ผู้นำตระกูลหลิวถูกคนปลายสายตะคอกใส่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง ทำได้เพียงรับฟังคนปลายสายพูดต่อ "คิดว่าฉันหนุนหลังแกทำไม? ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไปเยือนที่นั่นแล้ว้าคนคอยจัดการเื่ต่างๆ ให้ แกคิดว่าฉันจะเก็บแกไว้ทำซากอะไร! ถ้าไม่มีเขา แกคิดว่าแกจะมีตำแหน่งเหมือนอย่างวันนี้เหรอ?"
เสียงถอนหายใจดังหลุดลอดจากปลายสาย "ต่อจากนี้ก็สั่งสอนลูกชายให้ดี แล้วก็ห้ามเปิดเผยตัวตนของเขาด้วย ถ้ามีคนพยายามสืบสวนนายเกี่ยวกับเื่วันนี้ก็บอกไปว่าเมื่อก่อนนายเคยได้รับบุญคุณจากผู้ใหญ่ในตระกูลเขาก็พอ นายทำเพื่อตอบแทนบุญคุณเขา อย่าลืมปั้นเื่ให้เข้าท่าด้วยละ!"
สามารถทำให้บุคคลสำคัญที่ครองตำแหน่งแชมป์มหาเศรษฐีตลอดหลายปีช่วยทำงานให้ได้ ถึงขั้นที่แม้กระทั่งชื่อยังไม่กล้าเอ่ยถึง...
ที่แท้เฉินเฟิงมีสถานะเป็บุคคลทรงเกียรติถึงขนาดนั้นเลยหรือ?
เมื่อผู้นำตระกูลหลิวฟังคำพูดจากปลายสายจบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาทำได้เพียงพยักหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเทิ้ม "ครับ ทราบแล้วครับ ครับ จะไม่ถามแล้วครับ ท่านใจเย็นๆ นะครับ ใจเย็นๆ..."
หลังจากเฉินเฟิงพาฟางฉิงออกจากคฤหาสน์ตระกูลฟาง เขาก็เดินทางไปสำนักงานขายบ้านราคาแพงต่อ
ฟางฉิงมองสำนักงานขายที่ตกแต่งตระการตาตรงหน้าและหันมองเฉินเฟิงด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าเฉินเฟิงพาเธอมาทำไม
เฉินเฟิงพาฟางฉิงเข้าไปในสำนักงานโดยไม่อธิบายอะไรสักคำ
เมื่อเ้าหน้าที่ต้อนรับเห็นเฉินเฟิงกับฟางฉิงเดินเข้า เธอมองสำรวจการแต่งกายของเฉินเฟิงกับฟางฉิงั้แ่หัวจรดเท้าและขมวดคิ้ว ก่อนจะเหลือบมองออกไปนอกสำนักงานจากนั้นค่อยก้มหน้าเล่นเกมในมือถือต่อ สองคนนี้แต่งตัวธรรมดา มาดูห้องที่นี่ไม่มีแม้กระทั่งรถหรูๆ สักคัน ต้อนรับพวกเขาไปก็เท่ากับเสียเวลาเปล่า
พนักงานขายบ้านมากประสบการณ์สองสามคนมองปราดเดียวก็รู้ว่าลักษณะเฉินเฟิงกับฟางฉิงคงซื้อบ้านไม่ไหว เลยไม่มีใครเข้าไปทำการต้อนรับ
ทั้งยังมีพนักงานขายอีกสองสามคนถือน้ำชายืนนินทาเฉินเฟิงกับฟางฉิงอยู่ด้านข้าง "ไม่มีปัญญาซื้อแต่ก็อยากทำเป็รวย"
"หึ บ้านในหมู่บ้านจัดสรรของทางเราถือเป็บ้านระดับไฮโซ ต่อให้ซื้อไม่ไหวแต่ก็คงอยากมาดูนั่นแหละ ถ้าให้พวกเขานอนบ้านแบบนี้สักคืน พวกเขาคงเต็มใจยอมตายเลยมั้ง"
พอเฉินเฟิงเห็นท่าทางไม่ใส่ใจของพนักงานขาย เขาก็ไม่รีบร้อน นำฟางฉิงตรงดิ่งไปดูบ้านจำลองขนาดเล็กในหมู่บ้าน
พนักงานขายคนหนึ่งที่ดูก็รู้ว่าเป็มือใหม่กำลังยืนดูบ้านจำลองขนาดเล็กอยู่พอดี พอเขาเห็นเฉินเฟิงกับฟางฉิงเดินเข้ามาก็รู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย รีบปรี่เข้าไปสอบถาม "คุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงครับ สนใจซื้อบ้านหรือเปล่าครับ? ผมสามารถแนะนำให้คุณก่อนตัดสินใจได้นะครับ"
พนักงานขายเก่าแก่คนหนึ่งหัวเราะเยาะเย้ยพูดซุบซิบนินทากับพนักงานข้างๆ "ดูพวกนี้ให้ดีก่อนสิ หน้าตาเซ่อๆ แบบนั้น ดูก็รู้แล้วว่าไม่มีปัญญาซื้อหรอก จะไปแนะนำทำบ้าอะไรอีก"
เฉินเฟิงไม่พูดอะไร เพียงหยิบบัตรเครดิตใบหนึ่งจากกระเป๋าพร้อมๆ กับชี้บ้านหลังหนึ่งที่อยู่กลางสุดของบ้านจำลอง เอ่ยปากว่า "ไม่ต้องแนะนำหรอก เอาหลังนี้แหละ จ่ายเต็มจำนวนเลย"
พนักงานขายมือใหม่ตาลุกวาว แทบไม่อยากเชื่อสายตา ลูกค้าคนนี้ไม่สนใจดูว่าบ้านเป็ยังไงด้วยซ้ำ ไม่แม้แต่จะถามราคา
พนักงานขายมือใหม่ถึงกับใจนพูดไม่ออก
พนักงานขายเก่าแก่ด้านข้างได้ยินคำพูดของเฉินเฟิงกลับเย้ยหยันเขา "ตอนนี้ใครๆ ก็ซื้อบ้านได้ บางทีก็ไม่ถามราคา เล่นบทจนไม่ต้องซ้อมเลย รอให้มันหน้าแตกไปเหอะ!"
เฉินเฟิงหันไปมองพนักงานขายเก่าแก่ที่เพิ่งพูดตาขวาง แล้วยื่นบัตรให้พนักงานใหม่ "ทุกอย่างฝากคุณจัดการด้วยแล้วกัน"
พนักงานขายมือใหม่รับบัตรจากมือเฉินเฟิงทั้งๆ ที่แทบตั้งตัวไม่ทัน เขายังคงอยู่ในอาการสับสน แต่ก็รับเอาบัตรของเฉินเฟิงไปจัดการทำธุรกรรมทั้งๆ อย่างนั้น
พนักงานขายเก่าแก่ข้างๆ ได้ยินคำพูดเฉินเฟิงก็ถอนหายใจอย่างไม่ยินดียินร้าย
พนักงานขายเก่าแก่สองสามคนที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างมีท่าทีรอรับชมเื่สนุกและพากันนินทาเฉินเฟิงต่อ "แสร้งรวยละมั้ง? มีที่ไหนซื้อบ้านไวขนาดนั้น บ้านที่เขาเล็งไว้หลังนั้นมีมูลค่ากว่าร้อยล้าน ในบัตรเขาไม่มีเงินขนาดนั้นแน่ๆ ดูสิว่าอีกสักพักเขาจะหน้าแตกยังไง"
"ดูหน้าโทรมๆ ของมันดิ คงไม่รู้จะไปแอครวยซี้ซั้วที่ไหน"
"ใช่ปะ? แค่รถยังไม่มียังกล้าทำเป็จ่ายซื้อบ้านราคาเต็ม นี่มันอาหรับราตรี [1] ชัดๆ"
ขณะที่พวกพนักงานขายเก่าแก่กำลังนินทากันอยู่นั้นเอง พนักงานขายมือใหม่วิ่งแจ้นกลับมาอย่างร่าเริงพร้อมยื่นกองเอกสารให้กับเฉินเฟิง
เขาเองก็ไม่คิดว่าบัตรของเฉินเฟิงจะสามารถรูดเงินออกมาได้จริงๆ!
"คุณลูกค้าครับ เอกสารสำคัญเสร็จหมดแล้วนะครับ ทางนี้เป็ใบเสร็จกับสัญญาซื้อบ้าน ถ้าคุณลูกค้าตรวจดูไม่มีปัญหาอะไร รบกวนเซ็นชื่อลงตรงนี้ด้วยนะครับ แล้วเดี๋ยวไปรับกุญแจกับผมได้เลยครับ"
พอได้ยินคำพูดของพนักงานขายมือใหม่ พนักงานขายเก่าแก่ที่ไม่ได้ต้อนรับเฉินเฟิงต่างต้องใไปตามๆ กัน เขาจ่ายเงินซื้อบ้านราคาเต็มจริงๆ เหรอ?
"ไม่น่าเป็ไปได้มั้ง? แต่งตัวแบบนั้นจะซื้อบ้านไหวจริงเหรอ?"
"แถมยังจ่ายเต็มเนี่ยนะ?"
"ผู้หญิงสาวคนนั้นโชคดีจังเลย บ้าเอ๊ย รู้งี้เมื่อกี้ฉันไปต้อนรับดีกว่า..."
"ดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนรวย! บัตรนั่นคงไม่ใช่ว่าขโมยมาหรอกมั้ง?"
ตลอดกระบวนการทำเื่ซื้อขายบ้าน ฟางฉิงยังคงอยู่ในอาการเงอะงะ จนกระทั่งเฉินเฟิงนำกุญแจบ้านมาวางไว้ในมือเธอ เธอก็ยังไม่อยากเชื่อเื่ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า เมื่อเดินตามเฉินเฟิงออกจากประตูสำนักงานขาย เธอถึงค่อยๆ ตั้งสติได้ "คุณมีเงินมากขนาดนี้ได้ยังไง?"
นอกจากไม่อยากเชื่อแล้วฟางฉิงยังรู้สึกเป็กังวลด้วย ั้แ่เฉินเฟิงย้ายเข้าบ้านมา เขาก็ไม่เคยทำงานอะไรเลย จู่ๆ หยิบเงินมากมายขนาดนั้นออกมาใช้ เงินก้อนนี้คงไม่ใช่ว่าได้มาอย่างไม่สุจริตนะ?
เฉินเฟิงอธิบายอย่างยิ้มแย้มให้กับฟางฉิงที่กำลังเป็กังวล "ในเมื่อคุณถามผมก็จะตอบตรงๆ เลย จริงๆ แล้วผมเป็คนรวยน่ะ"
ฟางฉิงมองเฉินเฟิงตาไม่กะพริบ รู้สึกว่าเฉินเฟิงไม่พูดความจริง "เป็คนรวย แล้วมาเป็ลูกเขยในบ้านพวกเราทำไม?"
"ที่ผมมาเป็ลูกเขยก็เพราะหวังให้คุณมีความสุข ผมเลยอดทนเื่ที่ผ่านมาตลอด ไม่อยากมีเื่มีราวกับญาติๆ ในตระกูลคุณ แต่ตอนนี้ผมเห็นว่าวิธีการของผมคงผิดไป ดังนั้น ต่อจากนี้ผมจะปกป้องคุณเอง ไม่ปล่อยให้ใครรังแกคุณได้อีก"
ฟางฉิงเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเฉินเฟิงก็ยิ่งรู้สึกว่าเฉินเฟิงกำลังโอ้อวดไปเรื่อย พูดแต่เื่หลอกลวงเหลวไหล เธอกังวลว่าเงินในมือเฉินเฟิงจะได้มาอย่างไม่ถูกต้องจึงกล่าวเตือนเสียงเข้ม "เฉินเฟิง คุณห้ามทำเื่ผิดกฎหมายหรือเื่ที่มันไม่ถูกไม่ควรนะ! เงินพวกนี้ไม่ได้ได้มาอย่างสุจริตใช่ไหม คุณเอาไปคืนซะ!"
คราวนี้เฉินเฟิงไม่อธิบายอะไรต่อ พาฟางฉิงเดินทางกลับบ้านทั้งอย่างนั้นเลย
เมื่อเฉินเฟิงกับฟางฉิงกลับถึงบ้าน ที่บ้านกำลังมีแขกมาหาพอดี แม่ฟางฉิงกำลังวุ่นอยู่กับการต้อนรับแขกอย่างร่าเริง
แม่ฟางฉิงเดิมไปมาด้วยรอยยิ้มแจ่มใส พอเห็นฟางฉิงเข้ามาในบ้านเธอจึงกล่าวทัก "ดูสิว่าใครมา!"
แต่พอเห็นเฉินเฟิงที่เดินตามหลังฟางฉิงมา หน้าตาก็แปรเปลี่ยนเป็บูดบึ้งในทันที "ไอ้ตัวไร้แก่นสาร กลับมาทำไมอีก? ไอ้นี่..."
ฟางฉิงเข้าบ้านมาเห็นคนที่นั่งอยู่ในห้องคือหานจือเสียง เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเธอเอง ได้ยินว่าเขาไปต่างประเทศั้แ่เมื่อก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่ากลับมาเมื่อไหร่ เธอไม่ได้สนิทกับคนคนนี้มากขนาดนั้น ดังนั้นจึงแค่พยักหน้าทักทายพอเป็พิธีและกำลังจะเดินขึ้นไปบนชั้นสอง แต่เธอไม่คิดว่าจะถูกแม่รั้งไว้
"อ้าว เฮ้! เสี่ยวฉิง ลูกจะไปไหน เพื่อนมาหาทั้งทีทำไมไม่อยู่ต้อนรับซะหน่อย?" แม่ฟางพูดพลางลากฟางฉิงไปนั่งข้างๆ เพื่อนผู้ชาย
เฉินเฟิงเห็นฟางฉิงนั่งลงก็จะเข้าไปนั่งติดฟางฉิง แต่กลับถูกแม่ยายะโด่าเสียงดัง "ไอ้ขี้แพ้ นั่นใช่ที่ให้แกนั่งหรือไง? รีบไปรินชาสิ ดูสิดู มีตาก็แหกดูบ้าง ไอ้คนไร้ประโยชน์เอ๊ย รีบๆ ไปรินชาได้แล้ว เสร็จแล้วก็ไปล้างผักในครัวด้วย ตอนเที่ยงฉันมีแขกจะมากินข้าว!"
ได้ยินคำพูดของแม่ฟางฉิง หานจือเสียงหัวเราะเยาะใส่เฉินเฟิง "โอ้โห แค่มองดูก็รู้แล้วล่ะว่าคนใช้บ้านนี้ไม่ฉลาด! ไว้วันหลังเดี๋ยวผมหาคนใช้ที่มันใช้ได้ให้ใหม่ดีกว่าไหมครับ คนใช้พวกนี้ต้องหาคนที่เชื่อฟังถึงจะใช้งานคล่อง"
แม่ฟางฉิงได้ยินหานจือเสียงพูดว่าเฉินเฟิงเป็คนใช้ก็ไม่แก้ต่างให้ ทั้งยังยิ้มหน้าบานและพยักหน้ารับ "พูดถูก! ไม่ใช่แค่ไม่ฉลาดนะ มันยังเป็พวกเลี้ยงเสียข้าวสุกด้วย อยากไล่ออกไปตั้งนานละ ถ้าหลานมีคนดีๆ ต้องแนะนำให้น้านะ"
"ได้เลยครับคุณน้า" หานจือเสียงแอบหัวเราะเยาะในใจ เขาชอบฟางฉิงั้แ่สมัยเรียนแล้ว เพียงแต่ฟางฉิงไม่เคยเหลียวแล
ตอนเขากลับมาจากต่างประเทศได้ยินว่าฟางฉิงพาลูกเขยไม่ได้ความเข้าบ้าน เขาจึงคิดว่าโอกาสของเขามาถึงแล้ว
เขารู้มานานแล้วว่าเฉินเฟิงไม่ใช่คนใช้ เพียงแต่พูดเพื่อหักหน้าเฉินเฟิงเท่านั้นเอง
แม่ฟางฉิงพูดจบก็ส่งสายตาไปทางห้องครัวอย่างหงุดหงิด "เฉินเฟิงรีบไปทำงานให้ไว ทำอะไรก็ไม่เป็แค่งานบ้านยังไม่รู้หน้าที่"
ด่าเฉินเฟิงเสร็จ แม่ฟางฉิงก็หันไปยิ้มให้หานจือเสียงต่อ "วันนี้กินข้าวด้วยก่อนนะ น้าซื้อของกินมาเยอะแยะเลย กินเยอะๆ ล่ะ"
หานจือเสียงพูดเกินจริง น้ำเสียงแสดงความเหนือกว่าอย่างปิดไม่มิด "ผมไม่ได้กินอาหารประเทศเราหลายปีแล้ว พูดแล้วก็คิดถึงเหมือนกันนะครับ แต่กระเพาะผมกินแต่อาหารต่างประเทศจนชินแล้วมันค่อนข้างบอบบางไปหน่อย ไม่รู้จะปรับตัวกับอาหารบ้านเราได้หรือเปล่า ก็เมนูในประเทศเราค่อนข้างคุณภาพต่ำ! แต่ถ้าเป็อาหารที่คุณน้าทำคงไม่มีปัญหา!"
แม่ฟางฉิงได้ยินแบบนี้ยิ่งชื่นใจ ไปต่างประเทศได้แสดงว่าบ้านเขาค่อนข้างมีฐานะ ถ้าฟางฉิงมีอะไรกับเขาได้สักหน่อย...
แม่ฟางฉิงยิ้มจนแก้มปริ ทำเหมือนไม่ได้ยินน้ำเสียงโอ้อวดจากปากคนตรงหน้า "อ้าว ไม่ชินเมนูในประเทศเราเหรอ? งั้นตอนอยู่ต่างประเทศกินอะไร น้าจะทำให้"
"โอ๊ย น้าไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกครับ เดี๋ยวเหนื่อยแย่ เราไปกินข้าวโรงแรมห้าดาวกันดีกว่าครับ ง่ายกว่าเยอะ ปลอดภัยกว่า"
ฟางฉิงได้ยินคำพูดของเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนนี้แล้วรู้สึกขยะแขยง พึมพำเบาๆ ไปว่า "ไปต่างประเทศแล้วอุตส่าห์กลับมาทั้งที จะเอาแต่โอ้อวดงู้นงี้ ตัวเองดีเลิศประเสริฐศรีกว่าใครอย่างเดียวเลยเหรอ?"
แม่ฟางฉิงได้ยินคำพึมพำนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที หันไปฟาดมือใส่ฟางฉิง "เด็กบ้า พูดอะไรของแกน่ะ?"
ฟางฉิงทนฟังต่อไม่ไหวจึงลุกขึ้นเตรียมปลีกตัวออกมาแต่ก็ถูกแม่กระชากตัวไว้ "อ่า... ชีวิตต่างประเทศเป็ยังไงบ้าง? จริงสิ เธอกับฟางฉิงคงไม่เจอกันนานเลยสินะ? ฟางฉิง ลูกไปเรียนรู้เื่ต่างประเทศจากเขาสักหน่อยสิ"
หานจือเสียงพอได้ยินแม่ฟางฉิงถามแบบนี้ก็เริ่มคุยเก่งขึ้นมาทันที เปิดปากพูดโอ้อวดเหมือนคนหลงตัวเองต่อ "โอ๊ย ต่างประเทศนะครับ ดีไปหมดทุกอย่าง ดีกว่าที่นี่เยอะ! แต่ผมไม่มีทางเลือก ผมมีธุรกิจอยู่ที่นี่ผมเลยต้องกลับมารับ่กิจการครอบครัวต่อ
ที่นี่น่ะนะ ผมเพิ่งไปดูบ้านมา บ้านราคาแพงที่ดีที่สุดของแถบเราเนี่ย ดูแล้วก็ดีใช้ได้ว่าไหมครับ? แต่ก็สู้บ้านต่างประเทศไม่ได้อยู่ดี แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อมันคือบ้านที่ดีที่สุดแล้ว ผมเลยกำลังคิดว่าคงกู้มาซื้อก็ได้มั้ง"
บ้านราคาแพงที่ดีที่สุด? นั่นมันไม่ใช่หลังที่เฉินเฟิงพาเธอไปซื้อเมื่อกี้เหรอ? ฟางฉิงมองสำรวจเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยปากเก่งที่โม้ไม่หยุดั้แ่หัวจดเท้า เธอรู้สึกขำนิดหน่อย กู้แล้วยังกล้าอวดแบบนี้อีก?
พอได้ยินว่าคนคนนี้ไม่ใช่แค่เคยไปต่างประเทศ แต่ยังเป็คนที่กำลังซื้อบ้านหรูอีกหลังด้วยต่างหาก ดวงตาแม่ฟางฉิงเลยเปล่งประกายวิบวับในฉับพลัน ผลักฟางฉิงเข้าไปใกล้หานจือเสียงเต็มแรง "จริงเหรอ? เฮ้อ! ถ้ามีโอกาสก็ต้องให้ลูกน้ามีโอกาสไปเห็นไปเรียนรู้บ้างนะ ถ้าไปตั้งรกรากที่ต่างประเทศได้ยิ่งไม่เลวเลย เฮ้อ! หนูช่วยพาลูกน้าไปต่างประเทศด้วยได้ไหม?"
"อ่า แน่นอนว่าต้องมีโอกาสอยู่แล้วครับ เสี่ยวฉิง เราสองคนไปมาหาสู่กันบ่อยๆ นะ วันไหนอยากไปต่างประเทศก็นึกชื่อผมเป็คนแรกละกัน เดี๋ยวผมจัดการให้!" เขาพูดพลางตบไหล่ฟางฉิงเบาๆ
"ส่วนน้า ถ้าน้าอยากไปต่างประเทศก็ให้เสี่ยวฉิงพาไปด้วย ผมจัดการให้เอง" ตอนนี้น้ำเสียงหานจือเสียงฟังดูภาคภูมิใจเหลือเกิน เขายังไม่ลืมเหลือบมองเฉินเฟิงอีกครั้ง ไอ้คนไร้ค่าแบบนี้จะเอาอะไรมาเทียบกับเขาได้?
แม่ฟางฉิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ยิ่งรู้สึกว่าคนคนนี้ดีกว่าลูกเขยไร้ประโยชน์ของเธอเป็ไหนๆ "งั้นฝากด้วยนะ จริงสิ หลังจากหนูกลับมาแล้วไปทำงานที่ไหนเหรอ?"
พอได้ยินมีคนถามเื่งาน หานจือเสียงยิ่งรู้สึกภูมิใจ "อ้อ ก็ไม่ได้ทำที่ไหนหรอก แค่ถูกตาผู้นำตระกูลหลิวเข้า ผมเลยได้ไปเป็ผู้บริหารที่หลิวซื่อกรุ๊ปเข้า ผู้นำตระกูลหลิวค่อนข้างชื่นชมผมพอสมควรเลย พวกเราสองคนเลยสนิทกันมาก! จริงสิ ฟางฉิง เธอได้รับของขวัญที่ผมส่งให้หรือยัง?"
ของขวัญ? เขากับผู้นำตระกูลหลิวสนิทกัน งั้นที่ผู้นำตระกูลหลิวลงมาขอโทษด้วยตัวเองเป็เพราะเขาเหรอ?
แม่ฟางฉิงดีใจสุดๆ จับมือหานจือเสียงด้วยความตื่นเต้น "ของขวัญนี่ดีจริงๆ เลย ขอบคุณนะ หนูช่วยพวกเราได้เยอะเลย"
ช่วยได้เยอะมาก? ก็แค่ลิปสติกแท่งเดียว มันดีขนาดนั้นเชียว? ไม่น่ามั้ง?
หานจือเสียงยิ้มมองแม่ฟางฉิงที่ตื่นเต้นอยู่ชั่วครู่ ในใจอดหัวเราะเ็าไม่ได้ ช่างเป็ครอบครัวที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างอะไรเลยขนาดนี้ แค่ลิปสติกแท่งเดียวก็ทำให้พวกเธอขอบคุณเขาได้ขนาดนี้ ดูท่าแล้ว ฟางฉิงต้องตกเป็ของเขาแน่ๆ นับประสาอะไรกับลิปสติกแค่แท่งเดียว? เขามีของที่ดีกว่าลิปสติกอีกมากมาย
ทำไมผู้นำตระกูลหลิวถึงต้องไปขอโทษด้วยตัวเองนะเหรอ ที่แท้ก็เพราะเส้นสายของเพื่อนฟางฉิงคนนี้นี่เอง ไอ้หน้าด้านเฉินเฟิงนั่นดันฉวยโอกาสให้คุณชายหลิวคุกเข่าขอโทษ คนที่ไม่รู้เื่คงคิดว่าเฉินเฟิงมีความสามารถ!
แต่ไอ้คนไร้ค่าแบบมันจะมีความสามารถอะไรที่ไหนกัน?
พอหันมองเฉินเฟิงที่กำลังเดินมาเสิร์ฟชาจากในครัว แม่ฟางฉิงยิ่งรู้สึกฉุนยิ่งกว่าเดิม เปิดปากด่าทออีกแล้ว "ไอ้คนไร้ค่า รู้จักยางอายบ้างไหม? ห้ะ? ไม่ใช่ความสำเร็จของแกแต่แกยังกล้าหน้าด้านรับอีกเหรอ? แล้วยังทำเป็เก่งอีกไม่ใช่หรือไง? ถ้าคนเขาไม่รู้เื่คงคิดว่าผู้นำตระกูลหลิวมาขอโทษเพราะแก! ดูแกก่อเื่ซะขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนของฟางฉิง ฉันว่าแกคงตายโหงไปแล้ว ซวยคนเดียวไม่พอยังจะลากลูกสาวฉันให้ซวยไปด้วยอีก! ไอ้ขยะเอ๊ย!"
ฟางฉิงฟังคำพูดของแม่แล้วหันไปมองเฉินเฟิง เธอพบว่าเฉินเฟิงมีสีหน้าเรียบเฉยจนเธอจับไม่ได้ว่าที่ผู้นำตระกูลหลิวมาขอโทษนั้น แท้จริงแล้วเป็เพราะใคร
เมื่อครู่ที่คฤหาสน์ตระกูลฟาง วิธีการปกป้องของเฉินเฟิงไม่เหมือนของปลอม ถ้าผู้นำตระกูลหลิวไม่ได้มาเพราะเฉินเฟิง งั้นทำไมเฉินเฟิงถึงทำให้คุณชายหลิวคุกเข่าได้ แล้วทำไมผู้นำตระกูลหลิวถึงยอมปล่อยให้ลูกชายคุกเข่า?
แต่ของขวัญอย่างเดียวที่หานจือเสียงพูดถึง นอกจากเื่ผู้นำตระกูลหลิวแล้ว เธอก็ไม่เห็นได้รับของขวัญอะไรเลยนี่นา
งั้นจริงๆ แล้วใครกันที่เป็คนยื่นมือเข้าช่วย?
เชิงอรรถ
[1] พันหนึ่งราตรี หรือที่บ้านเรารู้จักกันในชื่อ อาหรับราตรี มักถูกใช้เป็สำนวนเปรียบเปรยถึงเื่ที่เป็ไปไม่ได้ เป็เื่ราวเพ้อฝัน
