กองทัพทั้งสามได้มารวมตัวกัน และในอีกไม่กี่วันก็จะต้องเดินทัพขึ้นเหนืออีกครั้ง พรุ่งนี้เช้ากงจื้อิมีแผนที่จะเลี้ยงขอบคุณกองทัพทั้งสาม เพราะกองทัพทั้งสามยังไม่คุ้นเคยกัน โดยเฉพาะกองทัพจูโจวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ศัตรูที่เคยสู้รบกันมาก่อน
ไม่นึกเลยว่าติงเหว่ยจะคิดตรงกันกับเขาในจุดนี้ นี่จะไม่ทำให้เขาดีใจได้อย่างไร?
เมื่อมีเหล้าและอาหาร แล้วมีการแสดงร้องรำทำเพลงของกองทัพหญิงมาช่วยสร้างความสนุกสนาน คิดว่าการรวมกันของกองทัพทั้งสามคงเป็เื่ง่ายแล้ว
“ดี ฝากไปบอกแม่นางติงให้ข้าด้วยว่างานเลี้ยงครั้งนี้คงต้องให้นางลำบากช่วยจัดการเสียแล้ว”
“เ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ!” ฉู่ชีซีแกล้งทำท่าทางเหมือนทหารรับคำสั่งอย่างน่ารัก สุดท้ายกลัวว่าพ่อของตนเองจะห้ามไม่ให้ไปงานเลี้ยง เลยรีบะโวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับกระต่าย
ท่านแม่ทัพาุโฉู่มองดูด้วยความจนใจ ลูกสาวที่ใสซื่อแบบนี้จะเหมาะกับการแต่งเข้าไปในสกุลกงจื้อจริงๆ งั้นหรือ? ในอนาคตนางอาจต้องต่อสู้แก่งแย่งในกำแพงสี่ด้านที่ล้อมด้วยแม่น้ำกับเหล่าสตรีหลายคน ตอนนี้เขาและเหล่าลูกชายต่างก็มีตำแหน่งในราชสำนัก ในมือก็มีอำนาจทหาร จึงสามารถปกป้องนางได้ทุกอย่าง แต่ถ้าในอนาคตเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ไม่มีครอบครัวคอยปกป้อง ลูกสาวจะไม่ถูกคนอื่นกินทั้งเป็โดยไม่รู้ตัวหรือ?
คิดได้เช่นนั้นท่านผู้าุโก็เริ่มมีความสงสัย เป็ครั้งแรกในชีวิตที่คิดว่าอาจต้องเข้มงวดกับลูกสาวบ้าง อย่างน้อยที่สุดในเื่การแต่งงานก็ควรให้นางฟังตามที่ตนเองจัดการ…
ไม่พูดถึงว่าในใจของท่านผู้าุโกำลังคิดอะไรอยู่ พูดถึงฉู่ชีซีที่เป็ “นกพิราบส่งข่าว” ตัวน้อยกลับมาด้วยความยินดี ติงเหว่ยก็เริ่มงานอย่างขะมักเขม้น
ก่อนอื่นต้องกำหนดบทเพลงและการแสดงในค่ำคืนนี้ของกองหารหญิง ก่อนหน้านี้เพื่อทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพจูโจว กองทัพหญิงมักจะร้องเพลงพื้นบ้าน แต่ตอนนี้กองทัพกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง ควรเปลี่ยนเป็เพลงและการแสดงที่กระตุ้นกำลังใจ
นอกจากนี้ รายการอาหารในงานเลี้ยงก็ต้องจัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน
ใน่เวลาที่ผ่านมา ที่ไร่ได้ปลูกผักเขียวในเล้าไก่และเล้าหมูที่ยังว่างอยู่ แม้ว่าจะได้รับแสงแดดไม่เพียงพอทำให้เติบโตไม่ดีนัก แต่ในฤดูหิมะตกหนักแบบนี้ก็นับว่าเป็ของหายาก
พอดีกับที่เตาถ่านทองเหลืองที่สั่งทำไว้ได้ส่งกลับมาแล้ว แม้ว่าผักจำนวนเล็กน้อยจะไม่เพียงพอสำหรับการนำมาผัด แต่ถ้าโยนลงในหม้อไฟรสหม่าล่า ก็คงจะเป็ที่น่าพอใจและกระตุ้นความอยากอาหารได้อย่างแน่นอน
ฉู่ชีซีเดินตามหลังติงเหว่ยด้วยความกระตือรือร้น บางครั้งช่วย “ทำให้เื่ยุ่งกว่าเดิม” และพอได้รับคำชมบ้างก็เหมือนกับสุนัขตัวน้อยที่ได้รับกระดูก ทำให้นางมีความสุขเป็ที่สุด
ระหว่างทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเล็กน้อยโดยมีกงจื้อิอยู่ตรงกลาง ก่อนหน้านี้ติงเหว่ยยังปฏิบัติต่อนางอย่างผิวเผิน แต่เมื่อใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความจริงใจต่อหญิงสาวคนนี้ที่ไม่มีแม่ั้แ่เด็กมากขึ้นถึงสามส่วน
บางครั้งจึงพูดคุยกับนางมากขึ้น ดูแลนางมากขึ้น ซึ่งทำให้ฉู่ชีซียิ่งมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับติงเหว่ย
อันเกอเอ๋อร์ที่แทบจะไม่เห็นหน้าแม่มาั้แ่เช้า อวิ๋นอิ่งพยายามเอาใจจนผ่านไปถึงเที่ยงอย่างลำบาก เ้าเด็กชายคนนี้ก็เริ่มอาละวาด ไม่ว่าลุงอวิ๋นจะให้เขาขี่หลัง หรือว่าท่านผู้าุโเหว่ยจะอุ้มเขา “บินสูงๆ” ก็ไม่สามารถทำให้เขายิ้มออกมาได้
สุดท้ายอวิ๋นอิ่งไม่มีทางเลือกจึงต้องอุ้มเขาไปที่กระโจมของกองทัพหญิง
ครั้งก่อนที่ฉู่ชีซีเห็นเ้าเด็กอ้วนคนนี้กินโจ๊ก ก็อยากจะหยิกแก้มของเขา วันนี้ได้โอกาสก็อดไม่ได้ที่จะยื่น “มืออันร้ายกาจ” เข้าไปหา
น่าเสียดายที่เ้าเด็กอ้วนหาแม่เจออย่างไม่ง่ายเลย เขาจึงเกาะอยู่ในอ้อมแขนของมารดาด้วยความดีใจและไม่ยอมออกมา ทำให้ฉู่ชีซีไม่มีโอกาสจะเล่นกับเขา
ติงเหว่ยอุ้มลูกชายแล้วก็จุ๊บเขาหลายครั้ง นางเองก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์เหมือนกันจึงดึงผ้ากันเปื้อนมาผูกเขาไว้ที่หลัง ครั้งนี้เ้าเด็กอ้วนว่านอนสอนง่ายเป็พิเศษ เขาไม่ร้องไห้ ไม่งอแง และนอนเล่นนิ้วมืออยู่บนหลังแม่ ทำให้ฉู่ชีซีที่เห็นรู้สึกสงสาร นางยื่นมือไปหยิบแหวนหยกและถุงหอมที่เอวแล้ว “ส่งให้” เขา
ติงเหว่ยคิดจะปฏิเสธสองสามประโยค แต่ไม่นานก็ไม่มีเวลาจะคิดถึงเื่นี้อีกต่อไป
ถึงแม้ว่าอาหารสำหรับทหารนับแสนจะมีโรงครัวดูแล นางเพียงจัดการงานเลี้ยงสำหรับแม่ทัพกว่าร้อยนายเท่านั้น แต่ก็ยังยุ่งมากจนไม่มีเวลาได้พักเลย
ด้วยสถานะของกองกำลังอี้จวินในเมืองเฉียนโจวตอนนี้ หาก้าหาวัตถุดิบในการทำอาหารสักหน่อย ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรก็มีคนเสนอเอามาให้ทันที
มีวัวหนึ่งตัว แกะห้าตัว ถูกเชือดและทำความสะอาด เนื้อแช่แข็งหั่นเป็ชิ้นๆ และยังมีกระดูกต้มน้ำแกงด้วย
แล้วก็เตรียมอาหารเพิ่มเติม เช่น กระเพาะวัว เืเป็ด สมองหมู เห็ดหูหนู เต้าหู้แช่แข็ง เห็ดนานาชนิด ลูกชิ้นเนื้อวัว ลูกชิ้นปลา รากบัว เส้นหมี่ ผักดอง กะหล่ำปลี รวมๆ แล้วหลายสิบอย่าง เพียงพอที่จะวางเต็มโต๊ะกลมขนาดใหญ่ได้เลย
ไม่นานนัก ความมืดก็เข้าปกคลุม พื้นที่ฝึกซ้อมกว้างขวางมีการจุดกองไฟนับไม่ถ้วน เหล่าทหารล้อมรอบกองไฟ กินเนื้อและดื่มเหล้า พวกเขารู้สึกสนุกสนานอย่างหาได้ยาก
กลางพื้นที่ฝึกซ้อมได้สร้างเวทีไม้สูงสองคนห้อมล้อม โคมไฟสีแดงถูกแขวนไว้สูง หลังจากดื่มเหล้าไปหลายรอบและกินอาหารไปหลากหลาย กองทัพหญิงก็ขึ้นไปบนเวที
เสียงกลองดังสนั่น คล้ายกับสัญญาณการโจมตี เสียงเพลงที่สดใสรื่นเริงยกย่องความกล้าหาญของวีรบุรุษจากซีเฮ่า
กองทัพจูโจวที่ก่อนหน้านี้เคยถูกทำลายขวัญกำลังใจด้วยการแสดงของกองทัพหญิง วันนี้กลายมาเป็ครอบครัวเดียวกัน กินอิ่ม นอนอุ่น และนั่งฟังการแสดง ทำให้รู้สึกดีใจอย่างมาก หัวใจที่เคยหวั่นไหวและวิตกกังวลก็สงบลงได้ในที่สุด
กองทัพของสกุลฉู่ที่เดินทางไกลมาจากซีเจียงยิ่งไม่คาดคิดว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากกองทัพอี้จวิน ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง
ที่บริเวณไม่ไกลนอกกระโจมของแม่ทัพ มีโต๊ะกลมใหญ่สิบตัววางเรียงกันเป็แถวและจัดเป็รูปปีกอินทรีโดยมีโต๊ะหลักเป็เส้นแบ่ง
แต่ละโต๊ะมีหม้อทองเหลืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ข้างในหม้อมีน้ำแกงกระดูกต้มในน้ำมันพริกที่เดือดพล่านอยู่้า และมีอาหารหลากหลายวางอยู่จนโต๊ะเกือบจะพังลงไป ทำเอาบรรดานายทหารน้อยใหญ่ที่เห็นต่างก็ตกตะลึง
พวกเขาไม่ใช่ชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นโลก แน่นอนว่าเคยเห็นชาวบ้านใช้หม้อเหล็กต้มเนื้อกินกัน แต่การนำผักและเนื้อใส่ลงไปในหม้อเผ็ดแล้วต้มจนสุก จากนั้นกินร้อนๆ พร้อมกับน้ำจิ้มแบบนี้ ทุกคนต่างก็เพิ่งเคยได้ลองเป็ครั้งแรก
อวี้ฉือหุ่ยเห็นแม่ทัพของตนกำลังพูดคุยกับท่านแม่ทัพาุโฉู่และแม่ทัพหลายคนจากกองทัพจูโจว เห็นได้ชัดว่าไม่มีเวลาที่จะสอนวิธีการกินให้กับทุกคน ดังนั้นเขาจึงใช้ความไร้ยางอายของตนเองขยับเข้ามาสองครั้ง จากนั้นก็คีบเนื้อแกะชิ้นใหญ่ลงไปในหม้อที่กำลังเดือดจนสุก แล้วหมุนวนในถ้วยที่เต็มไปด้วยน้ำจิ้ม จากนั้นก็นำเข้าปากของตนเองอย่างมีความสุข
รสชาติของมันเผ็ดร้อนและหอมอร่อย ทำให้เขาหลับตาลงด้วยความพอใจ และไม่อยากจะกลืนลงไป
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร แม่ทัพคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ เห็นท่าทางของเขาแล้วอดใจไม่ไหว รีบใช้ตะเกียบคีบผักโขมลงไปในหม้อที่กำลังเดือด เขารอจนสุกแล้วกินเข้าไปทันที
“ไอ๊หยา ร้อนจัง เผ็ดมาก เผ็ดมาก!”
เขาหายใจแรงๆ ดวงตาและคิ้วขมวดเข้าหากัน ทำให้คนอื่นไม่สามารถบอกได้ว่ารสชาติดีแค่ไหน แต่เห็นได้ชัดว่าเขากำลังจะคีบผักลงไปในหม้ออีกครั้ง คนอื่นๆ ก็ตื่นตัวขึ้นมา และเริ่มแย่งชิงกันอย่างเต็มที่
ภายในเวลาไม่นานเสียงสูดน้ำแกงจากทุกโต๊ะก็ดังต่อเนื่องกันไปหมด
หม้อไฟหม่าล่านั้นมีเสน่ห์ตรงที่ยิ่งเผ็ดก็ยิ่งอยากกิน ยิ่งกินก็ยิ่งเผ็ด และในตอนนี้กำลังอยู่ในฤดูหนาว แม้ว่าจะมีการจุดกองไฟให้ความอบอุ่น แต่ลมเย็นก็ยังคงพัดเข้ามา
การกินหม้อไฟเผ็ดพร้อมกับดื่มเหล้าแรงๆ แบบนี้ ถือเป็ความสุขที่สุดของมนุษย์แล้ว
แม่ทัพจากทั้งสามกองทัพต่างยิ้มแย้มกันถ้วนหน้า เสียงพูดคุยกันก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ศัตรูที่เคยมีเืตกยางออกต่อกัน ตอนนี้กลับควงแขนกันดื่มเหล้าแรงๆ สองสามถ้วย กลายเป็พี่น้องร่วมรบที่พร้อมฝากชีวิตไว้เื้ั
แต่ก็มีแม่ทัพบางคนที่มีความคิดเฉียบแหลม ในขณะที่กินเนื้อและดื่มเหล้าอยู่ พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะสังเกตดูแม่ครัวที่ท่านแม่ทัพใหญ่พามาด้วย
ใน่กลางวัน นางยังเคยทิ้งทหารคนหนึ่งลงไปในบ่อน้ำเย็นเจี๊ยบจนเขาเกือบจะได้ไปเจอเยี่ยนหวังเย่ เดิมทีทุกคนคิดว่านางเป็คนที่จิตใจโหดร้าย เพราะถึงแม้หญิงสาวบ้านไหนจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีใครที่กล้าลงมือฆ่าคนได้ง่ายๆ แบบนี้
แต่ถ้าจะบอกว่านางเป็คนทะเยอทะยาน ก็อาจจะดูเกินไปหน่อย เพราะคืนนี้นางจัดการงานเลี้ยงทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ทำให้ทุกคนชื่นชม แต่นางกลับไม่ปรากฏตัวเลย หากไม่ได้เสียงดังของอวี้ฉือหุ่ยที่ไม่ลืมพูดถึงนาง ก็อาจไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ
ไม่ต้องพูดถึงแม่ทัพทั้งหลายที่กินอย่างมีความสุข และคิดในใจอย่างหนักใจ แค่พูดถึงท่านแม่ทัพาุโสกุลฉู่ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหลักพร้อมกับลูกชายคนโตและคนที่สาม เมื่อเห็นฉู่ชีซีที่กินอิ่มแล้วก็วิ่งไปอยู่ข้างล่างเวทีเพื่อให้กำลังใจกองทัพหญิง พ่อและลูกชายทั้งสามคนต่างก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
ท่านแม่ทัพาุโฉู่กลับดูสบายใจขึ้นหลังจากที่ตัดสินใจในใจว่าจะหาบุรุษคนใหม่ให้ลูกสาว ในตอนเช้าลูกชายคนที่สามของสกุลฉู่รู้สึกเป็ห่วงน้องสาวที่ซื่อสัตย์และโง่เขลาของตน ยามนั้นเขายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนและเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแม่นางติงคนนั้นไม่ใช่หญิงสาวชาวนาธรรมดาทั่วไป กลยุทธ์ที่ใช้ในการข่มขู่ของนางนั้นชำนาญและยอดเยี่ยม ในอนาคตหากใครในค่ายนี้คิดร้ายต่อนางก็คงต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่าจะต่อกรกับนางได้หรือเปล่า
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือท่านแม่ทัพใหญ่ลงโทษทหารที่ขัดคำสั่ง ชมเชยและปลอบโยนกองทัพหญิง แต่กลับไม่พูดถึงแม่นางติงนี้เลยสักคำ ราวกับว่าสิ่งที่นางทำเป็เื่ที่สมควรแล้ว แม้ว่าจะเป็การล้ำเส้นไปลงโทษทหารที่ทำผิดในค่ายที่มีลำดับชั้นเข้มงวดนี้ก็ตาม
ไม่ว่าจะคิดอย่างไร หญิงสาวคนนี้ก็ไม่ใช่หญิงสาวชาวไร่ธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อมองดูน้องสาวของตนแล้ว นอกจากชาติกำเนิดและรูปลักษณ์ น้องสาวของเขาดูเหมือนจะไม่มีข้อได้เปรียบอะไรเลย นางจะสามารถเอาชนะหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างท่านแม่ทัพใหญ่ใน่เวลาที่ยากลำบากได้จริงๆ หรือ?
ส่วนพี่ชายคนโตสกุลฉู่ยังคงเงียบขรึม เขายกมือเทเหล้าให้กับน้องชาย และพูดเกลี้ยกล่อมว่า “ไม่ต้องกังวลไป น้องสาวของเรามีบุญวาสนา อนาคตก็ค่อยๆ ดูกันไป”
ลูกชายคนที่สามของสกุลฉู่พยักหน้าพร้อมถอนหายใจในใจ แล้วหันไปชนแก้วกับแม่ทัพที่อยู่ข้างๆ แน่นอนว่าเขาไม่ได้เห็นเงาไฟที่สะท้อนอยู่บนใบหน้าของพี่ชายคนโตที่ดูคลุมเครือ ทำให้เกิดบรรยากาศที่แปลกประหลาดเพิ่มขึ้นสามส่วน…
กองทัพทั้งสามในค่ายทหารมีความสนุกสนานดำเนินไปตลอดทั้งคืน
รุ่งเช้าของวันถัดมา เหล่าทหารยังคงฝึกซ้อมตามปกติ และกองทัพหญิงก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน นอกจากกลุ่มเล็กๆ ที่ต้องเข้าเวรทำอาหารเช้าให้เหล่าทหาราเ็แล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ถือหอกยาวฝึกซ้อมท่าทางการโจมตีขั้นพื้นฐาน
ติงเหว่ยแบกอันเกอเอ๋อร์ที่กำลังหาวเดินมาพร้อมกับอวิ๋นอิ่งท่ามกลางลมหนาวจากที่ว่าการ ทำให้เหล่าทหารหญิงต่างใและรีบเข้ามาถามไถ่ “แม่นางติง ถ้ามีธุระก็ให้คนส่งข่าวมาก็ได้ ทำไมถึงต้องแบกอันเกอเอ๋อร์มาในขณะที่อากาศหนาวขนาดนี้ด้วย?”
“นั่นสิเ้าคะ หากถูกลมหนาวพัดจนไม่สบาย ไม่ใช่เื่เล่นๆ เลยนะเ้าคะ”
“เ้าเด็กคนนี้ั้แ่เมื่อวานก็ติดแม่มากเป็พิเศษ ตื่นมาก็จับตัวข้าไว้ไม่ยอมให้ไปไหนก็เลยต้องพามาด้วย” ติงเหว่ยพูดพร้อมกับปลดลูกชายที่ใส่เสื้อกันหนาวจนตัวกลมออกมาพลางถอนหายใจด้วยความจำใจ จากนั้นนางก็ถามต่อว่า “อวิ๋นหยาอาการดีขึ้นบ้างไหม?”
“ดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ เมื่อครู่นางยังกินโจ๊กหมดไปชามหนึ่งเลย!”
ทุกคนคุยกันไปก็เดินเข้ามาในกระโจม อวิ๋นหยากำลังนั่งเย็บผ้าอยู่บนเตียง หน้าตาของนางยังดูซีดอยู่เล็กน้อย แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับเมื่อวาน
ติงเหว่ยแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นนางก็พูดถึงเหตุผลที่มา “อวิ๋นเอ๋อร์ อันเกอเอ๋อร์ของข้าโตขึ้นทุกๆ วัน แม่นมของเขาถูกทิ้งไว้ที่จวน และอวิ๋นอิ่งที่อยู่กับข้าก็ต้องเข้าไปที่ค่ายบ่อยๆ ตอนนี้ข้าก็เลยขาดคนช่วยดูแล ถ้าเ้าไม่รังเกียจว่าอันเกอเอ๋อร์ดูแลยาก ต่อไปเ้าก็อยู่ข้างกายข้า ดีไหม?”
อวิ๋นหยายังคงฟังอย่างตกตะลึง นางคิดว่าติงเหว่ยแค่มาขอให้ช่วยดูแลลูกของนางไม่กี่วัน
