เล่มที่ 4 บทที่ 95 ค่ายกลกระบี่เทียนหลัว
แล้วมีหรือที่หลี่ฉุนจะฟังคำเตือนนั้น?
สำหรับหลี่ฉุนแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็เพราะหลินเฟยคนเดียวเท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะหลินเฟย อาจารย์ก็คงจะไม่โกรธเขาขนาดนี้ หากไม่ใช่เพราะหลินเฟย เขาก็คงไม่ถูกขับมาที่หุบเขากระบี่…
ถึงแม้หลี่ฉุนจะไม่กล้ามีปัญหากับศิษย์สายตรง
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะปล่อยวางความแค้นที่มีได้
“จริงสิ วันนี้คงต้องระวังกันหน่อย ได้ยินมาว่าเมื่อหลายวันก่อน มีช่องโหว่ใหม่ปรากฏขึ้นมาสองแห่ง พวกศิษย์พี่ไป๋พยายามอย่างหนักเลยทีเดียว กว่าจะใช้ยันต์ปิดผนึกไว้ได้…”
“วางใจเถอะ ข้ามาอยู่ที่นี่หลายเดือนแล้ว มีครั้งไหนที่ข้าทำพลาดบ้างล่ะ?”
“หึหึ ก็จริง สมกับเป็ศิษย์เอกในบรรดาศิษย์สายในจริงๆ หากไม่ใช่เพราะโชคร้าย ก็คงไม่ต้องมาตกอับอยู่กับพวกข้า ในบรรดาศิษย์ที่อยู่ในอารามทั้งหมด คนที่พึ่งพาได้ เกรงว่าก็คงจะมีแค่ศิษย์น้องหลี่คนเดียว…”
“ส่วนมากพวกที่หลุดออกมาจากช่องโหว่นั้น ก็มีแค่มารปีศาจชั้นต่ำเท่านั้น แค่ไล่มันไปได้ก็พอแล้ว ในอดีตตอนอยู่ที่หุบเขาหมัวเจี้ยน ข้าเคยเจอปีศาจพวกนี้มานักต่อนักแล้ว…” หลี่ฉุนที่เพิ่งจะถูกซ่งจื่อเป้ยเยินยอเล็กน้อย บัดนี้จากใบหน้ามัวหมองก็พลันเปลี่ยนสีดูดีขึ้นมาทันที ก่อนที่เ้าตัวจะเริ่มคุยโม้เื่ในอดีต ส่วนซ่งจื่อเป้ยก็ยังคงยกยอเขาไปอีกหลายครั้ง ยิ่งทำให้หลี่ฉุนตัวลอยเข้าไปใหญ่…
“ระวัง!” ขณะที่หลี่ฉุนกำลังเหลิงละเลิงอยู่นั้น ใบหน้าของซ่งจื่อเป้ยก็พลันถอดสีขึ้นมา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ใบหน้าตื่นตระหนก ชั่วขณะที่เขากำลังเอ่ยเตือน ร่างทั้งร่างก็ลอยขึ้นไปกลางอากาศ…
พริบตาต่อมาก็มีลำแสงกระบี่สิบสองสายสว่างขึ้น
แน่นอนว่าศิษย์หุบเขาเทียนเสวียนย่อมเชี่ยวชาญค่ายกลกระบี่เป็อย่างดี
และซ่งจื่อเป้ยคนนี้ ก็มาจากหุบเขาเทียนเสวียนเช่นเดียวกัน แม้จะไม่เก่งเท่าสือเหอที่ได้ฝึกค่ายกลที่มีพลังป้องกันสูงเป็อันดับหนึ่งของสำนักอย่างค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน แต่ทันทีที่ลำแสงกระบี่ทั้งสิบสองสายสาดออกไป ก็เกิดเป็ค่ายกลกระบี่เทียนหลัวขึ้นมาทันที และนี่ก็เป็ค่ายกลที่โดดเด่นด้านการป้องกันเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะเทียบกับค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนไม่ได้ แต่ซ่งจื่อเป้ยอยู่ที่หุบเขากระบี่มากว่ายี่สิบปี ล้วนรอดชีวิตมาได้ทุกครั้งก็เพราะค่ายกลกระบี่นี้…
สำหรับครั้งนี้ก็เช่นกัน
หลังจากค่ายกลสำแดงพลังออกมา ทันใดนั้นก็ตรึงหมอกดำเอาไว้
บัดนี้หมอกดำที่ถูกค่ายกลกระบี่เทียนหลัวตรึงเอาไว้นั้น ก็สั่นะเืจนกระแทกไปมาอย่างรุนแรง หากพิจารณาดีๆจะเห็นว่าท่ามกลางหมอกดำนั้น มีเงาของมนุษย์แฝงอยู่ด้วย…
“อสุรกาย!” ซ่งจื่อเป้ยกระตุกใ จากนั้นเร่งโคจรพลังปราณเพื่อให้ลำแสงกระบี่ทั้งสิบสองสายตรึงหมอกดำเอาไว้แ่ายิ่งขึ้น
ในเวลานี้เอง หลี่ฉุนก็สามารถหลีกหนีการโจมตีของเหล่าอสุรกายที่ดักซุ่มอยู่ได้เช่นกัน ใบหน้าของเขายังมีความตระหนกฉายชัดเจน หลี่ฉุนมองไปที่หมอกดำกลุ่มนั้นก่อนจะเอ่ยถามออกมา
“ทำไมถึงมีอสุรกายอยู่ที่นี่ได้?”
“ข้าสงสัยว่าจะมีช่องโหว่ใหม่เกิดขึ้น…” ซ่งจื่อเป้ยกล่าวตอบพลางหอบด้วยความเหนื่อยอ่อน ระหว่างที่พูดอยู่นั้น เขาก็โคจรพลังปราณเพื่อสะกดเหล่าอสุรกายเอาไว้ด้วย…
แต่ปัญหาในตอนนี้ก็คือ ค่ายกลกระบี่เทียนหลัวมีไว้สำหรับป้องกันเท่านั้น ต่างจากค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนที่ทำได้ทั้งรับและรุก
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ “ซ่งจื่อเป้ยไม่ใช่สือเหอ”
ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เสนอตัวมายังหุบเขากระบี่เช่นนี้
ซ่งจื่อเป้ยสามารถรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้ได้ ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ในตอนนี้เขากำลังโคจรพลังค่ายกลกระบี่เทียนหลัวอย่างตั้งใจ ไม่นานค่ายกลก็ถูกอสุรกายที่อยู่ด้านในพุ่งชนจนเสียหายอย่างหนัก…
ครู่เดียวหลังจากนั้นก็มีอสุรกายบางส่วนหนีรอดออกมาได้…
หมอกควันดำพลันจู่โจมเข้ามาทันที ท่ามกลางหมอกนั้นมีใบหน้าอัปลักษณ์ปรากฏเลือนราง และมันกำลังอ้าปากกว้างมาที่พวกเขาทั้งคู่
แต่เพราะว่าซ่งจื่อเป้ยกำลังกางค่ายกลกระบี่เทียนหลัวอยู่ จึงไม่อาจรับมือกับมันได้ในตอนนี้
ยังโชคดีที่หลี่ฉุนสามารถเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน…
โดยใช้เคล็ดวิชากระบี่ไฟอัสนีอันเลื่องชื่อ
เปลวไฟใต้พิภพและสายอัสนีรวมกันเกิดเป็ลำแสงกระบี่สูงสามจ้าง ทั้งรุนแรงและร้อนระอุในเวลาเดียวกัน เมื่ออสุรกายที่พยายามพุ่งเข้ามาััโดนเข้า ก็ร้องโหยหวนด้วยความเ็ปขึ้นมาทันที ก่อนที่ทั้งร่างของมันจะเกิดประกายเพลิงและสายฟ้าก็ไหลผ่านไปทั่วร่างจนร่วงตกลงไปทันที…
“เป็แค่อสุรกายชั้นต่ำ ริอ่านมาที่หุบเขากระบี่แห่งนี้…” หลี่ฉุนแค่นน้ำเสียงเ็า นอกจากจะไม่ถอยหนีแล้วเขายังพุ่งเข้าใส่พวกมันเต็มแรงพร้อมกระบี่คู่กายที่มีเปลวไฟลุกโชนและกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ไม่นานก็สามารถสังหารเหล่าอสุรกายที่ถูกกักขังอยู่ในค่ายกลกระบี่เทียนหลัวได้เป็จำนวนมาก
ซ่งจื่อเป้ยเองก็มีประสบการณ์ต่อสู้ที่โชกโชนไม่ต่างกัน หลังจากเห็นพลังของกระบี่ไฟอัสนี ก็รู้ได้ทันทีว่าจะต้องทำอะไรหลังจากนี้ ซ่งจื่อเป้ยค่อยๆคลายค่ายกลเพื่อปลดปล่อยอสุรกายข้างในออกมาทีละตน
พลังของทั้งคู่นั้นเข้าขากันได้อย่างลงตัว
เมื่อซ่งจื่อเป้ยปล่อยอสุรกายออกมาแล้ว หลี่ฉุนก็ทำการสะบั้นกระบี่ปลิดชีพพวกมันทันที
ไม่นานหมอกควันดำในค่ายกลกระบี่เทียนหลัวก็เบาบางลงเรื่อยๆ สภาพดูอ่อนกำลังลงไปมากราวกับจะสลายไปได้ทุกเมื่อ…
ในที่สุดหลังจากที่หลี่ฉุนสังหารอสุรกายตนสุดท้ายสำเร็จ หมอกควันดำก็สลายไปทันทีราวกับฟองอากาศแตก
“โชคดีที่มีศิษย์น้องหลี่อยู่ตรงนี้…” ซ่งจื่อเป้ยเก็บลำแสงกระบี่ทั้งสิบสองสายดังเดิม ก่อนจะหอบหายใจถี่ เพราะการต่อสู้เมื่อกี้แทบจะสูบพลังปราณในตัวไปจนหมดสิ้น ‘กลับไปคงต้องใช้เวลาพักฟื้นกว่าครึ่งเดือนเห็นจะได้’
“หึหึ นี่เป็เคล็ดวิชากระบี่ไฟอัสนีของหุบเขาหมัวเจี้ยนเชียวนะ ใช้รับมืออสุรกายชั้นต่ำแค่นี้ ถือว่าสบายมาก…”
“คือว่า…” หลังจากได้พักเหนื่อยไปเพียงครู่เดียว ซ่งจื่อเป้ยก็กวาดตาสำรวจรอบๆ จากนั้นจึงกล่าวขึ้นมา
“อสุรกายที่ปรากฏมาในครั้งนี้ถือว่าจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว เกรงว่าช่องโหว่นั่นจะเชื่อมไปถึงพิภพอสุรกายเป็แน่ ข้าว่าจะกลับอารามไปปรึกษาพวกศิษย์น้องไป๋ก่อน”
“ไม่จำเป็หรอก” เมื่อหลี่ฉุนได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหัวปฏิเสธทันที ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“เคล็ดกระบี่ไฟอัสนีสามารถสยบสิ่งชั่วร้ายต่างๆได้ ต่อให้เป็พิภพซ่างจงที่มีชื่อเสียงของหุบเขาหมัวเจี้ยนก็ตาม ข้าก็สามารถบุกเข้าไปถึงได้ ดังนั้นการรับมือช่องโหว่เล็กๆแค่นี้จึงสบายมาก อีกอย่างการไปๆกลับๆเช่นนี้ มันเสียเวลาเกินไป สู้ไม่รีบหาช่องโหว่ที่ว่าแล้วปิดผนึกมันไว้จะดีกว่าหรือ? หากทำแบบนั้นเหล่าอสุรกายจะได้ไม่บุกเข้ามาได้อีก…”
“เื่นั้น…” ซ่งจื่อเป้ยไตร่ตรองชั่วครู่ ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของหลี่ฉุน แต่ด้วยนิสัยยอมคนง่ายของเขา เ้าตัวจึงพยักหน้าตอบรับไปอย่างว่าง่าย
“ก็ได้ เอาตามที่ว่าแล้วกัน…”
เมื่อพูดจบ เขาพยายามลุกขึ้นเพื่อเดินตามหลี่ฉุน ทว่าขณะนั้นเขาก็พบว่าหลี่ฉุนดูผิดปกติไปจากเดิม…
ร่างกายของหลี่ฉุนในตอนนี้แข็งทื่อจนเหมือนหุ่น แต่ใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มประหลาดออกมา ซ่งจื่อเป้ยเห็นดังนั้นยังรู้สึกได้ถึงความอัปลักษณ์และน่าสยดสยองจากรอยยิ้มนั้น...
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
