เล่มที่ 6 บทที่ 162 อสุรกาย
“ที่แท้เคราะห์อัสนีชำระกายและเคราะห์ไฟชำระจิติญญาก็เป็เช่นนี้นี่เอง…”
หลินเฟยรู้สึกได้ว่าหลังจากผ่านทั้งสองเคราะห์มาได้แล้ว ทุกอย่างก็ล้วนไม่เหมือนเดิม บัดนี้ทั้งกายเนื้อและจิติญญาได้หลอมรวมกันเป็หนึ่ง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่ใช่แค่พลังที่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น…
หากจะให้พูดว่ามีอะไรแตกต่างจากเดิมบ้างนั้น ก็อาจจะเรียกได้ว่าราวกับบรรลุธรรมเลยทีเดียว เพราะสิ่งต่างๆที่เมื่อก่อนยังไม่เข้าใจ ก็พลันเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นมา สิ่งที่เมื่อก่อนไม่ได้ยิน ก็พลันได้ยินขึ้นมาอย่างชัดเจน สิ่งที่เมื่อก่อนมองไม่เห็น บัดนี้ก็เห็นขึ้นมา…
เช่น ขณะนี้กำลังมีบางอย่างคืบคลานออกมาจากกำแพง…
หลินเฟยยกยิ้มเ็า สองเท้าก็ย่างกรายพร้อมกับโคจรพลังของมิ่งหุนเคราะห์สอง ทันใดนั้นก็มีแรงกดดันราวกับมือั์กดทับลงมา ไม่นานกำแพงก็ทลายลงเกิดเป็เสียงดังกัมปนาท หลินเฟยเอื้อมมือเข้าไปคว้าเงาสายนั้นอย่างรวดเร็ว…
ทว่าพริบตาเดียวก็มีลำแสงสีดำพุ่งตามแนวพื้นเข้ามา…
ลำแสงสีดำพุ่งเข้ามาประชิดที่ด้านหลังของหลินเฟย เพียงครู่เดียวมันก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน หมอกควันสีดำลอยขึ้นก่อนจะรวมตัวกลายเป็กรงเล็บปีศาจอันแหลมคมขนาดครึ่งฉื่อ จากนั้นก็จ้วงเข้ามาบริเวณด้านหลังอย่างรวดเร็ว…
บัดนี้กำแพงที่ซ่อนตัวก็แตกละเอียดไปหมดแล้ว อสุรกายตนนั้นจึงไม่อาจคงสภาพได้อีกต่อไป มันบิดเบี้ยวจนมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ก่อนจะโฉบผ่านชิ้นส่วนกำแพงที่แตกละเอียดโดยไว และบางครั้งก็ชนเข้ากับเศษชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่ขวางกั้นอยู่จนทะลุผ่านไปได้…
ด้วยความรวดเร็วที่ยากจะไล่ตามทัน ทำให้เห็นเพียงลำแสงสีดำพุ่งชนทะลุไปทั่วเศษซากกำแพง ไม่มีอะไรสามารถสกัดขวางกั้นได้แม้แต่น้อย
หลินเฟยหรี่ตามองไปยังลำแสงที่พุ่งทะลุไปมา ก่อนจะเริ่มโคจรพลังเพื่อปลดปล่อยปราณกระบี่สายหนึ่ง หลังจากปราณกระบี่ปรากฏขึ้นมา มันก็แตกกระจายในทันที กระทั่งกลายเป็สายฝนพุ่งตรงไปยังเบื้องหน้า
ครู่ต่อมาก็ปลดปล่อยปราณกระบี่อิ๋นเหวินตามไปติดๆ ทันใดนั้นกระแสไอเย็นก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แม้แต่อากาศยังเกือบจะถูกแช่แข็งไปด้วย ทุกสิ่งที่ปราณกระบี่อิ๋นเหวินพาดผ่าน ล้วนถูกแช่แข็งกลายเป็ปราการน้ำแข็งอันโปร่งใส
ในตอนนี้ปราณกระบี่อิ๋นเหวินมีมนต์สะมากถึงสามสิบสาย ทำให้มีพลังรุนแรงกว่าเก่า ชั่วขณะที่โฉบผ่านกรงเล็บปีศาจ ก็แช่แข็งจนมีแผ่นน้ำแข็งชั้นบางปกคลุมทั่วทั้งกรงเล็บ ไม่นานชั้นน้ำแข็งก็แตกออกมา ก่อนที่กรงเล็บปีศาจจะสลายกลายเป็หมอกควันดำตามเดิม…
ชั่วขณะที่กรงเล็บปีศาจสลายไป เบื้องหน้าที่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งจ้าง ก็มีควันดำสายหนึ่งผุดซึมขึ้นมา รวมตัวจนกลายเป็ร่างอสุรกายที่เป็เพียงเงาเลือนราง บัดนี้มันกำลังมองมาด้วยรอยยิ้มแสนอัปลักษณ์ พริบตาต่อมากรงเล็บอันแหลมคมของมันก็พุ่งเข้ามา หมายจะจ้วงเข้าไปยังอกของหลินเฟย…
เพียงครู่เดียวก็มีเสียงผ้าฉีกขาดดังขึ้นมา ในตอนนี้เสื้อตัวหนาของหลินเฟยถูกฉีกกระชากจนเสียหาย ทั้งตัวของเขาก็ลอยกระเด็นออกไปนับสิบจ้าง กระแทกเข้ากับเศษซากกำแพง อีกทั้งบนหน้าอกยังมีรอยกรงเล็บปีศาจสีดำประทับอยู่อีกด้วย…
หลินเฟยดีดตัวลุกขึ้นคุกเข่าบนพื้น บัดนี้ใบหน้าของเขาซีดขาวราวกับกระดาษ แววตามีความใแฝงอยู่ อสุรกายตนนี้เป็เงาสายหนึ่งที่ลอยไปลอยมาราวกับหมอกควัน ไม่มีแม้แต่กายเนื้อ คล้ายกับอสุรกายที่มีขั้นบำเพ็ญที่ต่ำสุดก็ว่าได้…
แต่พลังเมื่อครู่ทั้งขนาบหน้าหลังกลับสมจริงยิ่งนัก มีเพียงอสุรกายขั้นกุ่ยหวังเท่านั้นที่มีเสิ่นทงอวตารร่าง สามารถแบ่งพลังส่วนหนึ่งออกไปได้
ทางหนึ่งก็อวตารเป็กรงเล็บปีศาจพุ่งทำร้ายจากด้านหลัง ส่วนอีกทางก็กลายเป็เงาอันเลือนรางพุ่งทะลุเศษซากกำแพงไปมา สุดท้ายก็เข้าพุ่งโจมตีทั้งด้านหน้าและด้านหลังไปพร้อมๆกัน…
“เ้าคือหลินเฟยสินะ ข้าต้องขอบคุณเ้าด้วยซ้ำที่ได้สังหารอสรพิษเกล็ดงู…” อสุรกายหัวเราะเสียงดัง ขณะที่พูดเงาอันเลือนรางนั่นก็ลอยไปลอยมา
หลินเฟยใจกระตุกทันที ตอนแรกคิดว่าอาจจะเป็คนของสำนักโยวิเสียอีก แต่ดูท่าคงจะไม่ใช่เสียแล้ว อสุรกายตนนี้ถึงกับดักซุ่มรอจนฝ่าด่านสำเร็จถึงจะลงมือ หากมองเผินๆ ตอนนี้อาจจะมีพลังกล้าแกร่งขึ้นก็จริง แต่ตอนนี้ก็เป็่เวลาที่อ่อนแอที่สุดเช่นกัน การซุ่มโจมตีตอนนี้จึงถือว่ามีโอกาสสำเร็จอยู่มาก…
“เ้าเป็ใคร?” หลินเฟยอยู่ในท่ากำลังกึ่งคุกเข่าบนพื้น เพราะถูกแรงอัดกระแทกรุนแรงจึงทำให้มือของเขาสั่นเล็กน้อย
หากพูดถึงอสรพิษเกล็ดงู ก็จะต้องหมายถึงลูกสมุนของอสุรกายกุ่ยหวังแน่นอน แถมอสุรกายตนนี้ยังเก่งเื่การซุ่มโจมตีอีกด้วย ดูท่าคงจะมีพลังใกล้จะบรรลุกุ่ยหวังแล้วแน่ๆ…
“มอบของออกมาซะ ในฐานะที่เ้าสังหารอสรพิษเกล็ดงูข้าจะใจดีให้เ้าตายอย่างไม่เ็ป”
“ของอะไร” หลินเฟยได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าทันที คิ้วทั้งสองขมวดแน่น พยายามฝืนกลั้นต่อความเ็ปก่อนจะเอ่ยถามออกไป
“อย่างน้อยก็ควรบอกรายละเอียดก่อนสิ…”
น่าเสียดายที่เ้าอสุรกายไม่คิดจะพูดให้มากความ มันสลายกลายเป็กรงเล็บปีศาจอีกครั้ง ทันใดนั้นไออสูรเข้มข้นก็แพร่กระจายออกมา ก่อนจะพุ่งตรงไปยังหลินเฟย…
หลินเฟยส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความเสียดาย
“เดิมคิดว่าจะน่าจะได้เบาะแสอะไรหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่าเ้าเองก็จะไม่รู้เช่นกัน…”
ขณะที่พูดก็ถอยร่นไปด้านหลังด้วยความรวดเร็ว ปลดปล่อยปราณกระบี่ซีรื่อออกมา จากนั้นก็มีลำแสงดุจแสงตะวันสายหนึ่งปรากฏขึ้นความมืดหม่นทั้งปวงพลันสลายไปจนสิ้น ปราณกระบี่ซีรื่อแทงทะลุกรงเล็บปีศาจและหว่างคิ้วของมันเข้าไปเต็มๆ
จึงเกิดเป็เสียงดังสนั่นขึ้น ทว่าพริบตาต่อมาก็มีเสียงร้องโหยหวนของอสุรกายดังขึ้นตามมาอีก ร่างอันเลือนรางแตกสลายกลายเป็หมอกควันดำทันที เพียงสามอึดใจผ่านไปเท่านั้น พวกมันก็รวมตัวกันอีกครั้ง เกิดเป็ร่างเงาอสุรกายขึ้นมา…
“เดิมคิดอยากจะให้ตายอย่างไม่เ็ป แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้วล่ะ!” อสุรกายตนนั้นคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว เกือบถูกหลอกแล้ว เดิมคิดว่าเ้ามนุษย์ผู้นี้าเ็สาหัส แต่ที่ไหนได้กลับแสร้งทำเท่านั้น หากไม่ได้มีพลังเกือบบรรลุขั้นกุ่ยหวังละก็ คงได้ตายภายใต้ปราณกระบี่นั่นไปแล้ว…
ร่างอสุรกายเพิ่งจะรวมตัวกันได้ไม่นาน หลินเฟยก็สะบั้นปราณกระบี่ซีรื่ออีกครั้ง ทำให้ร่างของอสุรกายไม่สามารถรวมตัวจนสมบูรณ์ได้ ทุกครั้งที่สะบั้นปราณกระบี่ซีรื่อออกไป พลังอันร้อนแรงดุจแสงตะวันก็สะบั้นตัดทำลายพลังอสุรกายไปส่วนหนึ่งเลยทีเดียว ต่อให้มีตบะกล้าแกร่งแข็งไหน ก็ไม่อาจสำแดงพลังได้อีก
“ตอนนี้จะยอมพูดได้หรือยัง ว่ามันคืออะไรกันแน่?” หลินเฟยบงการให้ปราณกระบี่ซีรื่อลอยอยู่เหนือหัวอสุรกาย หากตุกติกนิดเดียว ก็จะสะบั้นลงไปทันที นอกจากนี้ปราณกระบี่อิ๋นเหวินยังบินวนอยู่รอบๆ แช่แข็งรอบหน้าให้เป็ปราการแ่า ป้องกันไม่ให้มีโอกาสหนี
ร่างอสุรกายที่เป็เงาอันเลือนรางนั้นหลังจากถูกสะบั้นไปสองครั้ง ก็ะเิหัวเราะออกมา
“เ้าประเมินข้าต่ำไปแล้ว!”
เมื่อสิ้นเสียงเงาอันเลือนราง มันก็แตกสลายกลายเป็หมอกควันดำแพร่กระจายไปทั่ว…
ไม่นานหมอกควันที่แพร่กระจายก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีเสียงคำรามต่ำดังมาเป็ระยะ จากนั้นก็มีกรงั์ขนาดใหญ่พุ่งโจมตีเข้ามาเต็มๆ…
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
