แม้นทั้งสองจะอยู่โลกมนุษย์มานาน แต่การเดินทางออกจากคฤหาสน์จันทร์มืดนั้นหาได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ถ้าไม่เดินทางไปภพอื่น หรือไปสำนักจักเก้ายุตกรา ทั้งสองก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ด้วยกันอยู่ที่คฤหาสน์สกุลเ้า ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็เหมือนการเดินทางครั้งแรกๆ ในภพมนุษย์ของทั้งสอง และจริงๆ แล้วมันก็เป็แค่การเริ่มต้นเดินทางสู่อีกหลายที่ในอนาคต
“ที่นี่ช่างรกและเหมือนป่าดงดิบมาก อีกทั้งสัตว์ร้ายเยอะแยะมากมาย มิน่าถึงหามีมนุษย์เหยียบก้าวเข้ามาแถวนี้ ดูนั่นสิ ดอกไม้กินคน โอ๊ย! นี่ข้าอยู่ในตำราหนังสือการผจญภัยเล่มใด” เ้าวั่งซูเอ่ย
“อืม! ผู้คนลือว่าหมู่บ้านต้องสาปนั้นน่ากลัว บรรยากาศมืดมัวเต็มไปด้วยุ์ แต่จริงแล้วทุกๆ คนล้วนคืุ์ที่มีจิตใจงดงาม และ หมู่บ้านชุนเทียนก็เป็สถานที่ที่งดงาม และสงบมากเมื่อเทียบกับนอกหมู่บ้านแห่งนี้” ฮวาเฟยฟาเอ่ยกินลมชมวิว ในขณะที่ก็มีต้นโกงกางั์ที่พยายามสะบัดน้ำพิษมาใส่นักเดินทางทั้งสี่ ไป่ชิงหลงเปล่งตาสีน้ำเงินสร้างเกราะหุ้มคนทั้งสี่ไว้ และ ทั้งสี่ก็ค่อยๆ เดินหน้าต่อไป แต่นี่คือหุบเขาลูกแรกยังต้องผ่านอีกสี่ลูกถึงจะถึงบริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านิหยวน
“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราจะไม่เลยหมู่บ้านนั่น” เ้าวั่งซูเอ่ยถามพร้อมเอามือปาดเหงื่อจากความอบอ้าวของผืนป่าแห่งนี้
“ข้าว่าถ้าพวกเราได้เจอป่าต้นไม้แห่งการเวียนว่าย (ยูหลกโฮ่ว) นั่นก็คงเป็สัญญาณที่ดีแล้วหล่ะ ว่าหมู่บ้านิหยวนก็อยู่ไม่ไกล” ฮวาเฟยฟาเอ่ยอมยิ้ม
ทั้งสี่ยังเดินต่อไปเรื่อย มีนั่งพัก ชมนกชมไม้ กันระหว่างทาง จากป่าที่รกและดงดิบมากก็เริ่มเป็ป่าที่โปร่งขึ้นเริ่มมีแม่น้ำลำธาร ทุ่งหญ้า มีสิงสาราสัตว์มากมาย บรรยากาศโปร่งสว่าง ทั้งสี่เดินทางไป พูดคุย ขับร้องเพลง และนั่งพักตามทาง ตามริมแม่น้ำ ยามค่ำคืนก็ก่อกองไฟ หุงหาอาหาร นอนดูดาว เ้าวั่งซูเป่าซวินดำสิบสองซุ่น ในขณะที่ ฮวาเฟยฟาก็ดีดผีผาเสียงประสานกัน ท้าหมู่แสงดาว ตื่นเช้าก็หุงหาอาหาร และเริ่มออกเดินทาง เดินทางมาวันแล้ววันเล่า ก็เริ่มเข้าสู่ป่าที่มีบรรยากาศแปลกๆ มืดครึ้ม ในบรรยากาศเต็มไปด้วยหมอกควัน และต้นไม้ก็ต้นใหญ่และมีหนาม
“มนต์กระจายหมอกควัน หมอกจงหายไป” เสียงเ้าวั่งซูดังขึ้น แต่เมื่อพลังเวทย์ของเ้าวั่งซูปัดกระจายหมอกออกไปได้พักเดียว หมอกก็เริ่มก่อตัวหนาขึ้นอีก
“ข้าว่าตรงนี้ดูบรรยากาศแปลกๆ และพวกเราไม่สามารถเห็นศัตรูได้เลย ชิงหลงเ้าจงสร้างมนต์คุ้มกัน” ฮวาเฟยฟาเอ่ย ชิงหลงตาสว่างวาบเปล่งแสงสีน้ำเงินสร้างเกราะคุ้มกันทั้งสี่ไว้ ทั้งสี่เดินต่อไป ผ่านบริเวณที่เปนดินลูกรัง ดินเปียกชื้น และบริเวณที่เป็หนองน้ำ เป็บริเวณที่เดินทางยากลำบากมาก เดินมาหลายชั่วยามก็ยังไม่มีท่าทีจะพบทางออกจากป่า
“เ้าได้ยินไหม เสียงนั่น เสียงร้องไห้ดังมาจากไหนกัน” เ้าวั่งซูเอี้ยหูฟังพร้อมเรียกให้ฮวาเฟยฟาช่วยมองหา เสียงเหมือนเด็กร้องไห้ ดังมาจากทิศโน้น ทั้งสี่เหาะลอยขึ้นมุ่งหน้าตรงไปยังที่มาของเสียง ก็พบต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า มีหนามแหลมคม แผ่กิ่งก้านไปบริเวณกว้าง ภายใต้ต้นไม้ยังมีรากที่เป็โพรงขนาดใหญ่ดำมืด
“เสียงมาจากตรงนั้น ไปกัน” ฮวาเฟยฟาเอ่ย ทั้งเกาะพุ่งตรงไป แสงสีแดงสว่างวาบขึ้นบนกลางหน้าผากหลิ่งกวางส่องแสงชี้นำเข้าไปในโพรง เ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาจุดไฟสว่างขึ้นในมือ ทั้งสี่เหาะตรงเข้าโพรงดำมืดใต้ต้นไม้ ตามลำแสงสีแดงที่นำสู่ที่มาของเสียง เมื่อสิ้นสุดตรงปลายลำแสงก็พบเป็เด็กน้อย นั่งชันเข่ากอดเข่าอยู่ พร้อมกับ เสียงสะอื้นและคราบน้ำตาไหลออกมามากมาย
“นี่เ้าหนูน้อยเป็ใคร ทำไมถึงมานั่งอยู่ตรงนี้” ฮวาเฟยฟาเข้าแตะบ่าเด็กน้อย แต่เสียงสะอื้นนั้นก็ยังไม่หยุดลง จนกางน้อยตาใสแป๋วะโจากบ่าวั่งซูไปเกาะไหล่เด็กน้อยและเลียน้ำตา เด็กน้อยคนนั้นถึงค่อยเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นหน้าที่สกปรกมอมแมมไปด้วยคราบดำแต่พวงแก้มก็ยังเป็สีชมพูระเรื่อ เด็กน้อยสะอึกสะอื้นแง้มหน้ามองกวางน้อยและเริ่มอมยิ้ม “เ้าชื่ออะไร เ้าคือจิ้งจอกหรอ” “แม๊ว”
“ใช่ นี่คือจิ้งจอกดำเก้าหางชื่อหลิ่งกวางเ้าจับมันได้นะ” เ้าวั่งซูเอ่ย เด็กน้อยยื่นมือมาจับตัวหลิ่งกวางน้อยไปโอบกอดไว้ที่อก “ขนเ้านุ่มมากและหางเ้าก็งดงาม”
“เด็กน้อยเอ๋ย อย่าได้กังวลพวกข้าไม่ใช่ศัตรู เพียงเดินทางมาทางนี้เพื่อไปหมู่บ้านิหยวน แต่เผอิญได้ยินเสียงร้องจึงตามเสียงมาจนเจอเ้า เกิดอะไรขึ้นพอจะเล่าให้พวกเราฟังได้ไหม” เ้าวั่งซูเอ่ย
“ข้า ข้าชื่อ ซือเซียง บ้านข้าอยู่หมู่บ้านถัดไปจากเขาลูกนี้อีกสองลูก” เด็กน้อยพูดในขณะที่แขนก็โอบกอดหลิ่งกวางเอาไว้ในอ้อมอกตัวสั่นเทาน้ำตารื้นเปื้อนบนใบหน้า
“นั่นไกลมากเลยนะ แล้วเ้าป็นเด็กตัวเล็กๆ ลำพังทำไมถึงเดินทางมาไกลขนาดนี้ เพียงลำพัง ท่านพ่อท่านแม่เ้าไปไหน” เ้าวั่งซูเอ่ย น้ำตาและเสียงสะอื้นจากเด็กน้อยก็เริ่มดำเนินพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง
“อ๋า! นี่ข้าพูดอะไรผิดไปกันนี่” เ้าวั่งซูทำหน้าใ ฮวาเฟยฟาที่ยืนอยู่ข้างๆ มองคนรักแบบอ่อนโยน และเริ่มเป็ฝ่ายถามเด็กน้อยเอง
“แสดงว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับพ่อของเ้าใช่ไม๊ ซือเซียง ไหนเล่าให้พวกข้าฟัง บางทีพวกข้าอาจช่วยเ้าได้” ฮวาเฟยฟาผายมือในอากาศเกิดเป็สายรุ้ง เมฆ และทิวทัศน์งดงาม เพื่อเปลี่ยนอารมณเด็กน้อยเบิกบาน ซีเซียงมองสายรุ้ง และก้อนเมฆแบบตระการตาและลืมร้องไห้ในบัดดล
“นี่พวกท่านเป็เทพที่อารักษ์ป่าใช่ไม๊? ถ้างั้นพวกท่าไนด้โปรดช่วยข้าด้วย!” เด็กน้อยรีบก้มคุกเข่าลงพื้นเคารพ ฮวาเฟยฟาเอามือทั้งสองเข้าช้อนตัวเด็กขึ้นมาบนตักอย่างอ่อนโยน “ไหนๆ เล่ามาสิ เกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่เ้า” เด็กน้อยนั่งบนตักและมองใบหน้างามของเฟยฟาและทำตาวาวเป็ประกายถึงความงดงามของเทพที่อยู่ตรงหน้า
“ปกติข้าอยู่กับท่านแม่สองคน ส่วนท่านพ่อเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เมื่อเดือนก่อน มีสิ่งชีวิตแปลกประหลาดมาที่หมู่บ้าน ท่านแม่ซ่อนข้าไว้ในโอ่งข้าวสารเจาะรู ข้าเห็นปีศาจรูปร่างประหลาดนั่นดูดกลืนแม่ข้าไปต่อหน้าต่อตาข้า เมื่อทุกอย่างสงบ ข้าไม่รู้ต้องทำอย่างไร แต่ข้าจำได้ว่าท่านแม่เคยเล่าให้ข้าฟังถึงต้นไม้ที่สามารถชุบชีวิตได้ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึกลับแห่งนี้ ข้าเลยเดินทางมาที่นี่เพียงลำพัง แต่ที่นี่น่ากลัวเหลือเกิน ข้าเดินหนีสัตว์ร้ายมาหลบอยู่ในนี้ และ ไม่รู้ว่าต้นไม้นั้นหน้าตาเป็อย่างไร และมีจริงไหม ข้าโดนสัตว์ร้ายนั่นต้อนมาอยู่ในถ้ำใต้ต้นไม้แห่งนี้ และสิ้นหวังจนพวกท่านมา” ทั้งสองมองหน้ากันแบบเข้าใจทันทีว่าปีศาจที่เด็กน้อยพูดถึงนำเอาิญญาของแม่ไป คือ ุ์ ทั้งสองมองหน้ากันอย่างเศร้าใจ
“ต้นไม้ที่เ้าว่าคือต้นยูหลกโฮ่ว มันคือต้นไม้คืนิญญา พวกมันไมได้อยู่ที่นี่หรอก แต่ถ้าอยู่พวกเราก็คงมองไม่เห็นมัน ต้นไม้โบราณนั่นคงโดนซ่อนพรางตาไว้ แต่พวกข้าคิดว่ามันน่าจะต้องเป็ป่าที่ถัดออกไป และใช้มนต์ปัดกำบังก็น่าจะเห็นมันได้ แต่มันใช้ทำอะไรไม่ได้นอกจากผู้ที่รู้วิธีนำมันมาใช้”
“ใช่! พวกเรากำลังไปที่หมู่บ้านิหยวน ที่ผู้คนส้รางสิ่งที่เ้า้าจากต้นยูหลกโฮ่ว เ้าไปกับพวกข้านะ จะได้ปลอดภัย” เ้าวั่งซูพูดเสียงเศร้าพร้อมยื่นมือมาซับน้ำตาและลูบหัวเด็กน้อย ซือเซียงพยักหน้าพร้อมมองหน้าคมเข้มดวงตาสีเทาหล่อลึกลับของเ้าวั่งซูสักพักพร้อมทำตาหวาดกลัว และหันหน้าเข้าซุกฮวาเฟยฟาอีกรอบ “เอ๊ะ! นี่เ้ากลัวข้างั้นหรอ เด็กนี่” ทั้งสี่พากันหัวเราะ และค่อยเดินกลับออกมาสู่ทางเดิม
