หนึ่งเดือนให้หลัง ในตำหนักใหญ่
“มีอย่างที่ไหน ถึงกับกล้าใช้วิชาควบคุมสัตว์อสูร!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนตวาดลั่นทีหนึ่ง เคลื่อนย้ายทั้งห้าคนที่ใช้วิชาควบคุมสัตว์อสูรในการขับไล่สัตว์อสูรออกมาทันที
“น่าชังนัก ถึงกับกล้าวิ่งมาเขาเทียนมู่เพื่อทะเลาะต่อยตีเชียว!” อาจารย์ใหญ่หญิงงามด่าเสียงดังทีหนึ่ง ดึงผู้ฝึกตนสิบกว่าคนที่ยกพวกตีกันออกมา
“คนที่ฝ่าฝืนกฎรอบนี้มีไม่น้อยเลยจริงๆ นะ!” อาจารย์ใหญ่เคราแพะมีสีหน้าหงุดหงิด มองกระจกสำริดของตนแล้วหันมามองทั้งสองคนที่อยู่ด้านข้าง
“นั่นสิ ตอนเข้าร่วมทดสอบมีหนึ่งพันสามร้อยห้าสิบสองคน เพิ่งผ่านไปหนึ่งเดือนครึ่ง ถึงกับเหลือเจ็ดร้อยกว่าคนเสียแล้ว ไม่รู้ว่าผ่านไปจนจบ จะยังเหลือสักกี่คน” พูดถึงตรงนี้ อาจารย์ใหญ่หญิงงามก็ถอนหายใจยาว
ผู้ฝึกตนที่สอบเข้าวิทยาลัยโอสถทุกปีเดิมมีไม่มากนัก ตอนนี้ยังตกรอบไปมากปานนี้ เฮ้อ ไม่รู้ท้ายที่สุดวิทยาลัยโอสถจะได้รับศิษย์สักกี่คน
“ต่งเฟิงเป็นักหลอมโอสถ น่าจะเป็แนวเ้านะหงหง!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนมองกระจกของตนแล้วเอ่ย
“เฮ้อ แม้เป็นักหลอมโอสถขั้นสอง แต่วิชาพลังทิพย์กับวิชาต่อสู้มือเปล่านี่ย่ำแย่เกินไปเสียจริง!” ผลงานหนึ่งเดือนกว่านี้ของต่งเฟิงอยู่ในสายตาของอาจารย์ใหญ่หญิงงาม เห็นเ้าเด็กนี่มีท่าทีขี้ขลาดหลบอยู่หลังหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย อาจารย์ใหญ่หญิงงามพลันหงุดหงิด
“ฮ่าๆๆ วิชาโอสถก็ไม่เลวนี่ เมื่อวานยังหลอมโอสถรักษาอาการาเ็ขั้นสองเตาหนึ่งอยู่มิใช่หรือ!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนยิ้มปลอบอีกฝ่าย
“เฮอะ อย่ามาเสแสร้งปลอบข้า ครั้งนี้เ้าเก็บได้เพชรแล้วนี่ ข้าเห็นบุรุษสองเพศน้อยคนนั้นสู้เก่งเอาเื่ เป็แนววิทยาลัยยุทธ์ของเ้าล่ะสิ” พูดจบ อาจารย์ใหญ่หญิงงามมองเฉียวรุ่ยในกระจกทีหนึ่ง
“ฮ่าๆๆ คนนี้ไม่เลวจริง แต่น่าเสียดายนัก คู่ครองเขาแย่ไปหน่อย!”
ก่อนหน้านี้ อาจารย์ใหญ่อ้วนคิดว่าหลิ่วเทียนฉีเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ปรากฏว่าดูมาหนึ่งเดือนครึ่ง เขาพบอย่างประหลาดใจว่าอีกฝ่ายดูดีแต่เปลือก วิชาต่อสู้มือเปล่าแย่อย่างร้ายกาจ สู้กับสัตว์อสูรไม่ใช้ยันต์ก็ใช้อุปกรณ์อาคม วิชาพลังทิพย์หวุดหวิดอยู่ระดับธรรมดา ทำให้เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“ไม่ต้องเป็ห่วง นั่นไม่ใช่แนวของเ้า เขาเป็ผู้ฝึกยันต์ เป็แนวของอู๋ฉิง”
“เขาชอบใช้ยันต์วิเศษ ถึงอย่างนั้นก็ไม่แน่ว่าจะเป็ผู้ฝึกยันต์นี่!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนพูดเหมือนเป็เื่ถูกต้อง
“เฮอะ ไม่เชื่อเ้าลองดู เ้าหนูนั่นต้องเป็ผู้ฝึกยันต์แน่!” อาจารย์ใหญ่หญิงงามบอกอย่างมั่นใจ
“อืม ข้าก็คิดว่าเขาเป็ผู้ฝึกยันต์ ก็เหมือนผู้ฝึกกระบี่ชอบใช้กระบี่ เขาเองก็ใช้ยันต์ได้ดียิ่ง ดูท่าจะชอบใช้ยันต์เป็พิเศษอีก” อาจารย์ใหญ่เคราแพะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เฮ้อ พูดเช่นนี้ คนนี้ก็เป็ของอู๋ฉิงล่ะสิ!” อาจารย์ใหญ่อ้วนพูดพลางทำหน้าผิดหวัง
“เ้าอ้วนน่าตาย มีเจ็ดร้อยกว่าคนเชียวนะ? เ้าคิดจะกินเข้าไปหมดเลยหรือ?” อาจารย์ใหญ่หญิงงามถลึงตา จ้องเ้าอ้วนพลางเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
“ฮ่าๆๆ เปล่า เปล่าเสียหน่อย!” อาจารย์ใหญ่อ้วนส่ายศีรษะ รีบร้อนปฏิเสธ
.........
ทั้งสามที่ถูกอาจารย์ใหญ่หลายคนพูดถึงไม่รับรู้สักนิด ตอนนี้พวกเขากำลังพักผ่อนอยู่ในป่า
“เฮ้อ ข้าเหนื่อยจะตายแล้ว พวกเราตื่นเช้านอนดึกเร่งเดินทางเช่นนี้ทุกวัน เมื่อไรถึงจะจบกันนะ?” ต่งเฟิงดื่มน้ำคำหนึ่ง เหลือบมองทั้งสองคนที่อยู่ด้านข้าง
“แค่เดินออกจากเขาเทียนมู่ก็จบ!” หลิ่วเทียนฉีที่กินอาหารกลางวันอยู่ตอบเหมือนเป็เื่ธรรมดา
“ถูกต้อง!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“เฮ้อ ถามก็เหมือนไม่ถาม!” ต่งเฟิงเหล่ตามองทั้งคู่ก่อนเอาอาหารออกมากิน
“เทียนฉี อาหารในกำไลเก็บของข้าหมดแล้ว!” เฉียวรุ่ยมองคนข้างกาย พูดด้วยใบหน้าเศร้า
“ไม่เป็ไรหรอก ข้าเก็บสัตว์อสูรไว้มากอยู่ ตกกลางคืนจะทำเนื้อย่างให้เ้ากิน” พูดได้ว่าปริมาณการกินของเสี่ยวรุ่ยทำให้ตะลึงได้ดีจริงเชียว บิดาเตรียมอาหารให้มากปานนั้น พวกเขากลับกินได้เพียงหนึ่งเดือนครึ่ง!
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยได้ยินถึงทำหน้าดีใจ
“เนื้อย่าง? ไม่ได้นะ มันจะล่อสัตว์อสูร!” ต่งเฟิงส่ายศีรษะแย้ง
“วางใจเถอะ ข้ามีวิธี!” หลิ่วเทียนฉีพูด ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ตกกลางคืน หลิ่วเทียนฉีหาที่ว่างผืนหนึ่งในป่าทำเป็ค่ายพักแรม เอากระโจมออกมาพร้อมกับใยไหมฟ้าสองเส้น
เห็นหลิ่วเทียนฉีมัดใยไหมฟ้าสองเส้นเข้าด้วยกันแล้วใช้มันพันวนรอบต้นไม้รอบด้านสามรอบ ล้อมค่ายของพวกเขาไว้ตรงกลาง เฉียวรุ่ยกับต่งเฟิงต่างมีสีหน้าฉงน
เขาเอายันต์วิเศษตั้งหนึ่งออกมา แปะทีละใบไว้บนใยไหมฟ้า
“เทียนฉี นี่เ้าทำอะไร?” เฉียวรุ่ยมองคนรักแล้วยิ้มถาม
“ข้าจะใช้ยันต์วิเศษสร้างรั้วป้องกันอันหนึ่ง อีกเดี๋ยวตอนข้าย่างเนื้อ หากมีสัตว์อสูรเข้ามาพวกเ้าก็กระตุ้นยันต์วิเศษสีน้ำเงินที่ตรงกัน เข้าใจนะ?”
“อื้อ เข้าใจแล้ว!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ
“เฮ้ นี่จะไหวหรือ?” ต่งเฟิงมองทั้งสองคน เอ่ยถามอย่างไม่วางใจ
“วางใจเถอะ เทียนฉีบอกว่าทำได้ก็ต้องได้!”
ได้ยินอย่างนั้นต่งเฟิงจึงกลอกตา เฉียวรุ่ยเอ๋ย มีนิสัยเสียแบบนี้ บนฟ้าจันทร์หนึ่งดวง บนดินบุรุษหนึ่งคน หลิ่วเทียนฉีพูดอะไรล้วนถูกทุกอย่าง ทำสิ่งใดล้วนถูกต้อง ดีที่สุดเสมองั้นหรือ!
“เ้าเฝ้าด้านนั้น ข้าเฝ้าด้านนี้!” เฉียวรุ่ยชี้ทางทิศตะวันออกให้ต่งเฟิงไปเฝ้า
“เข้าใจแล้ว!” ต่งเฟิงพยักหน้า เดินไปอย่างรู้หน้าที่
หลิ่วเทียนฉีเอาเนื้อสัตว์อสูรที่เฉียวรุ่ยเลาะเรียบร้อยแล้วออกมา ล้างสักหน่อยค่อยก่อกองไฟเริ่มทำเนื้อย่าง
ต่งเฟิงได้กลิ่นหอมของเนื้อย่างโชยมาเป็พักๆ เขาอดสูดจมูกไม่ได้ “เื่อื่นไม่ต้องพูด ฝีมือเทียนฉีไม่เลวเลย ได้กลิ่นน่าอร่อยยิ่ง!”
“แน่นอนอยู่แล้ว เทียนฉีเก่งกาจที่สุด ทำอาหารก็อร่อยที่สุด!” เฉียวรุ่ยพูดเื่นี้ สีหน้าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
“อ้อ!” ต่งเฟิงกระตุกมุมปาก ในใจคิดว่าเอาอีกแล้ว
“ฮื่อ ฮื่อ...”
เห็นพยัคฆ์สองหัวตัวหนึ่งกระโจนออกมาจากเรือนยอดไม้ก่อนวิ่งมาทางนี้ ต่งเฟิงถึงกับผวาหน้าซีด
“เร็ว กระตุ้นยันต์วิเศษสีน้ำเงิน ขวางมันไว้!” เฉียวรุ่ยะโเสียงดัง
“อื้อ!” ต่งเฟิงพยักหน้า กระตุ้นยันต์วิเศษสีน้ำเงินแผ่นนั้นทันที
“ตูม...”
อักขระยันต์สีน้ำเงินส่งพลังทิพย์ของต่งเฟิงไปยังยันต์ะเิสองแผ่นข้างล่าง พยัคฆ์ขั้นสองระดับต้นถูกะเิตายทันที จากนั้นกำแพงวารีสีน้ำเงินสูงสองเมตรกว้างหนึ่งเมตรแผ่นหนึ่งก็ผุดขึ้นตรงตำแหน่งที่เกิดเหตุ
“เฮ้ย เทียนฉี เ้านี่ใช้ได้จริงด้วย!” ต่งเฟิงมองกำแพงตรงหน้าพลันส่งเสียงอุทานอย่างตกตะลึง
“ข้าใช้ประโยชน์จากยันต์สื่อนำ เ้ากรอกพลังทิพย์เข้าไปครั้งเดียวก็กระตุ้นยันต์โจมตีสองแผ่นกับยันต์ป้องกันหนึ่งแผ่นได้ในเวลาเดียวกัน เช่นนี้คงทำให้เ้าประหยัดพลังทิพย์ได้สองในสามส่วนล่ะนะ” หลิ่วเทียนฉีย่างเนื้อไปพลางอธิบายอย่างไม่รีบร้อน
“ฮ่าๆๆ เ้าเป็อัจฉริยะทางยันต์สินะ!” ต่งเฟิงมองหลิ่วเทียนฉี เขายกนิ้วโป้งให้อีกฝ่าย
“สหายผู้ฝึกตนต่งชมเกินไปแล้ว” หลิ่วเทียนฉีพลิกเนื้อย่างต่อ เอ่ยอย่างไม่ยี่หระ
ระหว่างที่ทั้งสองถามไถ่ เฉียวรุ่ยวิ่งออกไปเก็บศพของพยัคฆ์สองหัวกลับมา
ต่งเฟิงออกจากกำแพงวารี เขาเปลี่ยนไปยืนเฝ้าอีกตำแหน่งหนึ่ง
หลังจากนั้น เมื่อมีสัตว์อสูรขั้นสองมารบกวน เฉียวรุ่ยกับต่งเฟิงจึงทำตามสูตร สังหารสัตว์อสูร กระตุ้นกำแพงวารีป้องกันต่อไป
.........
มองภาพเด็กน้อยสามคนนั่งอยู่ในกำแพงวารีป้องกันวงหนึ่งพร้อมกินเนื้อย่างรสโอชา อาจารย์ใหญ่เคราแพะ อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนและอาจารย์ใหญ่หญิงงาม ทั้งสามคนต่างมองตากัน
“เ้าหนูนี่ฉลาดจริงเชียว!” อาจารย์ใหญ่เคราแพะส่งเสียงอย่างตะลึง
“ใช่แล้ว ใช้ยันต์วิเศษได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ไม่เสียที ถึงไม่ใช่แนวของข้าก็เถอะ!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนพยักหน้าอย่างชื่นชมด้วย
“ฮ่าๆๆ อู๋ฉิง เด็กนี่ไม่เลวเลยนะ!” อาจารย์ใหญ่หญิงงามผินหน้ามองอู๋ฉิง อาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยยันต์ บุรุษรูปงามผู้สวมอาภรณ์สีขาวทั้งร่าง
“อายุยังน้อยก็พลังหยางรั่วไหลเสียแล้ว ชะตาลิขิตให้ไร้วาสนากับวิถีไร้ใจ เกรงว่าวันหน้าคงยากจะประสบความสำเร็จ!” อู๋ฉิงมองหลิ่วเทียนฉีในกระจกสำริดพลางเอ่ยติขึ้นมา
ได้ยินเข้า อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนกลอกตามองบน
“อู๋ฉิง ผู้อื่นพลังหยางรั่วไหลแล้วเกี่ยวอันใดกับเ้าเล่า? นั่นเป็เื่ส่วนตัวนะ เ้าน่ะ อย่ามีบุญวาสนาทำเป็มองไม่เห็นสิ!”
“ใช่แล้ว เด็กคนนี้ฉลาดนัก ข้าว่าเป็ผู้มีพร์ดีในการร่ำเรียนวิชายันต์คนหนึ่งเลยนะ!” อาจารย์ใหญ่เคราแพะพยักหน้าเห็นด้วย
“เฮ้อ ข้าคิดว่าเ้าหนูนี่มีพร์ค่ายกลมากกว่า หากไปวิทยาลัยค่ายกลของข้า อนาคตต้องไร้ขีดจำกัดเป็แน่!” อาจารย์ใหญ่เตี้ย อาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยค่ายกลที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งเอ่ยปากบ้าง
“ชิ เ้าอยากให้ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามไปเรียนค่ายกลกับเ้า มันคู่ควรหรือ?” อู๋ฉิงเหล่ตามองอาจารย์ใหญ่เตี้ยทีหนึ่ง พูดอย่างเ็า
“ผู้ ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามหรือ?” อาจารย์ใหญ่หลายคนได้ยินคำนี้ก็ตะลึง
“ไม่มีทางหรอก?” อาจารย์ใหญ่ร่างเตี้ยมองหลิ่วเทียนฉีในกระจกด้วยความอึ้ง เขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“อู๋ฉิง เ้าหนูนี่เดินทางมาตลอด ยันต์สักแผ่นไม่เคยวาด แล้วเ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามน่ะ?” อาจารย์ใหญ่อ้วนถามอย่างสงสัย
“เฮอะ...” อู๋ฉิงแค่นเสียงหยัน ไม่ตอบกลับ
ในฐานะผู้ใช้ยันต์ขั้นสี่ อู๋ฉิงมองปราดเดียวจึงรู้ชัด ยันต์ะเิ ยันต์ทองและยันต์อัคคีขั้นสามที่หลิ่วเทียนฉีเอาออกมาล้วนมีความเกี่ยวข้องกับตัวเขา มันเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าคนผู้นี้เป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม
แต่เื่เช่นนี้ มีเพียงอู๋ฉิงซึ่งเป็ผู้ใช้ยันต์ระดับสูงเท่านั้นถึงมองออก ผู้อื่นย่อมไม่มีทางรู้
“ขั้นสามเชียว เ้าหนูนี่มีความสามารถจริงนะ!”
“ใช่แล้ว ยังไม่ทันอายุสามสิบกลับเป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม พลังวัตรระดับสร้างรากฐานแล้ว ในวันหน้าอนาคตของเ้าหนูนี่คงไร้ขีดจำกัด!” อาจารย์หลายคนพากันพยักหน้าเห็นด้วย
“น่าเสียดาย ไร้วาสนากับวิถีไร้ใจ!”
อันที่จริง อู๋ฉิงสังเกตหลิ่วเทียนฉีมาสักพัก ในฐานะผู้ใช้ยันต์ขั้นสามและพลังระดับสร้างรากฐานของเขา หากอีกฝ่ายยังเป็หนุ่มพรหมจรรย์ อู๋ฉิงต้องพิจารณารับอีกฝ่ายเป็ศิษย์แน่นอน ช่างน่าเสียดาย เ้าหนูคนนี้ไม่รู้จักถนอมตนให้บริสุทธิ์ อายุยังน้อยก็พลังหยางรั่วไหล ลุ่มหลงในกาม เริงเล่นไร้ปณิธานไปเสียก่อน!
“หรือว่า ศิษย์น้องอู๋ฉิงไม่คิดรับเขาเป็ศิษย์หรือ?” อาจารย์ใหญ่ร่างเตี้ยมองอู๋ฉิงก่อนยิ้มถาม
“เขาไร้วาสนากับข้า!” อู๋ฉิงส่ายศีรษะ รู้สึกว่าเด็กคนนี้ไร้วาสนากับเขาไปแล้ว
“ฮ่าๆๆ ในใจศิษย์พี่อู๋ฉิงคงหงุดหงิดมากสินะ?” อาจารย์ใหญ่หญิงงามเหลือบมองอู๋ฉิง ลอบหัวเราะเล็กน้อย
อู๋ฉิงสายตาสูงส่งนัก ร้อยปีมานี้คนที่เข้าตาถูกรับเป็ศิษย์สักคนยังไม่มี ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะถูกใจใครสักคน น่าเสียดายจริง ผู้อื่นดันมีคู่หมั้นและพลังหยางรั่วไหล จะไม่ให้เขาหงุดหงิดได้อย่างไรเล่า?
อู๋ฉิงกวาดตามองอาจารย์ใหญ่หญิงงามอย่างเ็า ไม่พูดไม่จากลับไป
“ฮ่าๆๆ ศิษย์น้องอู๋ฉิงไม่ชอบ ข้าคงต้องขบคิดสักหน่อยแล้ว เ้าหนูคนนี้ไม่เลวทีเดียว! ฉลาดเอาเื่เชียว!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนพูดพลางลูบคาง
“ชิ เป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม จะไปวิทยาลัยยุทธ์ได้อย่างไรเล่า?” อาจารย์ใหญ่เคราแพะถลึงตามองอีกฝ่าย เขาว่าอย่างจนปัญญา
“ไม่แน่นา ไม่แน่เขาอาจมาสมัครสอบวิทยาลัยยุทธ์ของข้าด้วยกันกับภรรยาเขาก็ได้นี่!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนกะพริบตาพลางยิ้มแล้วเอ่ย
“นี่...” อาจารย์ใหญ่คนอื่นได้ยินพลันอับจนวาจาไปพักหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึง มีความเป็ไปได้จริงเสียด้วย!