อนใจ
“คุณชายหลิวได้โปรดวางใจ เขามิได้เป็อันใดมาก หากได้ฝังเข็มกินยาสักเทียบอาการก็ดีขึ้นแล้ว” หมอเหยาเอ่ยตอบ
แลเห็นหมอเหยาคล้ายจะรู้จักกับหลิ่วตี๋ กู้ซิ่วไฉจึงค่อยเล่าเื่ราวอย่างคร่าวๆ ให้ฟัง “พวกเราไม่รู้จักคุณชายหลิ่วจึงมิกล้าให้เขาพาตัวท่านหมอชวีไป ไม่ทราบว่าท่านหมอเหยา…”
หมอเหยายิ้มกล่าวว่า “ท่านมิต้องกังวล คุณชายหลิ่วกับท่านหมอชวีรู้จักกัน เอาแบบนี้ดีหรือไม่ พวกท่านไปทำธุระของพวกท่านเถิด ส่วนท่านหมอชวีก็ให้อยู่ที่นี่ หากหายดีเมื่อใดข้าจะให้คนไปแจ้งที่บ้าน”
กู้ซิ่วไฉกับหมอเหยาสนิทสนมและนับถือกันเป็พี่น้องมาหลายปี กู้ซิ่วไฉจึงเชื่อใจอีกฝ่ายอย่างมาก จากนั้นจึงกล่าวขอบคุณแล้วบอกลา ทุกคนเดินออกจากโรงหมอ หยวนเหล่าเอ้อร์ที่จงใจเดินรั้งท้าแวะเข้าใกล้หลิ่วตี๋แล้วกระซิบทวงเงินค่าตอบแทน
หลิ่วตี๋หันไปกล่าวกับบ่าวของตนเอง “เอาเงินออกมาให้ท่านลุงผู้นี้สองร้อยตำลึง”
บ่าวล้วงมือเข้าไปหยิบตั๋วเงินออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งระหว่างนี้หยวนเหล่าเอ้อร์แอบเหลือบมอง พบว่าตั๋วเงินที่มีนั้นไม่พอดี
บ่าวนับตั๋วเงินในมือ มีหนึ่งร้อยตำลึงหนึ่งใบ ห้าสิบตำลึงหนึ่งใบ และยี่สิบตำลึงสามใบ นับเสร็จสีหน้าเปลี่ยนเป็ลำบากใจ ในบรรดาตั๋วเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในมือ มีแค่ตั๋วเงินเหล่านี้เท่านั้นที่เป็เศษ ที่เหลือล้วนเป็ตั๋วเงินจำนวนห้าร้อยตำลึงทั้งสิ้น
“อย่ามัวชักช้า มันเกินใช่หรือไม่ ไม่เป็ไร ข้ามีทอน” หยวนเหล่าเอ้อร์เอ่ยเร่ง กล่าวจบก็ทำท่าจะปลดกางเกง บ่าวนึกถึงตั๋วเงินที่มีกลิ่นปัสสาวะซึ่งเคยได้มาเมื่อครั้งก่อนก็ทำหน้าเหยเกอย่างผวา รีบเอ่ยว่า “ไม่ต้องทอน!”
หยวนเหล่าเอ้อร์ยิ้มกว้างพร้อมกับยื่นมือไปรับตั๋วเงินมาแล้วหมุนกายเดินจากไป คล้อยหลังหยวนเหล่าเอ้อร์ไปแล้ว หลิ่วตี๋เอ่ยกับบ่าวของตนว่า “เงินที่เกินไปเ้าต้องเอาเงินของเ้าเองมาใช้คืน”
บ่าว “…”
มันเป็ความผิดของตนหรือ?
ไฉนผู้ที่เสียเปรียบต้องเป็ตนด้วย?
