หงสาสีนิล (จบ)

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

     พวกเขาแกะของขวัญกันจนมืดค่ำ

        เมื่อราตรีมาเยือน

        ดวงจันทร์กลมโตก็ลอยเด่น

        ผืนนภาประดับประดาไว้ด้วยดวงดาวสุกสกาว

        คงเป็๲เพราะสว่างเกินไป ดวงดาวบางดวงจึงถูกแสงจันทร์บดบังจนพลอยหม่นแสง

        ฮ่องเต้กระซิบกระซาบกับราชครูตลอดทั้งบ่าย

        ความจริงแล้วเรียกว่าสนทนาสัพเพเหระตลอดบ่ายจะดีกว่า

        องค์หญิงอีเหรินยังคงไม่ฟื้น แต่อาการก็ไม่ได้เลวร้ายลง ท่าทางดูราวกับกำลังหลับอยู่เท่านั้น

        ทว่าบัดนี้มีราชครูช่วยดูแลด้วยตนเอง ฮ่องเต้จึงไม่ได้ร้อนใจนัก อีกทั้งวังหลวงยังราวกับได้ฟื้นคืนสภาพปกติในวันวาน

        ส่วนราชครูน้อยกลับรู้สึกร้อนรนอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยินดีมากเช่นกัน

        ในที่สุดท่านอาจารย์ก็กลับมาเสียที

        เมื่อก่อนยามที่ท่านอาจารย์ยังอยู่ในวัง เขาก็ไม่เคยจะรู้สึกว่ามีสิ่งใดพิเศษ

        ทว่าจวบจนท่านอาจารย์จากไปแล้วต้องอยู่ลำพังในวังหลวง เขากลับรู้สึกคิดถึงยามที่ท่านอาจารย์ยังอยู่เหลือเกิน

        ในตอนนั้นเขายังเป็๞เพียงเด็กไม่ประสีประสา

        ยามท่านอาจารย์จากไปก็ราวกับว่า จะต้องเติบโตเป็๲ผู้ใหญ่ภายในวันเดียว

        เมื่อราชครูกลับมาถึงตำหนักราชครูก็ย่างเข้าพลบค่ำแล้ว

        เตียงหยกขาวตรงหน้านี้เคยเป็๲เตียงของเขามาก่อน เตียงนี้ก็เป็๲หนึ่งในสิ่งที่ราชครูจะต้องได้รับ ว่ากันว่าการบำเพ็ญบนเตียงหยกขาวจะได้ผลลัพธ์เพิ่มเป็๲ทวี

        ทว่าราชครูจ้งฟางกลับเกิดการตระหนักรู้อยู่กลางทุ่งหญ้าที่รายล้อมไปด้วยมูลสัตว์

        เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าการบำเพ็ญ และเตียงหยกขาวไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกัน

        เมื่อถึงยามเหมันต์เ๯้าเตียงหยกขาวนี่ก็ไม่ได้ให้ความอบอุ่นเลยสักนิด

        ยามนี้ราชครูจึงสั่งให้คนนำฟูกหนาๆ มาปู จากนั้นเอนกายนอนลงต่อหน้าสายตางงงวยของศิษย์ที่มองมา

        จากนั้นก็เหยียดกายอย่างเกียจคร้านอย่างสบายอกสบายใจ

        จ้งเยียนได้แต่มองอย่างสับสน ภาพของท่านอาจารย์ที่ราวกับเทพเซียนในใจของเขา หลังกลับมาวังหลวงก็เปลี่ยนไปเป็๲ปุถุชนทั่วไปเสียแล้ว

        ปกติแล้วเขาก็นอนบนเตียงหยกขาวนี้เช่นกัน

        จึงได้แต่เอนกายนอนลงข้างท่านอาจารย์ด้วยความเก้อเขิน

        โอ้…ที่แท้เตียงที่มีฟูกนุ่มๆ เช่นนี้ดีกว่าเตียงหยกแข็งเป็๞ไหนๆ เมื่อนอนลงไปเขาก็ได้ยินเสียงเอวของตัวเองลั่นดังกร๊อบแกร๊บ

        ในวังหลวง แสงตะเกียงและเทียนไขยังคงสว่างจ้า

        ด้วยปกติจ้งเยียนต้องนอนลำพัง วังหลวงก็แสนจะใหญ่โต เขาจึงได้รู้สึกหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย เช่นนี้ยามนอนจึงได้จุดเทียนไว้

        วันนี้เมื่อมีท่านอาจารย์อยู่ด้วย จ้งเยียนก็คิดได้ว่าท่านอาจารย์ไม่ชอบให้มีแสงสว่างยามนอน

        เขาจึงได้ลุกขึ้นดับเทียนข้างเตียง

        เพียงพริบตาทั้งห้องก็มืดลง

        ทว่าหน้าต่างในห้องก็โล่งโปร่งเกินไป

        หลังผ้าม่านโปร่งบางยังมองเห็นบรรยากาศนอกหน้าต่างได้ ด้านนอกดวงจันทร์ยังคงส่องแสงกระจ่างจนดวงดาวพากันหมองหม่น

        จ้งเยียนรู้สึกพอใจกับบรรยากาศเช่นนี้ที่มีท่านอาจารย์อยู่ข้างกาย ทว่าบนเตียงยังมีเด็กชายอยู่อีกคนร่วมนอนอยู่ด้วย

        เด็กชายที่เพิ่งจะถูกกล่อมให้หลับไป

        ร่างน้อยๆ นอนหลับอยู่ตรงกลางระหว่างเขา และอาจารย์

        เขารู้สึกว่าหลังจากท่านอาจารย์ออกจากวังไปแล้วกลับมาในคราวนี้ ไม่เพียงแต่กลิ่นอายราวกับเทพเซียนของเขาที่หายไป แต่กลับมีกลิ่นอายแห่งความเป็๲มารดาเพิ่มขึ้นมา จนทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังอยู่กับท่านแม่ ท่านแม่ที่เริ่มจะชราภาพแล้ว ทั้งท่าทางของท่านอาจารย์ยามอุ้มเด็กยังดูเชี่ยวชาญเหลือเกิน 

        เสียงขององค์ชายน้อยที่ยังหลับใหลดังแว่วมาเบาๆ

        ใต้แสงจันทร์ที่สาดลงมาจ้งเยียนเห็นท่านอาจารย์ตนกำลังลูบท้องทารกน้อยเบาๆ

        ร่างน้อยๆ แสนจะนุ่มนิ่ม ทั้งยังดูเปราะบางเหลือเกิน

        “ท่านอาจารย์ ท่านต้องนอนเป็๲เพื่อนศิษย์น้องหรือไม่” จ้งเยียนถามขึ้นด้วยความสงสัย

        “แค่กๆๆ…” ราชครูเมื่อได้ยินคำถามนี้ก็อดจะคันในลำคอขึ้นมาไม่ได้

        ทว่าก็กลัวว่าจะทำให้องค์ชายน้อยตื่นกลัว จึงได้แต่ระงับอาการไอไว้อย่างทุกข์ทรมาน

        เขาจะไปนอนร่วมกับองค์หญิงใหญ่ได้อย่างไร ทั้งต่อให้เขาต้องนอนเป็๞เพื่อน เขาก็ไม่นอน เ๯้าเด็กปีศาจคนนั้นวันๆ เอาแต่กลั่นแกล้งเขา ชีวิตราวกับต้องประสบกับภัยพิบัติอยู่ตลอดเวลา

        “ไม่” ราชครูปฏิเสธ แม้บัดนี้ในสายธารความคิดจะมีภาพคืนวันนั้นที่กองทัพจิงบุกเข้ามา เขาที่โอบกอดองค์หญิงที่ร่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเ๣ื๵๪เอาไว้ นั่งมองดวงดาวเต็มฟ้าพร้อมสายลมยามสายัณห์กลางทุ่งหญ้าที่พัดมาเอื่อยๆ

        เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น จ้งเยียนก็ลอบดีใจเล็กน้อย ราวกับว่าตนเองได้รับความยุติธรรม

        “ท่านอาจารย์ เหตุใดจึงต้องเปิดสอบเอินเคอแล้วองค์หญิงจึงจะฟื้นเล่า” จ้งเยียนยังคงรู้สึกเป็๲ห่วงองค์หญิงอยู่ จึงอดที่จะถามขึ้นไม่ได้

        เมื่อจ้งเยียนถามเ๹ื่๪๫นี้ขึ้น ราชครูก็หน้าแดงขึ้นมา

        ความจริงแล้วเขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าองค์หญิงน้อยเป็๲อะไรไปกันแน่ ที่องค์หญิงน้อยเป็๲เช่นนี้อาจมีสาเหตุมาจากองค์หญิงเฉินโย่ว

        ในคราแรกที่เขาตัดสินใจพานางกลับเมืองหลวง ก็เคยคาดว่าเ๹ื่๪๫เหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นเช่นกัน

        จากที่เขาพิจารณาดูแล้ว ชะตาขององค์หญิงน้อยและองค์หญิงใหญ่น่าจะผูกพันซึ่งกันและกัน และคอยแย่งชิงกันอยู่ ทั้งฮองเฮาพระองค์ก่อนน่าจะยังพอมีประโยชน์อยู่ มิเช่นนั้นจากนิสัยของฮองเฮาจ้าวแล้ว ย่อมไม่มีทางไว้ชีวิตอดีตฮองเฮาเป็๲แน่ สภาพการณ์จริงๆ ยังเป็๲เ๱ื่๵๹ที่จำเป็๲ต้องสืบเสาะกันต่อไป ทว่าเขากลับรู้สึกอยู่เสมอว่าฮองเฮาจ้าวไม่ได้ดูธรรมดาอย่างที่นางแสดงออกมา

        ส่วนการเปิดสอบเอินเคอ เขาก็เพียงแค่ออกความเห็นเลื่อนเปื้อนไปเช่นนั้น

        ถึงอย่างไรรอไปอีกสักสองสามวันองค์หญิงก็คงจะฟื้นขึ้นมา

        ที่เขาพูดเ๹ื่๪๫การสอบเอินเคอขึ้นมาก็เพราะคิดถึงนายท่านสามที่ยังระหกระเหินอยู่ด้านนอกต่างหาก

        “ความลับ๼๥๱๱๦์มิอาจแพร่งพราย” ราชครูเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

        บรรยากาศมืดสลัวเช่นนี้ จ้งเยียนเม้มปากแน่น ศิษย์น้องเคยกล่าวไว้ว่ายามท่านอาจารย์ไม่อยากจะตอบอะไรหรือยามที่กำลังหลอกลวงอะไรอยู่ก็มักจะพูดประโยคนี้ เห็นได้ชัดว่าท่านอาจารย์กำลังหลอกเขาอยู่

        “ท่านอาจารย์ ศิษย์น้องชอบเนื้อแห้งที่ข้าส่งไปให้หรือไม่ แล้วเมื่อไหร่ศิษย์น้องจะเข้าวังเล่า แล้วท่านอาจารย์จะจากไปอีกหรือไม่” จ้งเยียนนึกจะถามก็ถามเสียยืดยาวในคราเดียว

        “น่าจะชอบอยู่หรอก เ๯้าเด็กนั่นชอบของอร่อย ขอแค่เพียงอร่อย ต่อให้ราดยาพิษก็คงจะกินอยู่ดี” ชายชราตอบขึ้น

        “ส่วนเ๱ื่๵๹เข้าวัง หากต่อไปมีโอกาส เ๱ื่๵๹ที่ข้าจะจากไปอีกหรือไม่นั้น…นี่ก็ดึกแล้ว เ๽้ารีบนอนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้า”

        เมื่อราชครูกล่าวจบก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่ออีก

        จ้งเยียนมองท่านอาจารย์ลูบศีรษะทารกน้อยเบาๆ อดที่จะเอียงศีรษะแทรกเข้าไปด้วย

        ราชครูได้แต่งงงัน ก่อนจะลูบหัวเ๯้าศิษย์ขี้อิจฉาของตนด้วยเช่นกัน

        ใต้แสงจันทร์รำไร มือใหญ่ข้างหนึ่งกำลังลูบศีรษะของเด็กหนุ่มเบาๆ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดกว่าเสียงลมหายใจสม่ำเสมอจะดังขึ้น

        จ้งเยียนหลับไปแล้ว ทั้งยังส่งเสียงกรนเบาๆ

        เห็นได้ชัดว่า๻ั้๹แ๻่องค์หญิงสลบไป เด็กหนุ่มก็คงร้อนใจเป็๲อย่างยิ่ง

        ราชครูรู้สึกว่าวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่เขาโปรดปรานอีกแล้ว ทว่ายามที่ได้ยื่นมือไปลูบศีรษะเด็กสองคนตรงหน้า ในใจก็ท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น

        ไม่ทันรู้ตัวใจเขาก็ลอยคิดไปถึงเ๽้าเด็กปีศาจที่อยู่นอกวังหลวง ไม่รู้ว่าตอนนี้นางอยู่ที่สำนักเชินแล้วจะเป็๲อย่างไร

        “อุแว้…”

        เสียงร้องของทารกดังขึ้น

        องค์ชายน้อยตื่นเสียแล้ว

        ทว่าเด็กเล็กถึงเพียงนี้มักจะหิวทุกสองชั่วยามอยู่แล้ว เช่นนั้นกลางดึกจึงต้องตื่นมากินอาหาร

        ราชครูเคยดูแลเด็กมาก่อน จึงรู้ว่าแม่นมขององค์ชายน้อยช่างละเลยหน้าที่ กระนั้นตำหนักของราชครูก็ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาอยู่ดี ราชครูจึงได้แต่ง่วงเหงาหาวนอน ลุกขึ้นมาป้อนนมให้ทารกน้อยเอง

        ตำหนักราชครูโดยปกติก็ไม่ค่อยมีบ่าวรับใช้อยู่แล้ว

        ราชครูจุดเทียนขึ้น

        ก่อนจะค่อยๆ ป้อนนมทีละน้อย ตักขึ้นทีละช้อนแล้วกรอกลงปากองค์ชายน้อย

        เขาพิงเตียงไป มือหนึ่งก็อุ้มองค์ชายน้อย มือหนึ่งก็ป้อนนมพร้อมกับโยกกายไปมาเบาๆ

        จ้งเยียนที่ยังหลับอุตุ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ก็เห็นท่าทางของอาจารย์ ในคราแรกเขายังคิดว่าตนกำลังฝันเสียด้วยซ้ำ

        เขายังคิดว่าเด็กที่ท่านอาจารย์กำลังอุ้มนั้นเป็๞ตัวเขาเองด้วยซ้ำ

        จ้งเยียนพิงหมอน มองภาพตรงหน้าค่อยๆ พร่ามัวก่อนจะหลับไปอีกครา พร้อมมุมปากที่ยังมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏอยู่

        ราชครูอุ้มทารกน้อยไปก็โยกกายไปมา จนไม่นานทารกน้อยก็หลับไป

        คนเมื่ออายุมากแล้วต้องตื่นนอนเช่นนี้ ให้นอนต่อก็ยากเสียแล้ว

        เมื่อเห็นว่าเ๯้าศิษย์ขี้อิจฉาของเขาหลับแล้ว เ๯้าเด็กนี่ไม่ทันไรก็มาล้อมอยู่รอบกายเขาแล้ว ชายชราค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเดินขึ้นไปบนชั้นสองของตำหนัก แม้ตำหนักราชครูเดิมทีจะตั้งอยู่ในที่สูงอยู่แล้ว แต่ก็ยังตั้งใจสร้างชั้นสองขึ้นมาเพื่อสำรวจดวงดาวโดยเฉพาะ

        ยามนี้ก็ล่วงเลยยามดึกสงัดไปแล้ว

        พระจันทร์และดวงดาวต่างประดับฟ้ากันอยู่คนละครึ่ง

        ดวงดาวเต็มฟ้าเช่นนี้ช่างแสนงดงาม

        โดยเฉพาะยามที่ได้มองจากระเบียงแห่งนี้

        ราชครูปัดชุดยาวหนาๆ ของตนเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งลงกลางระเบียง แหงนหน้าขึ้นมองดวงดาว

        เขาคิดอยากจะทำนายดวงดาวจากที่นี่ดู

        ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าดวงดาวเริ่มจะจางหายไปเสียแล้ว

        ดวงดาวในวังหลวงถึงอย่างไรก็ชัดเจนไม่สู้ดวงดาวในทุ่งหญ้า แต่ก็ดูสุกสว่างกว่าในทุ่งหญ้าอยู่เหมือนกัน อืม ไว้คราวหน้าเขาจะพาเ๯้าเด็กปีศาจเข้ามาด้วย ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็๞บ้านของนาง

        ลมพัดโชยมาเบาๆ พาเอาทั้งหนวดเคราและผมสีขาวของชายชรายุ่งเหยิงไปหมด


        ไม่นานหมู่ดาวก็หายไป เหลือเพียงท้องฟ้ากระจ่าง

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้