เล่มที่ 5 บทที่ 144 ธงอสูรกุ่ยหวัง
“มือลั่นกับผีน่ะสิ!” อันจื่อเจี๋ยได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจนแทบบ้า ไม่สนแล้วว่าบัดนี้ตนเองกำลังเสียเปรียบเพราะถูกสองรุมหนึ่ง เขารีบโคจรพลังเพื่อเก็บชื่อิกลับมา ก่อนจะหยิบธงสีดำออกมาแทน พริบตาที่ธงสะบัดไปมานั้น ก็มีหมอกควันดำแพร่กระจายออกมา ภายใต้กลุ่มควันดำก็มีปรากฏเป็ใบหน้ามนุษย์จำนวนมาก มีทั้งใบหน้างดงามและอัปลักษณ์ มีทั้งใบหน้าดีใจและเศร้าโศกปะปนกันไปราวกับภายในธงนั้นมีผู้คนมากมายซ่อนอยู่
หลังจากที่อันจื่อเจี๋ยเริ่มโคจรพลัง กลุ่มควันดำนั้นก็หมุนวนรุนแรงขึ้น ใบหน้านับพันแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กลายสภาพเป็อสุรกายตนั์สูงนับสิบจ้าง มีสามเศียรหกกร ไอหยินเข้มข้นที่พวยพุ่งนั้น เพียงแค่มันทุ่มลงมา ค่ายกลสายฟ้าของจ้าวซื่อไห่ก็แตกสลายทันที ขณะที่จ้าวซื่อไห่ยังตกตะลึงไม่หาย เ้าอสุรกายร่างใหญ่ก็คำรามเสียงดังออกมา ไออสูรมากมายรวมตัวกันก่อนจะพุ่งกระแทกจ้าวซื่อไห่อย่างเต็มแรง จนเขาลอยกระเด็นออกไปนับสิบจ้างเลยทีเดียว…
ซูจิ้งที่อยู่ด้านข้างคิดจะหาทางช่วย แต่ก็กลับถูกมืออสูรข้างหนึ่งคว้าตัวเอาไว้เสียก่อน จากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าร่างของตนเองกำลังถูกจับเหวี่ยงจนตัวลอย ก่อนจะถูกทุ่มลงกับพื้นอย่างแรง กระทั่งพื้นหินบนถนนกลายเป็หลุมขนาดใหญ่…
เหมือนกับว่ายังไม่สาแก่ใจอสุรกายสามเศียรหกกรพอ มันยังคงกระทืบไปยังร่างของซูจิ้งที่ยังตกตะลึงไม่หาย ทันใดนั้นเองฝุ่นดินก็กระจายไปทั่วจนมืดครึ้มไปทั้งบริเวณ…
“แค่กๆ…” เป็นานกว่าซูจิ้งจะคลานออกมาจากหลุมได้ ระหว่างที่ไอสำลักฝุ่นนั้นก็มีเืปะปนออกมาด้วย สภาพดูสะบักสะบอมไม่น้อยเลย ไม่เหลือเค้าความน่าเกรงขามของศิษย์สายในอันดับหนึ่งของสำนักกระบี่หลีซานอีกต่อไป…
แต่ซูจิ้งกลับหัวเราะออกมา…
แถมเสียงหัวเราะยังดังขึ้นเรื่อยๆ
“อันจื่อเจี๋ย...ธงอสูรกุ่ยหวังที่อาจารย์เ้าให้มา คงจะมีพลังแค่หนึ่งเค่อสินะ”
“แล้วจะทำไม?” อันจื่อเจี๋ยยกยิ้มเ็า
“ขอแค่มีธงนี้อยู่ในมือ ข้าก็มีพลังเทียบเท่าอสุรกายขั้นกุ่ยหวังแล้ว เกรงว่าทั้งศิษย์สายในอันดับหนึ่งของสำนักกระบี่หลีซาน และศิษย์สายตรงของสำนักเชียนซานคงจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เสียแล้วล่ะ!”
“หึหึ…” จ้าวซื่อไห่ที่ถูกอัดกระเด็นได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะขึ้นมา
“ข้าบอกั้แ่แล้วว่าคนสำนักโยวิเก่งแต่เื่คุยโม้โอ้อวด หากอยู่ในมืออาจารย์เ้าอาจจะใช้ได้หนึ่งเค่อ แต่เ้ามันก็แค่ขั้นมิ่งหุ่นที่ฝ่าเคราะห์สองด่านเท่านั้น พลังหลังจากเตะและทุบพวกข้าก่อนหน้านี้นี้ เกรงว่าจะถึงขีดจำกัดแล้วสินะ อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสเลย ไหน เ้าลองบงการอสุรกายกุ่ยหวังอีกทีสิ…”
“เหอะ!” อันจื่อเจี๋ยแค่นหัวเราะออกมาทันที ใบหน้าก็ระบายไปด้วยความไม่ยี่หระ ไม่แม้แต่ชายมองจ้าวซื่อไห่ราวกับว่าอีกฝ่ายเป็อากาศธาตุ
ทว่าเขากลับลอบด่าในใจแทน ‘จ้าวซื่อไห่ผู้นี้ช่างลื่นราวกับปลาไหลจริงๆ ถึงกับทายถูกว่าพลังในตอนนี้ถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ…’
เขาก็ยังแสร้งทำเป็ปากเก่ง…
“ในเมื่อเ้าพูดเช่นนี้ เอาแบบนี้ไหมล่ะ ข้าจะตั้งธงไว้ตรงนี้ แล้วเ้าก็ลองมาทำลายดูสิ?”
“เื่นั้น…” รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวซื่อไห่ก็แข็งค้างไปทันที
‘บัดซบจริง เ้าลูกเต่าสำนักโยวิเริ่มจะกำแหงใหญ่แล้ว…’
‘ก็แค่พูดว่าอีกฝ่ายไม่มีพลังโคจรธงเท่านั้น ใครบอกว่าจะทำลายกันล่ะ?’
‘นั่นมันอสุรกายขั้นกุ่ยหวังเชียวนะ…’
‘เพียงทุบครั้งเดียว ต่อให้มีผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนสิบคนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะต้านได้…’
‘ใครอยากลองก็ลองไป แต่ข้าไม่เอาด้วยหรอกง
“จริงสิ…” ขณะที่ลอบด่าในใจอยู่นั้น จ้าวซื่อไห่ก็หันไปมองซูจิ้งที่กำลังคลานออกมาจากหลุม ก่อนจะเริ่มยุยงขึ้นมา
“ศิษย์น้องซูได้ชื่อว่า หากกระบี่ออกจากฝักแล้วจะไม่มีหวนกลับไม่ใช่หรือ ข้าว่านะ ตอนนี้อันจื่อเจี๋ยก็แค่แสร้งทำเป็เก่งเท่านั้นแหละ เ้าลองสะบั้นกระบี่ใส่ดูสิ เ้านั่นจะต้องคุกเข่ายอมแพ้แน่ๆ!”
“บ้าจริง…”
ทั้งอันจื่อเจี๋ยและซูจิ้งสบถออกมาพร้อมกัน ‘เ้านี่ยังมีความเป็คนอยู่บ้างไหมเนี่ย?’
“เอาล่ะ…” ซูจิ้งเพิ่งจะถูกอสุรกายกุ่ยหวังกระทืบร่างเข้าไปเต็มๆ จึงเจ็บหนักกว่าจ้าวซื่อไห่ หลังจากที่เขาคลานออกมาจากหลุมได้ไม่นาน ก็กระอักเืออกมา พอได้กลืนยาลูกกลอนรักษาอาการาเ็ไปสองเม็ด จึงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่น้ำเสียงที่พูดกลับยังคงอ่อนแรงอยู่มาก
“สงบศึกกันก่อนเถอะ…”
จากนั้นเขาก็หอบหายใจแรงอีกพักใหญ่ หลังจากที่เห็นว่าทั้งคู่ไม่เถียงอะไร ซูจิ้งจึงเอ่ยออกมาอีกครั้ง
“คราวนี้พวกเราทั้งสามคนไม่มีใครเอาชนะใครได้ หากข้ากับเ้าปลาไหลแซ่จ้าวร่วมมือกัน จะต้องกำจัดเ้าได้เป็แน่ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เ้ามีอาจารย์ที่เก่งกาจเล่า ถึงกับให้อาวุธที่ร้ายแรงอย่างธงอสูรกุ่ยหวังมา แต่ยังดีที่เ้าเป็แค่ผู้บำเพ็ญมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์เพียงสองด่านเท่านั้น ดังนั้นต่อให้มีธงนั่นในมือ ก็ทำอะไรพวกข้าไม่ได้อยู่ดี…”
“เฮ้ย พูดจาให้มันดีๆหน่อย!” จ้าวซื่อไห่กับอันจื่อเจี๋ยได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความไม่พอใจกระทั่งโกรธจัด
“หุบปาก ให้ข้าพูดให้จบก่อนสิ ไม่เห็นหรืออย่างไรว่าข้ากระอักเืไปด้วยพูดไปด้วย ตอนนี้ถือว่าเสมอกัน ข้าจึงคิดว่า…”
“คิดว่าอะไร?”
“ง่ายมาก ที่พวกเราทั้งสามมาที่นี่ก็เพื่อกระบี่เล่มนั้น เอาแบบนี้ไหม พวกเราคนใดคนหนึ่งเข้าไปบีบให้เ้าของร้านนั่นมอบกระบี่ออกมา จากนั้นค่อยมาแย่งชิงกันใหม่ ไม่อย่างนั้นแล้วพวกเราทั้งสามคงได้ตีกันตายก่อนจะได้กระบี่นั่น…”
หลังจากซูจิ้งพูดจบ จ้าวซื่อไห่กับอันจื่อเจี๋ยก็ชะงักลงไปทันที หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ก็สบตากัน ก่อนที่จะพยักหน้าตอบรับพร้อมๆกัน
“ได้ เอาตามที่ว่าแล้วกัน เดี๋ยวสิ แล้วถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมมอบกระบี่ให้ล่ะ จะทำเช่นไร?” จ้าวซื่อไห่ครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“หึหึ…” ซูจิ้งกับอันจื่อเจี๋ยหัวเราะออกมาก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกันอีกครั้ง นี่คงจะเป็ข้อแตกต่างระหว่างสำนักเชียนซานกับอีกสองสำนักกระมัง…
สำนักเชียนซานอ่อนแอมาเป็เวลานาน ถือว่าเป็ที่โหล่ของสิบสำนักใหญ่ในเป่ยจิ้ง จึงไม่เหลือจิตใจฮึกเหิมเหมือนเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ศิษย์ในสำนักเองเอะอะก็เอาแต่คิดว่าถ้าทำไม่ได้หรือสู้ไม่ได้จะทำอย่างไร…
แม้แต่จ้าวซื่อไห่ที่อายุไม่ถึงสามสิบซึ่งได้เลื่อนเป็ศิษย์สายตรงมาก่อนแล้ว แถมยังมีพร์ที่โดดเด่นไม่น้อยไปกว่าอันจื่อเจี๋ย ก็พลอยติดนิสัยนี้ไปด้วย…
และนี่ก็คือข้อแตกต่างนั่นเอง…
“ใช้กระบี่สะบั้นให้ตายเลยสิ…” ซูจิ้งแค่นหัวเราะเ็า จึงแสดงให้เห็นความอวดดีของศิษย์ที่เป็สำนักกระบี่อันดับหนึ่งของเป่ยจิ้งออกมา…
“ก็ได้…” จ้าวซื่อไห่ดูเหมือนจะเข้าใจข้อบกพร่องของตนเองแล้ว จึงไม่พูดอะไรมามากอีก…
ส่วนเจียงหลีก็วิ่งหนีกลับร้านหลอมอาวุธไปนานแล้ว บัดนี้กำลังกระหืดกระหอบบอกผู้เป็อาจารย์ถึงเื่ราวข้างนอก ขณะที่กำลังเล่าอย่างออกรส จู่ๆก็มีคนเปิดประตูเข้ามา
“แย่แล้ว!” เจียงหลีหน้าถอดสีทันที พวกเขามากันครบทั้งสามคนเลย และบัดนี้กำลังยืนเรียงหน้ากระดานกันอยู่ที่ประตู ส่วนคนชุดดำที่อยู่หน้าสุดแถมยังมีธงสีดำในมือ ก็คืออันจื่อเจี๋ยที่เขาเคยมีเื่ด้วยนั่นเอง
--------------------------------------------------------------------------------------------------
