การเดินทางคราวนี้ถือว่าโชคดี ที่ระหว่างพบอารามเต๋าที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่งสำหรับใช้พักในตอนกลางคืน
เฉินถั่วถงจึงตัดสินใจทันทีว่าจะพักอยู่ที่อารามเก่าหลงนี้สักสองสามวัน เพื่อไปล่าสัตว์และหาสมุนไพรเพื่อที่จะเอาไปขาย
เหลือแค่ฮูหยินแซ่หยู่ที่เป็ผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เฝ้าอยู่และดูแลเด็กๆ
เนื่องจากไม่มีอะไรทำ เฉินอวี๋จึงใช้โอกาสนี้หยิบไม้เล็กๆ ขึ้นมาถือและฟันขึ้นลง นี่คือพื้นฐานแรกที่พ่อของเขาสอน ฝึกทำให้ร่างกายคุ้นเคยกับการปรับรากฐานร่างกายสำหรับด่านแรก ซึ่งมีแค่เฉินอวี๋และเฉินอิงเอ๋อเท่านั้นที่หยิบกิ่งไม้แกว่งไปมา ส่วนเฉินต้าและท่านตาใช้โอกาสนี้เดินไปรอบๆ เพื่อสำรวจหาของที่พวกเขาสนใจในละแวกใกล้เคียง
ในขณะที่เฉินเหนียนอู่ ยังคงยุ่งอยู่กับการศึกษารูนและดวงดาว เขียนข้อมูลและหาถ่านเขียนคำลงบนพื้นเพื่อทบทวน ซึ่งการเขียนนี้ ก็ดึงดูดให้ลูกสาวคนโตของฮูหยินหยู่เดินมาดูนั่งลงข้างๆ เหมือนนาง้าหาเพื่อนเพื่อพูดคุย แต่เฉินอวี๋และอิงเอ๋อยังคงยุ่งกับการฝึก นางจึงเดินมาดูพี่สาวคนรองแทน
เฉินเหนียนอู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และด้วยที่เวลาทั้งวันไม่มีอะไรให้ทำแล้ว จึงตัดสินใจสอนคำและการอ่านหนังสือให้อีกฝ่าย
นางเป็แม่มดที่ชอบงานวิจัยและเรียนรู้อะไรใหม่ๆ การเรียนรู้ภาษาที่ไม่ซับซ้อนของโลกนี้จึงเข้าใจได้ในเวลาแค่ไม่กี่วัน หากไม่นับเฉินต้าและท่านตา ทุกคนในครอบครัวในตอนนี้ล้วนแต่อ่านออกและเริ่มเขียนได้หมดทุกคน
สิ่งนี้ จึงทำให้สาวน้อยแซ่หยู่ดีใจมากที่อีกฝ่ายยอมสอน และกว่าจะรู้ตัว ก็ปรากฏว่าเฉินเหนียนอู่มีน้องสาวที่อายุรุ่นคราวเดียวกันเพิ่มอีกหนึ่งคน
“เ้ายังไม่มีชื่อรึ?”
เฉินเหนียนอู่หันไปถาม
“ไม่ ขะ..ข้าไม่มีชื่อเป็ของตัวเอง” ลูกสาวคนโตห่อไหล่พูดอย่างเสียใจ สิ่งนี้ค่อนข้างเป็เื่ปกติของเด็กจากชนบท ขนาดการพ่อแม่หรือใครก็ตามที่จะเรียกชื่อ ยังมีแค่นามรองเช่น “หยู่เอ๋อ” ที่แปลว่าเด็กน้อยแซ่หยู่ ไม่ก็ต้าหยู่ที่แปลว่าพี่คนโตของครอบครัว
ชื่อการเรียกอย่างเป็ทางการจึงแทบจะไม่เคยมีเป็ของตัวเอง ดังนั้น การเขียนคำและอักษร จึงแทบจะไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน
“เช่นนั้นเ้าชื่อว่า หยู่เซียงกู๋ ดีหรือไม่?”
“ตัวแซ่หยู่เขียนเช่นนี้ ส่วนเซียงกู๋ก็เขียนลากเส้นยาวๆ สี่เส้นติดกันเหมือน….”
สองสาวตัวน้อยวัยเดียวกัน ก้มศีรษะและใช้ถ่านเขียนบางสิ่งบนกระเบื้องหินแตก ร่วมใจเขียนอย่างขะมักเขม้นประดิษฐ์อักษรอย่างตั้งใจ
อีกด้านที่ลานฝึก
“แฮ๊กๆ”
“เหนื่อยเป็บ้า แค่ด่านหนึ่งวิริยะยังเหนื่อยขนาดนี้ แล้ววันไหน ข้าจะะโขึ้นไปขี่กระบี่บนท้องฟ้าแบบเท่ๆ ได้กัน”
“…”
เฉินอวี๋ที่ฝึกจนเหนื่อย เขาก็เดินกลับมาพักจากอาการหมดแรง นอนแผ่เหงื่อท่วมเต็มหลัง ไม่คิดว่าแค่การโบกกิ่งไม้ในร่างของเด็กสี่ขวบ ควบคุมไปตามจังหวะการหายใจที่ดูเหมือนจะง่าย แต่มันต้องใช้ความพยายามจนเหนื่อยแทบใจขาด
“หือ?”
ขณะพัก ทันใดนั้น สายตาของเฮฉินอวี๋ก็บังเอิญไปเห็นพี่สาวคนรอง กำลังสอนบุตรสาวจากครอบครัวแซ่หยู่ให้รู้จักตัวหนังสือ เห็นสาวน้อยถือกระเบื้องวิ่งไปหาแม่ ะโอวดให้เห็นว่านางเขียนและมีชื่อเป็ของตัวเองแล้วอย่างดีใจ
“พี่เหนียนอู่ ท่านสอนลูกสาวแซ่หยู่เขียนหนังสืออย่างนั้นรึ?”
เฉินอวี๋ที่เห็นเช่นนี้ เขาก็ชะโงกขึ้นนั่ง หันไปหาพี่สาวคนรองเพื่อถาม
“ใช่แล้ว ข้าเบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ เห็นว่าเด็กคนนั้นสนใจก็เลยตั้งชื่อให้นาง”
“เป็ไง ความหมายมันดีใช่หรือไม่?” เฉินเหนียนอู่ยิ้ม ถึงภาษาจะมีไวยากรณ์ต่างจากโครงสร้างจากโลกเก่า แต่ก็เรียนรู้และเขียนได้ไม่ยาก จากนั้นก็ตั้งเศษกระเบื้องแตกขึ้นให้เฉินอวี๋ดู เหมือนตั้งใจใช้แทนกระดานสำหรับฝึก มีรอยถ่านสีดำเขียนเป็อักษรแคว้นชวีอยู่คำๆ หนึ่ง
เฉินอวี๋มองปราดเดียวก็อ่านออก แต่เขาก็กะพริบตาปริบๆ และผงะเล็กน้อย คำๆ นั้นอ่านและเขียนไว้ว่า “หยู่เซียงกู๋” พอเขาหันมองไปอีกด้านซึ่งกำลังดีใจอยู่กับฮูหยินหยู่ผู้เป็แม่ ด้วยศีรษะใหญ่โตร่างเล็กๆ เส้นผมฟูฟ่องส่ายไปส่ายมาเหมือนไม่เคยเจอหวีมาก่อนั้แ่เกิด
หยู่เซียงกู๋ แปลว่า สาวหัวเห็ดหอม และจากสภาพของลูกสาวคนโตของครอบครัวแซ่หยู่แล้ว ชื่อนี้นับว่าเข้ากับสภาพของอีกฝ่ายมากเหมือนเกิดมาเพื่อมัน
อย่างน้อย ก็ยังดีกว่าชื่อที่พวกบัณฑิตที่มาขอพักข้างแรมตั้งให้ ที่ชอบตั้งชื่อให้ลูกคนอื่นไปมั่วๆ ว่าไอ้บื้อหนึ่ง ไอ้บื้อสอง และจะโชคร้ายอีกหน่อย หากคนรู้หนังสือพวกนั้นมีนิสัยี้เี แล้วตั้งชื่อเด็กๆ และลูกหลานของพวกเขาว่าไอ้หน้าลิง ที่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เจอแต่คนชื่อลิงโทน ลิงดำ ลิงตูดแดง ลิงหน้าหมึก
เดิมเป็หมู่บ้านที่คนอาศัยแท้ๆ ก็อาจจะกลายเป็ที่อยู่อาศัยของฝูงลิงได้ในชั่วข้ามคืน
เฉินอวี๋ที่หันหน้ามามองพี่สาวซึ่งฉีกยิ้มรอคำชมอยู่ จึงพยักหน้ายกนิ้วโป้งให้ บ่งบอกว่าพี่สาวตั้งชื่อได้ดีจริงๆ
“หืม…มันเป็ชื่อที่เป็สิริมงคลมากๆ พี่ข้า”
“ใช่มั๊ยล๊า!!~~ ข้าก็ว่างั้นแหละ…คิกคิกคิก!!~”
“…”
“…”
เป็อีกวันที่ผ่านไป ด้วยความสามารถในการหาเหยื่อที่เหนือธรรมชาติของเฉินถั่วถง เหยื่อที่ล่ามาได้จึงกองรวมกันจนกลายเป็ูเาลูกเล็กๆ
ไก่ฟ้าและกระต่ายเป็สัตว์ที่พบได้มากที่สุด รวมถึงนกบางชนิดที่มีขนสวยงามก็ยังมี เนื้อของพวกมันสามารถย่างรมควันเก็บไว้ได้นานถึงสองสามวัน ส่วนขนและหนังมีความตั้งใจจะเก็บเอาไว้ขายตอนเข้าเมือง
นอกจากสัตว์ป่าทั่วไปแล้ว การล่ายังได้พังพอนและสุนัขจิ้งจอกขาว ซึ่งทั้งสองชนิดมีมูลค่าในด้านขนมากกว่าเนื้อ
อย่างไรก็ตาม ถึงที่นี่จะอุดมสมบูรณ์กว่าจ้อเจียง แต่พวกเขาก็ยังไม่พบเห็นสัตว์ขนาดใหญ่ในป่าเลย เหมือนว่ายิ่งใกล้ฤดูหนาวก็ยิ่งทำให้พวกมันเริ่มจำศีล ทำให้หากไม่บังเอิญเจอที่ซ้อน ก็แทบจะไม่มีโอกาสเห็นพวกมันเดินเล่นอยู่ในป่า
แต่แล้วในวันที่สองของตอนเที่ยง
ขณะที่เฉินอวี๋ยังคงฝึกการแกว่งไม้ขึ้นลง เขาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายอยู่นอกอารามเต๋า เขาคิดว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงรีบวิ่งออกไปพร้อมกับคนอื่นๆ
แต่พอดูดีๆ แล้ว พ่อแม่และหยู่เจ๋อไม่ได้มีปัญหาและกลับมาอย่างปลอดภัย ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นกับเหยื่อที่ล่ามาได้วันนี้ คือพ่อแบกเสือดาวตัวใหญ่บนหลังมาด้วย
ทั่วทั้งตัวของมันปกคลุมไปด้วยลายเส้นสีเหลืองและดำ ซึ่งสะท้อนแสงสีทองจางๆ เมื่อโดนแสงแดด เป็เสือดาวที่ยาวและใหญ่กว่าตัวที่เฉินอวี๋เคยเห็นในหนังสือ หากวัดจากหัวถึงหางก็ยาวได้ประมาณสองเมตร
มันพลัดตกลงไปในกับดักที่แม่วางไว้เมื่อวันก่อนโดยไม่ตั้งใจ ท้องของมันถูกหนามไม้แหลมแทงทะลุจนเสียเืตาย
“ท่านแม่ คิดว่าเสือตัวนี้จะขายได้เท่าไหร่?”
เฉินอวี๋และเหนียนอู่เดินวนรอบตัวเสือดาวพลางตั้งคำถาม พยายามจะััขนที่เรียบลื่นเป็มันเงาด้วยความอยากรู้ แต่ก็ลังเลที่จะแตะแรงเพราะกลัวว่าจะทำให้ของเสียหายราคาตก
เฉินถั่วถงเช็ดเหงื่อที่หน้าผากแล้วยิ้ม “แม่ก็ไม่รู้ แต่ราคาคงไม่ถูก เราต้องรีบเอามันไปขายในเมืองเร็วๆ ถึงจะอากาศของเหลียงตงจะเย็นแล้ว แต่ยิ่งปล่อยไว้นานเนื้อและหนังก็ยิ่งเน่าไวทำให้เสียราคา”
ไม่ว่าที่ใดหรือยุคไหน สัตว์ใหญ่ดุร้ายล้วนเป็ที่้าของผู้คนเสมอ
“แยกหนังออกจากเนื้อ อย่างน้อยเราก็ยังเก็บรักษาหนังไว้ได้ ส่วนเนื้อนั้นขายเป็ชิ้นๆ หรือทำเนื้อรมควันน่าจะดีกว่า” เมื่อเห็นทุกคนดูเป็กังวล เฉินถั่วถงจึงเสนอความเห็น แล้วชี้ไปที่กองเหยื่อตัวเล็กๆ ในมุมอารามที่ตากอยู่ว่า
“วันนี้เราจะหยุดล่า ทำการเก็บและห่อพวกมันทั้งหมด พักผ่อนกินอิ่มให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้เราจะเอาไปขายที่เมืองใกล้ๆ นี้ั้แ่เช้ามืดเลย”
ทุกคนรู้ว่าเสือดาวทั้งตัวมีค่ามาก แต่การแบกเสือดาวตัวใหญ่ขนาดนั้นไปตามถนน ย่อมต้องดึงดูดสายตาคนมากขึ้นไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ชีวิตยังสำคัญกว่าเงินทอง
สิ่งที่ขายได้จึงเน้นไปที่หนังที่ห่อพับซ่อนสายตาคนได้ ไม่สามารถโยนเสือทั้งร่างขึ้นเกวียนหรือแบกไปให้เห็นทั้งตัว
