เสิ่นม่าน “…”
ข้าเห็นแล้ว เ้าไม่ต้องเสแสร้ง
ใครบางคนยังคงเอ่ยกับนางอย่างมีเหตุผลเต็มที่ “มองอะไร? รีบมาพยุงข้าสิ ข้าเจ็บขา!”
เสิ่นม่านมองบนใส่เขา นางตบก้นแล้วจากไปโดยไม่สนใจ แต่คังเฟิ่งหยาที่อยู่ด้านหลังกลอกตาไปมา จู่ๆ ก็ร้องไห้เสียงดัง
ขณะที่ร้อง อีกด้านหนึ่งก็จะโผเข้าหาหนิงโม่ แล้วยังไม่ลืมกระชากเสื้อผ้าของตนเองออกอีกด้วย “ฮือๆ ช่วยด้วย! อาจารย์หนิงลวนลามผู้หญิง! ใครก็ได้ ข้าไม่มีหน้าจะมีชีวิตอยู่แล้ว…”
เสิ่นม่านกับหนิงโม่ที่ตกตะลึง: ทำเช่นนี้ก็ได้หรือ?
แทบจะในชั่วพริบตา หนิงโม่พุ่งมาทางเสิ่นม่าน คังเฟิ่งหยาที่อยู่ด้านหลังไม่ได้ััแม้กระทั่งชายเสื้อเขา
หนิงโม่ตบบ่าของเสิ่นม่านและเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง “ญาติผู้น้อง ที่เหลือขอยกให้เป็หน้าที่เ้า!”
พูดจบเขาก็พลิ้วตัวถือไม้ค้ำเหาะข้ามกำแพงไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ไม่เจ็บขาแล้วหรือ?!
คังเฟิ่งหยาทึ่งจนลืมร้องไห้ “…”
ั้แ่เห็นภาพน่าทึ่งของคนสองคนนี้ เสิ่นม่านก็อ้าปากค้างมาตลอด
เพิ่งจบการสัมภาษณ์งาน ชาวบ้านยังไม่ทันไปไหนไกล เมื่อได้ยินเสียงก็ตามมาดูความครึกครื้น
คังเฟิ่งหยากัดฟันกรอดนั่งลงริมกำแพง นางนั่งขัดสมาธิและร้องไห้โฮ
“ฮือๆๆ ข้าไม่มีหน้าจะอยู่ต่อแล้ว… หนิงโม่คือสัตว์ป่า! เขาลวนลามข้า แล้วยังคิดหนี… ฮือๆ แม้ข้าจะไม่ใช่บุปผาไร้มลทิน แต่ก็ไม่อาจรับการปฏิบัติเช่นนี้ได้…”
นางร้องไห้อย่างโศกเศร้า ไม่นานนักก็มีคนกลุ่มใหญ่มาห้อมล้อม
ครั้นแล้ว… ฝูงชนที่มุงดูกลับเห็นเพียงเสิ่นม่านและคังเฟิ่งหยาที่แต่งตัวไม่เรียบร้อยกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น ทุกคนถึงกับมึนงง
“นังหนูแซ่คัง เ้าร้องไห้ทำไม? อาจารย์หนิงลวนลามเ้าอย่างไร แล้วตัวเขาล่ะ?”
“นั่นสิ ทุกคนไม่เห็นตัวเขา เ้าร้องไห้ตรงนี้จะมีประโยชน์อะไร? ปกติอาจารย์หนิงสำรวมและรู้มารยาท ไม่เหมือนคนที่จะลวนลามผู้หญิง!”
เนื่องจากขาดตัวละครสำคัญไป ถึงคังเฟิ่งหยาจะร้องไห้อย่างน่าสงสารเพียงใด คนรอบข้างก็เพียงกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ
คังเฟิ่งหยาได้ยินเช่นนั้นก็ร้องไห้หนักกว่าเดิมและเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย “ก่อนหน้านี้ข้าก็คิดเหมือนพวกท่าน”
“ตอนบ่ายข้าออกจากบ้านไปเก็บฟืนไว้ใช้ทำอาหารค่ำ ใครจะรู้ว่าเจอกับอาจารย์หนิงเข้าที่นี่! เขาถามข้าว่าออกมาทำอะไรคนเดียว จากนั้นก็ค่อยๆ เข้ามาใกล้และเริ่มถอดเสื้อผ้าข้า…”
“แม้ว่าข้าจะมาจากค่ายโจรสี่ั แต่ก็เป็ลูกสาวที่มีครอบครัว ไม่ยอมทำเื่เสื่อมเสียกับเขา! ใครจะรู้ว่า… เขากลับคิดขืนใจข้า!”
“ข้าอับจนหนทาง จึงได้แต่ร้องะโให้คนมาช่วย… พอเขาได้ยินก็หายตัวไปทันที แล้วยังคิดให้ญาติผู้น้องเอาเงินมาปิดปากข้า!”
เสิ่นม่านที่ถูกกล่าวถึงแบบไม่เอ่ยชื่อ “…”
ล้ำเลิศ! ล้ำเลิศยิ่งนัก!
ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ผู้หญิงคนนี้ปั้นเื่จากดำเป็ขาว ช่างน่าอัศจรรย์ กระทั่งจิ๋นซีฮ่องเต้ยังอยากคลานออกจากสุสานมาชูนิ้วโป้งให้!
แต่ก็ยังมีช่องโหว่อยู่เพียบ ตรงจุดนี้สมควรถูกวิจารณ์ ญาติผู้พี่บ้านไหนมาลวนลามผู้หญิง แล้วยังพาญาติผู้น้องมาเป็ผู้ชมอีก?
เสิ่นม่านกระแอม โบกมือให้ทุกคนอย่างไม่ใส่ใจ “แยกย้ายกันได้แล้ว ผู้หญิงคนนี้มีโรคฟุ้งซ่าน”
คังเฟิ่งหยารู้สึกเหมือนถูกหักหน้า จึงร้องตัดพ้อด้วยใบหน้าโศกเศร้า
“เสิ่นม่านเหนียง! เหตุใดจึงช่วยคนในครอบครัวเ้าเหยียดหยามข้า? มโนธรรมของเ้าไปไหนหมดแล้ว?!”
บรรดาฝูงชนที่มุงดูก็มีบางคนที่ไร้สมอง จึงอดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบ “คังเฟิ่งหยาหน้าตาก็ไม่เลว อาจารย์หนิงคงไม่ได้… ทำอะไรนางจริงๆ หรอกนะ?”
“ดูนางร้องไห้โศกเศร้า เื่นี้คงจะจริง…”
เสิ่นม่านแคะหูทำหน้ารำคาญ น่าขำสิ้นดี!
เ้าสุนัขหนิงโม่กล้าเมินเฉยกับสาวงามเป็เลิศอย่างนาง แล้วจะเฝ้าคะนึงหาคังเฟิ่งหยาหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่นางเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตา!
เสิ่นม่านอดไม่ได้ที่จะปรบมือ “คังเฟิ่งหยา เ้าคิดว่าทุกคนเป็คนโง่หรือ? ญาติผู้พี่ข้าลวนลามเ้า หลักฐานล่ะ? แค่เสื้อผ้าเ้าไม่เรียบร้อยและร้องไห้น่าสงสารก็ตัดสินกันได้เลยหรือ?”
“ข้า… ข้าพูดเื่จริง! ข้าเป็สตรีที่ยังไม่ออกเรือน ใครจะกล้าเอาเื่เสื่อมเสียของตนมาล้อเล่น?!”
“ใช่แล้ว ข้าเองก็สงสัย สตรีใดจะกล้าเอาเื่เสื่อมเสียมาล้อเล่น? นอกเสียจากว่านางอยากจะเดิมพัน ลากเอาชื่อเสียงของคนอื่นให้เหม็นโฉ่ไปพร้อมกัน!”
“อะไรกัน ญาติผู้พี่ข้ารูปโฉมหล่อเหลาเลยสมควรถูกเ้าทำให้ป่นปี้หรือ? ลูกไม้นี้ของเ้าเยี่ยมเหลือเกิน เพื่อที่จะได้แต่งกับญาติผู้พี่ของข้า ถึงกับทำลายชื่อเสียงของเขาได้อย่างไม่เสียดาย คิดจะกดดันเขาให้ต้องไปสู่ขอเ้าใช่ไหมล่ะ?”
“เ้าแผนการล้ำเลิศนัก แยบยลถึงเพียงนี้!” เสิ่นม่านสาธยายอย่างมีหลักการ พอจบก็เสริมอีก “อะไรกัน เ้าแต่งไม่ออกหรือ?”
ทิ่มแทงใจเหลือเกิน
คังเฟิ่งหยาหน้าซีดเผือด ใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปที่ชาวบ้านคนอื่นอย่างน่าสงสาร
“ข้ารู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ แต่ข้าก็ไม่ใช่คนที่จะยอมถูกรังแกง่ายๆ! พวกเ้าไม่เชื่อ ข้า ข้าจะ… ขอเอาศีรษะกระแทกให้ตายตรงนี้เพื่อพิสูจน์ความจริง!”
พูดจบ นางก็แสร้งทำท่าจะกระแทกกับกำแพง ฝูงชนที่กระตือรือร้นรีบดึงนางไว้ คนทั้งหลายพยุงคังเฟิ่งหยาที่ยืนไม่มั่นคง และหันไปกล่าวโทษเสิ่นม่าน
“หนิงโม่คือญาติผู้พี่ของเ้า เ้าย่อมพูดเข้าข้างครอบครัวตนเอง! อาจารย์หนิงนั่นกล้าทำไม่กล้ารับ แล้วยังให้เสิ่นม่านเหนียงมาปรักปรำหญิงสาวอ่อนแออีกหรือ?”
“นั่นสิ เสิ่นม่านเหนียง เ้าควรมีมโนธรรมกว่านี้หน่อยนะ นางเป็เพียงเด็กสาวอายุสิบกว่า จะกล้าเอาชื่อเสียงมาล้อเล่นได้อย่างไร?”
“เฟิ่งหยาไม่เคยออกไปไหน ที่ผ่านมาก็รักนวลสงวนตัว หากไม่ใช่เื่ที่เกิดขึ้น จะมาปรากฏตัวนอกบ้านง่ายๆ หรือ? ครอบครัวเ้ารังแกกันเกินไปแล้ว!”
“ฮือๆๆ ท่านน้า ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว…”
เสิ่นม่านมองดูคนทั้งหลายที่ช่วยคังเฟิ่งหยาพูด ล้วนเป็คนที่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์งานในโรงทำเต้าหู้สกุลเสิ่น ในใจจึงเคียดแค้นนาง ที่น่าขำคือ เมื่อครู่ตอนสัมภาษณ์ คนเหล่านี้ต่างก็ถูกนางคัดออก
เสิ่นม่านเอามือกอดอกพิงต้นไม้มองดูคนเหล่านี้
“หาว่าญาติผู้พี่ข้าลวนลามนางแต่ไม่มีหลักฐาน นั่นต่างหากที่เรียกว่าปรักปรำ! คนทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้ว่าเมื่อวานเขาถูกหินกระแทกจนขาหัก ตอนนี้พักรักษาตัวที่บ้าน ไหนเลยจะมีแรงเหลือมาลวนลามหญิงสาว?”
คำพูดนี้คือเื่จริง เมื่อวานตอนที่เยี่ยนชีแบกเขาขึ้นหลังกลับมา คนเห็นกันทั้งหมู่บ้าน
จึ๊ ขานั่นดูแล้วคงไม่มีทางลงจากเตียงได้ในเร็ววัน
คังเฟิ่งหยาดวงตากลมโต “ผายลม! ข้าเห็นเขาเหาะผ่านกำแพงไปด้วยซ้ำ! เขาแกล้งเจ็บขา!”
“ท่านหมอประจำหมู่บ้านมาที่บ้านข้าเมื่อเช้า เพิ่งจะต่อกระดูกเขากลับเข้าไป เื่เช่นนี้ก็แกล้งได้หรือ?”
“ข้าไม่เชื่อ!” คังเฟิ่งหยาขบริมฝีปากล่างและหาหลักฐานมาอ้างอิงไม่ได้
มีคนเริ่มเห็นความผิดปกติ ทิศทางลมเริ่มเปลี่ยน “ข้าว่า นังหนูแซ่คัง เ้าคงไม่ได้วางแผนให้ร้ายญาติผู้พี่คนอื่นเขาหรอกนะ?”
“นั่นสินะ? ที่ผ่านมาอาจารย์หนิงอยู่ในกฎเกณฑ์มารยาทเพียงใด เราต่างก็เห็นกันอยู่ ขอเพียงข้างกายมีสตรี เขามักจะยืนให้ห่าง แล้วจะลวนลามเ้าได้อย่างไร...”
คนทั้งหมดผลัดกันพูด ทำให้คังเฟิ่งหยาเริ่มใจไม่สงบ แต่นางแสร้งทำตัวน่าสงสารถึงขนาดนี้แล้ว ต้องมีคนหลงเชื่อบ้างไม่ใช่หรือ?
จู่ๆ ก็มีคนเสนอ “จะเป็การให้ร้ายหรือไม่ เราไปสอบถามอาจารย์หนิงที่บ้านสกุลเสิ่นก็รู้เองไม่ใช่หรือ?”
เสิ่นม่านดีดนิ้ว “ไปกัน เดี๋ยวนี้เลย!”
-----
