พวกเขาแกะของขวัญกันจนมืดค่ำ
เมื่อราตรีมาเยือน
ดวงจันทร์กลมโตก็ลอยเด่น
ผืนนภาประดับประดาไว้ด้วยดวงดาวสุกสกาว
คงเป็เพราะสว่างเกินไป ดวงดาวบางดวงจึงถูกแสงจันทร์บดบังจนพลอยหม่นแสง
ฮ่องเต้กระซิบกระซาบกับราชครูตลอดทั้งบ่าย
ความจริงแล้วเรียกว่าสนทนาสัพเพเหระตลอดบ่ายจะดีกว่า
องค์หญิงอีเหรินยังคงไม่ฟื้น แต่อาการก็ไม่ได้เลวร้ายลง ท่าทางดูราวกับกำลังหลับอยู่เท่านั้น
ทว่าบัดนี้มีราชครูช่วยดูแลด้วยตนเอง ฮ่องเต้จึงไม่ได้ร้อนใจนัก อีกทั้งวังหลวงยังราวกับได้ฟื้นคืนสภาพปกติในวันวาน
ส่วนราชครูน้อยกลับรู้สึกร้อนรนอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยินดีมากเช่นกัน
ในที่สุดท่านอาจารย์ก็กลับมาเสียที
เมื่อก่อนยามที่ท่านอาจารย์ยังอยู่ในวัง เขาก็ไม่เคยจะรู้สึกว่ามีสิ่งใดพิเศษ
ทว่าจวบจนท่านอาจารย์จากไปแล้วต้องอยู่ลำพังในวังหลวง เขากลับรู้สึกคิดถึงยามที่ท่านอาจารย์ยังอยู่เหลือเกิน
ในตอนนั้นเขายังเป็เพียงเด็กไม่ประสีประสา
ยามท่านอาจารย์จากไปก็ราวกับว่า จะต้องเติบโตเป็ผู้ใหญ่ภายในวันเดียว
เมื่อราชครูกลับมาถึงตำหนักราชครูก็ย่างเข้าพลบค่ำแล้ว
เตียงหยกขาวตรงหน้านี้เคยเป็เตียงของเขามาก่อน เตียงนี้ก็เป็หนึ่งในสิ่งที่ราชครูจะต้องได้รับ ว่ากันว่าการบำเพ็ญบนเตียงหยกขาวจะได้ผลลัพธ์เพิ่มเป็ทวี
ทว่าราชครูจ้งฟางกลับเกิดการตระหนักรู้อยู่กลางทุ่งหญ้าที่รายล้อมไปด้วยมูลสัตว์
เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าการบำเพ็ญ และเตียงหยกขาวไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกัน
เมื่อถึงยามเหมันต์เ้าเตียงหยกขาวนี่ก็ไม่ได้ให้ความอบอุ่นเลยสักนิด
ยามนี้ราชครูจึงสั่งให้คนนำฟูกหนาๆ มาปู จากนั้นเอนกายนอนลงต่อหน้าสายตางงงวยของศิษย์ที่มองมา
จากนั้นก็เหยียดกายอย่างเกียจคร้านอย่างสบายอกสบายใจ
จ้งเยียนได้แต่มองอย่างสับสน ภาพของท่านอาจารย์ที่ราวกับเทพเซียนในใจของเขา หลังกลับมาวังหลวงก็เปลี่ยนไปเป็ปุถุชนทั่วไปเสียแล้ว
ปกติแล้วเขาก็นอนบนเตียงหยกขาวนี้เช่นกัน
จึงได้แต่เอนกายนอนลงข้างท่านอาจารย์ด้วยความเก้อเขิน
โอ้…ที่แท้เตียงที่มีฟูกนุ่มๆ เช่นนี้ดีกว่าเตียงหยกแข็งเป็ไหนๆ เมื่อนอนลงไปเขาก็ได้ยินเสียงเอวของตัวเองลั่นดังกร๊อบแกร๊บ
ในวังหลวง แสงตะเกียงและเทียนไขยังคงสว่างจ้า
ด้วยปกติจ้งเยียนต้องนอนลำพัง วังหลวงก็แสนจะใหญ่โต เขาจึงได้รู้สึกหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย เช่นนี้ยามนอนจึงได้จุดเทียนไว้
วันนี้เมื่อมีท่านอาจารย์อยู่ด้วย จ้งเยียนก็คิดได้ว่าท่านอาจารย์ไม่ชอบให้มีแสงสว่างยามนอน
เขาจึงได้ลุกขึ้นดับเทียนข้างเตียง
เพียงพริบตาทั้งห้องก็มืดลง
ทว่าหน้าต่างในห้องก็โล่งโปร่งเกินไป
หลังผ้าม่านโปร่งบางยังมองเห็นบรรยากาศนอกหน้าต่างได้ ด้านนอกดวงจันทร์ยังคงส่องแสงกระจ่างจนดวงดาวพากันหมองหม่น
จ้งเยียนรู้สึกพอใจกับบรรยากาศเช่นนี้ที่มีท่านอาจารย์อยู่ข้างกาย ทว่าบนเตียงยังมีเด็กชายอยู่อีกคนร่วมนอนอยู่ด้วย
เด็กชายที่เพิ่งจะถูกกล่อมให้หลับไป
ร่างน้อยๆ นอนหลับอยู่ตรงกลางระหว่างเขา และอาจารย์
เขารู้สึกว่าหลังจากท่านอาจารย์ออกจากวังไปแล้วกลับมาในคราวนี้ ไม่เพียงแต่กลิ่นอายราวกับเทพเซียนของเขาที่หายไป แต่กลับมีกลิ่นอายแห่งความเป็มารดาเพิ่มขึ้นมา จนทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังอยู่กับท่านแม่ ท่านแม่ที่เริ่มจะชราภาพแล้ว ทั้งท่าทางของท่านอาจารย์ยามอุ้มเด็กยังดูเชี่ยวชาญเหลือเกิน
เสียงขององค์ชายน้อยที่ยังหลับใหลดังแว่วมาเบาๆ
ใต้แสงจันทร์ที่สาดลงมาจ้งเยียนเห็นท่านอาจารย์ตนกำลังลูบท้องทารกน้อยเบาๆ
ร่างน้อยๆ แสนจะนุ่มนิ่ม ทั้งยังดูเปราะบางเหลือเกิน
“ท่านอาจารย์ ท่านต้องนอนเป็เพื่อนศิษย์น้องหรือไม่” จ้งเยียนถามขึ้นด้วยความสงสัย
“แค่กๆๆ…” ราชครูเมื่อได้ยินคำถามนี้ก็อดจะคันในลำคอขึ้นมาไม่ได้
ทว่าก็กลัวว่าจะทำให้องค์ชายน้อยตื่นกลัว จึงได้แต่ระงับอาการไอไว้อย่างทุกข์ทรมาน
เขาจะไปนอนร่วมกับองค์หญิงใหญ่ได้อย่างไร ทั้งต่อให้เขาต้องนอนเป็เพื่อน เขาก็ไม่นอน เ้าเด็กปีศาจคนนั้นวันๆ เอาแต่กลั่นแกล้งเขา ชีวิตราวกับต้องประสบกับภัยพิบัติอยู่ตลอดเวลา
“ไม่” ราชครูปฏิเสธ แม้บัดนี้ในสายธารความคิดจะมีภาพคืนวันนั้นที่กองทัพจิงบุกเข้ามา เขาที่โอบกอดองค์หญิงที่ร่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเืเอาไว้ นั่งมองดวงดาวเต็มฟ้าพร้อมสายลมยามสายัณห์กลางทุ่งหญ้าที่พัดมาเอื่อยๆ
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น จ้งเยียนก็ลอบดีใจเล็กน้อย ราวกับว่าตนเองได้รับความยุติธรรม
“ท่านอาจารย์ เหตุใดจึงต้องเปิดสอบเอินเคอแล้วองค์หญิงจึงจะฟื้นเล่า” จ้งเยียนยังคงรู้สึกเป็ห่วงองค์หญิงอยู่ จึงอดที่จะถามขึ้นไม่ได้
เมื่อจ้งเยียนถามเื่นี้ขึ้น ราชครูก็หน้าแดงขึ้นมา
ความจริงแล้วเขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าองค์หญิงน้อยเป็อะไรไปกันแน่ ที่องค์หญิงน้อยเป็เช่นนี้อาจมีสาเหตุมาจากองค์หญิงเฉินโย่ว
ในคราแรกที่เขาตัดสินใจพานางกลับเมืองหลวง ก็เคยคาดว่าเื่เหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นเช่นกัน
จากที่เขาพิจารณาดูแล้ว ชะตาขององค์หญิงน้อยและองค์หญิงใหญ่น่าจะผูกพันซึ่งกันและกัน และคอยแย่งชิงกันอยู่ ทั้งฮองเฮาพระองค์ก่อนน่าจะยังพอมีประโยชน์อยู่ มิเช่นนั้นจากนิสัยของฮองเฮาจ้าวแล้ว ย่อมไม่มีทางไว้ชีวิตอดีตฮองเฮาเป็แน่ สภาพการณ์จริงๆ ยังเป็เื่ที่จำเป็ต้องสืบเสาะกันต่อไป ทว่าเขากลับรู้สึกอยู่เสมอว่าฮองเฮาจ้าวไม่ได้ดูธรรมดาอย่างที่นางแสดงออกมา
ส่วนการเปิดสอบเอินเคอ เขาก็เพียงแค่ออกความเห็นเลื่อนเปื้อนไปเช่นนั้น
ถึงอย่างไรรอไปอีกสักสองสามวันองค์หญิงก็คงจะฟื้นขึ้นมา
ที่เขาพูดเื่การสอบเอินเคอขึ้นมาก็เพราะคิดถึงนายท่านสามที่ยังระหกระเหินอยู่ด้านนอกต่างหาก
“ความลับ์มิอาจแพร่งพราย” ราชครูเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
บรรยากาศมืดสลัวเช่นนี้ จ้งเยียนเม้มปากแน่น ศิษย์น้องเคยกล่าวไว้ว่ายามท่านอาจารย์ไม่อยากจะตอบอะไรหรือยามที่กำลังหลอกลวงอะไรอยู่ก็มักจะพูดประโยคนี้ เห็นได้ชัดว่าท่านอาจารย์กำลังหลอกเขาอยู่
“ท่านอาจารย์ ศิษย์น้องชอบเนื้อแห้งที่ข้าส่งไปให้หรือไม่ แล้วเมื่อไหร่ศิษย์น้องจะเข้าวังเล่า แล้วท่านอาจารย์จะจากไปอีกหรือไม่” จ้งเยียนนึกจะถามก็ถามเสียยืดยาวในคราเดียว
“น่าจะชอบอยู่หรอก เ้าเด็กนั่นชอบของอร่อย ขอแค่เพียงอร่อย ต่อให้ราดยาพิษก็คงจะกินอยู่ดี” ชายชราตอบขึ้น
“ส่วนเื่เข้าวัง หากต่อไปมีโอกาส เื่ที่ข้าจะจากไปอีกหรือไม่นั้น…นี่ก็ดึกแล้ว เ้ารีบนอนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้า”
เมื่อราชครูกล่าวจบก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่ออีก
จ้งเยียนมองท่านอาจารย์ลูบศีรษะทารกน้อยเบาๆ อดที่จะเอียงศีรษะแทรกเข้าไปด้วย
ราชครูได้แต่งงงัน ก่อนจะลูบหัวเ้าศิษย์ขี้อิจฉาของตนด้วยเช่นกัน
ใต้แสงจันทร์รำไร มือใหญ่ข้างหนึ่งกำลังลูบศีรษะของเด็กหนุ่มเบาๆ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดกว่าเสียงลมหายใจสม่ำเสมอจะดังขึ้น
จ้งเยียนหลับไปแล้ว ทั้งยังส่งเสียงกรนเบาๆ
เห็นได้ชัดว่าั้แ่องค์หญิงสลบไป เด็กหนุ่มก็คงร้อนใจเป็อย่างยิ่ง
ราชครูรู้สึกว่าวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่เขาโปรดปรานอีกแล้ว ทว่ายามที่ได้ยื่นมือไปลูบศีรษะเด็กสองคนตรงหน้า ในใจก็ท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น
ไม่ทันรู้ตัวใจเขาก็ลอยคิดไปถึงเ้าเด็กปีศาจที่อยู่นอกวังหลวง ไม่รู้ว่าตอนนี้นางอยู่ที่สำนักเชินแล้วจะเป็อย่างไร
“อุแว้…”
เสียงร้องของทารกดังขึ้น
องค์ชายน้อยตื่นเสียแล้ว
ทว่าเด็กเล็กถึงเพียงนี้มักจะหิวทุกสองชั่วยามอยู่แล้ว เช่นนั้นกลางดึกจึงต้องตื่นมากินอาหาร
ราชครูเคยดูแลเด็กมาก่อน จึงรู้ว่าแม่นมขององค์ชายน้อยช่างละเลยหน้าที่ กระนั้นตำหนักของราชครูก็ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาอยู่ดี ราชครูจึงได้แต่ง่วงเหงาหาวนอน ลุกขึ้นมาป้อนนมให้ทารกน้อยเอง
ตำหนักราชครูโดยปกติก็ไม่ค่อยมีบ่าวรับใช้อยู่แล้ว
ราชครูจุดเทียนขึ้น
ก่อนจะค่อยๆ ป้อนนมทีละน้อย ตักขึ้นทีละช้อนแล้วกรอกลงปากองค์ชายน้อย
เขาพิงเตียงไป มือหนึ่งก็อุ้มองค์ชายน้อย มือหนึ่งก็ป้อนนมพร้อมกับโยกกายไปมาเบาๆ
จ้งเยียนที่ยังหลับอุตุ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ก็เห็นท่าทางของอาจารย์ ในคราแรกเขายังคิดว่าตนกำลังฝันเสียด้วยซ้ำ
เขายังคิดว่าเด็กที่ท่านอาจารย์กำลังอุ้มนั้นเป็ตัวเขาเองด้วยซ้ำ
จ้งเยียนพิงหมอน มองภาพตรงหน้าค่อยๆ พร่ามัวก่อนจะหลับไปอีกครา พร้อมมุมปากที่ยังมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏอยู่
ราชครูอุ้มทารกน้อยไปก็โยกกายไปมา จนไม่นานทารกน้อยก็หลับไป
คนเมื่ออายุมากแล้วต้องตื่นนอนเช่นนี้ ให้นอนต่อก็ยากเสียแล้ว
เมื่อเห็นว่าเ้าศิษย์ขี้อิจฉาของเขาหลับแล้ว เ้าเด็กนี่ไม่ทันไรก็มาล้อมอยู่รอบกายเขาแล้ว ชายชราค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเดินขึ้นไปบนชั้นสองของตำหนัก แม้ตำหนักราชครูเดิมทีจะตั้งอยู่ในที่สูงอยู่แล้ว แต่ก็ยังตั้งใจสร้างชั้นสองขึ้นมาเพื่อสำรวจดวงดาวโดยเฉพาะ
ยามนี้ก็ล่วงเลยยามดึกสงัดไปแล้ว
พระจันทร์และดวงดาวต่างประดับฟ้ากันอยู่คนละครึ่ง
ดวงดาวเต็มฟ้าเช่นนี้ช่างแสนงดงาม
โดยเฉพาะยามที่ได้มองจากระเบียงแห่งนี้
ราชครูปัดชุดยาวหนาๆ ของตนเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งลงกลางระเบียง แหงนหน้าขึ้นมองดวงดาว
เขาคิดอยากจะทำนายดวงดาวจากที่นี่ดู
ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าดวงดาวเริ่มจะจางหายไปเสียแล้ว
ดวงดาวในวังหลวงถึงอย่างไรก็ชัดเจนไม่สู้ดวงดาวในทุ่งหญ้า แต่ก็ดูสุกสว่างกว่าในทุ่งหญ้าอยู่เหมือนกัน อืม ไว้คราวหน้าเขาจะพาเ้าเด็กปีศาจเข้ามาด้วย ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็บ้านของนาง
ลมพัดโชยมาเบาๆ พาเอาทั้งหนวดเคราและผมสีขาวของชายชรายุ่งเหยิงไปหมด
ไม่นานหมู่ดาวก็หายไป เหลือเพียงท้องฟ้ากระจ่าง
