บทที่ ๗ : ศึกชิงผ้าไหม
ณ ตำหนักเย็น
(่เวลา: ยามเช้าตรู่ - อากาศสดใส)
ชีวิตในตำหนักเย็นของแม่หญิงบัวเริ่มเข้าที่เข้าทาง กิจวัตรประจำวันของนางคือ ตื่นเช้ามาตำน้ำพริกถวายฮ่องเต้ที่แอบมาเสวยแบบลับๆ ตกบ่ายสอนอาจูถักใบตอง และตอนเย็นก็นั่งนับดาวคิดถึงบ้าน
ทว่าเช้านี้ ความสงบสุขได้ถูกทำลายลง
“ของพระราชทานมาถึงแล้ว!”
เสียงแหลมสูงของ “นางกำนัลาุโ” จากตำหนักฝ่ายในดังขึ้นที่หน้าประตู นางเดินเชิดหน้าเข้ามาพร้อมกับขบวนขันทีที่แบกหีบไม้เก่าๆ มาด้วย ท่าทางวางก้ามราวกับนางพญา
“พวกเ้าคือสนมบัวใช่หรือไม่?” นางกำนัลาุโปรายตามองบัวด้วยหางตา “ทางกรมภูษาภรณ์ได้จัดสรร ‘ผ้า’ สำหรับตัดชุดฤดูร้อนมาให้ ตามธรรมเนียมสนมใหม่”
บัวยิ้มรับตามมารยาท “ขอบใจนะจ๊ะ... ไหนขอดูหน่อยซิ ผ้าไหมเมืองจีนขึ้นชื่อนักหนา จะงามสู้ไหมโคราชบ้านข้าได้ไหม”
ขันทีเปิดฝาหีบออก
ผ่าง!
รอยยิ้มของบัวค้างเติ่ง สิ่งที่อยู่ในหีบไม่ใช่ผ้าไหมเนื้อดีลวดลายมงคล แต่เป็...
ผ้าดิบสีตุ่นๆ เนื้อหยาบกระด้าง ที่ดูเหมือนผ้าห่อศพมากกว่าผ้าตัดชุด แถมสีสันก็ชวนหดหู่ มีแต่สีน้ำตาลไหม้ สีเทาขี้เถ้า และสีขาวขุ่นๆ ที่ดูเหลืองอ๋อย
“นี่มันผ้าเช็ดเท้าหรือจ๊ะป้า?” บัวถามเสียงเรียบ
นางกำนัลาุโแสยะยิ้ม “ว้าย! ตาต่ำจริง! นี่คือผ้าฝ้ายชั้นดีที่สุด... สำหรับสนมระดับล่างอย่างเ้า! ส่วนผ้าไหมปักดิ้นทองน่ะ เขาเอาไปถวายพระสนมเอกหมดแล้ว ฮ่าๆๆๆ!”
นางหัวเราะเยาะเย้ยแล้วสะบัดก้นเดินจากไป ทิ้งให้บัวยืนมองกองผ้าขี้ริ้วในสายตานางด้วยความระเหี่ยใจ
อาจูน้ำตาซึม “นายหญิง... พวกเขารังแกเราชัดๆ ผ้าสีจืดชืดแบบนี้ ตัดใส่ไปเดินที่ไหนก็เหมือนคนไว้ทุกข์ ฮ่องเต้คงไม่อยากทอดพระเนตรแน่เ้าค่ะ”
บัวหยิบผ้าผืนหนึ่งขึ้นมาขยี้ดูเนื้อผ้า
“หืม... เนื้อฝ้ายแท้ ร้อยเปอร์เซ็นต์ซะด้วย...”
นางไม่ได้โกรธ แต่กลับยิ้มมุมปาก แววตาเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง
“อาจูเอ้ย... เอ็งอย่าเพิ่งร้องไห้ คนพวกนั้นมันไม่รู้อะไรซะแล้ว” บัวหัวเราะหึๆ “มันโยนขยะมาให้เรา แต่มันหารู้ไม่ว่า... ขยะของคนโง่ คือสมบัติของคนฉลาด!”
.
.
.
ณ ลานหลังตำหนักเย็น (โรงงานนรกของแม่หญิงบัว)
บัวสั่งให้อาจูไปเกณฑ์นางกำนัลตกอับแถวนั้นมาช่วยงาน ภารกิจวันนี้คือ “แปลงโฉม” กองผ้าขี้ริ้วให้กลายเป็ “อาภรณ์ชั้นสูง”
“สีพื้นๆ แบบนี้แหละ ย้อมติดดีนักแล!”
บัวเดินสำรวจสวนสมุนไพรที่นางปลูกและดูแลมาสักพัก
๑. ดอกอัญชัน: ขึ้นเลื้อยรกริมรั้ว ดอกสีน้ำเงินเข้ม
๒. ขมิ้นชัน: ที่นางขุดมาทำอาหาร สีเหลืองสด
๓. เปลือกมังคุด: ที่ฮ่องเต้แอบเอามาฝากเมื่อวันก่อนแล้วกินเหลือทิ้งไว้ สีม่วงแดง
๔. มะนาว: กุญแจสำคัญทางเคมี!
“ตั้งเตา! ต้มน้ำให้เดือด!” บัวสั่งการประหนึ่งแม่ทัพ
[วิชาเคมีพื้นบ้าน : การย้อมสีธรรมชาติ]
หม้อดินเผาขนาดใหญ่สามใบตั้งอยู่บนเตาไฟ
• หม้อที่ ๑: ต้มดอกอัญชันจนได้น้ำสีน้ำเงินเข้มจัด
• หม้อที่ ๒: ตำขมิ้นชันละลายน้ำ ได้สีเหลืองทองอร่าม
• หม้อที่ ๓: ต้มเปลือกมังคุดแห้ง ได้สีม่วงอมชมพูตุ่นๆ
“นายหญิงเ้าขา แล้วเราจะย้อมยังไงให้สวยเ้าคะ? จุ่มไปทั้งผืนมันก็เลอะเทอะ” อาจูถามอย่างสงสัย
“ใครว่าข้าจะย้อมสีเดียวเล่า?” บัวยิ้มกริ่ม นางหยิบเชือกกล้วยและหนังยางที่นางประดิษฐ์จากยางไม้ขึ้นมา
“ดูไว้นะ... นี่คือวิชา ‘มัดย้อม’ แห่งลุ่มน้ำโขง!”
บัวจับผ้าฝ้ายมาม้วน บิด พับ และมัดด้วยเชือกเป็ปมแน่นๆ ในตำแหน่งต่างๆ อย่างชำนาญ บางผืนมัดเป็วงกลม บางผืนพับทบไปมา
จากนั้น... จุ่ม!
• ผ้าผืนแรกจุ่มลงในหม้ออัญชัน
• แต่บัวไม่ได้หยุดแค่นั้น นางบีบ ‘มะนาว’ ลงไปในหม้ออัญชันส่วนหนึ่ง
ฟริ้ง!
น้ำสีน้ำเงินเข้ม เปลี่ยนเป็ ‘สีม่วงอ่อน’ สดใสทันทีตามหลักค่าความเป็กรด-ด่าง
อาจูและนางกำนัลคนอื่นๆ อ้าปากค้าง “สีเปลี่ยนได้! นายหญิงเป็แม่มด!”
“แม่มดกะผีสิ! นี่คือวิทยาศาสตร์ย่ะ!”
บัวสนุกกับการผสมสี นางเอาผ้าสีครามมาจุ่มทับด้วยสีเหลืองขมิ้น กลายเป็ ‘สีเขียวมรกต’ เอาสีม่วงมังคุดมาจางน้ำ กลายเป็ ‘สีชมพูกะปิ’ ที่ดูผู้ดีสุดๆ
เมื่อแกะเชือกที่มัดออก... ลวดลายวิจิตรตระการตาก็ปรากฏขึ้น! ลายก้นหอย ลายคลื่นน้ำ และลายหินแตก ที่ดูแปลกตาและทันสมัยกว่าลายปักัเดิมๆ ของชาวจีนนับร้อยปี
.
.
.
สองวันต่อมา
ณ อุทยานหลวง
วันนี้เป็วันที่เหล่าสนมต้องออกมาเดินเล่นรับลมชมวิว เพื่ออวดชุดใหม่ สนมเอกและสนมรองต่างพากันสวมชุดไหมปักดิ้นทองระยิบระยับ แข่งกันแดง แข่งกันทอง จนแสบตาไปหมด
“ดูสิ... สนมบัวคงไม่กล้าโผล่หัวออกมาแน่ ได้ข่าวว่าได้แต่ผ้าดิบสีขี้เถ้าไป” สนมคนหนึ่งกระซิบกระซาบพลางหัวเราะคิกคัก
ทันใดนั้น... ความเงียบก็เข้าปกคลุม
ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งเดินนวยนาดเข้ามาในอุทยาน
แม่หญิงบัวไม่ได้สวมชุดจีนโบราณที่รุ่มร่าม แต่นางนำผ้าที่ย้อมเองมาตัดเย็บแบบ ‘ฟิวชั่น’ ผสมผสาน
• ท่อนล่าง: นุ่งผ้าซิ่นยาวกรอมเท้า ลายมัดย้อมสีครามสลับขาวราวกับเกลียวคลื่นในมหาสมุทร
• ท่อนบน: สวมเสื้อเข้ารูปแขนกระบอกสีม่วงอ่อนจากอัญชันมะนาว ที่ขับผิวสีน้ำผึ้งให้ดูผ่องอำไพ
• ผ้าคลุม: พาดไหล่ด้วยผ้าคลุมไหล่บางเบาสีชมพูกลีบบัวไล่เฉดสี ปลิวไสวไปตามลม
มันคือโทนสี ‘สีละมุน’ หรือสีพาสเทลที่นุ่มนวล สบายตา และดูแพงระยับ ตัดกับความฉูดฉาดบาดตาของสนมคนอื่นราวกับภาพวาดสีน้ำท่ามกลางภาพสีน้ำมันที่เลอะเทอะ
“สวย... สวยแปลกตายิ่งนัก!” ขันทีน้อยคนหนึ่งเผลออุทานออกมา
เหล่าสนมที่แต่งตัวจัดจ้านหน้าเจื่อนสนิท สีแดงแป๊ดของพวกนางดู ‘เชย’ ไปถนัดตาเมื่อเทียบกับความละมุนละไมของสีธรรมชาติบนตัวบัว
ฮ่องเต้หลี่เฉินที่เสด็จผ่านมาพอดี ถึงกับหยุดฝีพระบาท พระเนตรจ้องมองบัวไม่วางตา
“นั่น... สนมบัวรึ?” ฮ่องเต้ตรัสถามกงกง
“น่าจะใช่พะยะค่ะ... แต่นางดู... งดงามราวกับเทพธิดาแห่งสายน้ำ”
บัวเห็นฮ่องเต้ก็ย่อตัวถวายคำนับแบบไทยอย่างอ่อนช้อย ชายผ้าซิ่นพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นลวดลายมัดย้อมที่ซับซ้อน
ฮ่องเต้เดินตรงดิ่งเข้าไปหาทันที ทิ้งสนมคนอื่นให้ยืนเป็ตัวประกอบฉาก
“ชุดนี้... เ้าทำเองรึ?” ฮ่องเต้ััเนื้อผ้าฝ้ายที่นุ่มนวล เพราะบัวต้มด้วยน้ำซาวข้าวเพื่อให้ผ้านิ่ม
“เ้าค่ะ” บัวยิ้มหวาน “ผ้าไหมทองคำอาจจะดูหรูหรา... แต่ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ใส่แล้วเย็นสบาย ไม่ร้อน เหมาะกับอากาศอบอ้าวยิ่งนัก... ฝ่าามิลองััดูหรือเ้าคะ?”
ฮ่องเต้ลูบไล้ต้นแขนของบัวผ่านเนื้อผ้า เนียนแต๊ะอั๋ง “อืม... นุ่มจริงด้วย... เย็นสบายมือยิ่งนัก”
เหล่าสนมที่ยืนมองอยู่ตาแทบลุกเป็ไฟด้วยความริษยา ผ้าขี้ริ้วที่พวกนางโยนให้ บัดนี้กลับกลายเป็อาภรณ์์ที่ดึงดูดสายตาัไปจนหมดสิ้น!
บัวปรายตามองไปทางกลุ่มนางกำนัลคู่กรณี แล้วส่งสายตาผู้ชนะไปให้
‘เสียใจด้วยนะจ๊ะ... พอดีบ้านพี่สอนมาดี ของดีไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่สมองและสองมือย่ะ!’
และนับแต่นั้นมา เทรนด์แฟชั่น “สีละมุน” และ “ลายมัดย้อม” ก็ระบาดไปทั่ววังหลัง สนมทุกคนต่างพากันโละชุดแดงทิ้ง แล้ววิ่งแจ้นไปหาเปลือกมังคุดกับดอกอัญชันกันให้วุ่นวาย!
