“เวลากระชั้นชิดเกินไป ข้าจึงทำกับดักออกมาได้เพียงอันเดียว กับดักอันนี้ก็เก็บไว้ที่บ้านของเ้า ข้าจะทำหอกไม้ไผ่อีกสองอัน แล้ววันพรุ่งนี้ข้าจะพกมันกลับไปด้วย” หลังจากนั้นหวังเฮ่าก็ลงมือทำต่อทันที
เป็อีกครั้งที่เถียนจื้อเกามองประเมินบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าตนเอง ฝีมือการประดิษฐ์ของเขาถือว่ายอดเยี่ยม ดีกว่าฝีมือของบุรุษทุกคนในหมู่บ้านมากนัก หลี่ชิงชิงได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับเขา งานฝีมือก็คงปล่อยให้เป็หน้าที่ของเขากระมัง?
หลี่ต้าโถวหัวเราะด้วยความอารมณ์ดียิ่ง เขาต่อบทสนทนาเป็เพื่อนหวังเฮ่า
เดิมทีหวังเฮ่าก็เป็คนช่างพูดอยู่แล้ว เขาเอ่ยว่า “ข้ามีคนที่าุโกว่าทั้งพี่ชายพี่สาว อ่อนาุโกว่าทั้งน้องชายและน้องสาว นับว่าเป็ลูกคนกลางคนที่สาม ตระกูลของข้ามุ่งหวังในความเจริญรุ่งเรือง ทุกครอบครัวถึงได้มีบุตรหลานมากมายนัก พี่ชายของข้ามีบุตรสาวแล้วสามคน ในท้องพี่สะใภ้ของข้ายังมีอีกคนหนึ่ง อายุครรภ์ใกล้จะคลอดแล้ว คราวหน้าที่ข้ากลับมาเยี่ยมบ้านก็คงจะได้พบหน้าหลานชายหรือไม่ก็หลานสาวคนที่สี่ของข้าแล้ว”
หลี่ต้าโถวเอ่ยด้วยท่าทีทอดถอนใจอย่างหดหู่ “ทั้งบ้านทั้งตระกูลของเ้าเต็มไปด้วยผู้คน หาได้เหมือนข้าที่โดดเดี่ยวอยู่เพียงคนเดียว”
เถียนจื้อเกาคิดถึงครอบครัวของตนเองที่มีเพียงตนกับมารดาสองคน เฮ้อ เขาเองก็ประสบปัญหาขาดแคลนบุรุษเช่นกัน
หวังเฮ่าเอ่ยวาจาฉะฉานไม่สะทกสะท้าน สองมือยังคงเร่งทำงานไม่หยุด “หมู่บ้านของเราอยู่ติดกับถนนเส้นหลัก หากเดินไปตามถนนหลักอีกสิบกว่าลี้ก็เป็เขตเมือง และเดินต่อไปอีกห้าสิบลี้ก็จะเป็เมืองเซียง แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านของพวกเราต้องมีที่นาอย่างน้อยสี่หมู่ ครอบครัวของข้าอยู่สิบกว่าหมู่ ทว่าก็มีบางหมู่ที่เป็ที่นาด้อย ให้ผลผลิตไม่สูงนัก”
“เช่นนั้นคนในหมู่บ้านของเ้าก็คงจะมีชีวิตที่สะดวกสบายยิ่ง” แววตาของหลี่ต้าโถวฉายแววอิจฉา เป็อีกครั้งที่เขาเอ่ยปากพร้อมท่าทีถอดทอนใจ “คงจะมีชีวิตที่สะดวกสบายกว่าหมู่บ้านของพวกเราไม่น้อย”
เถียนจื้อเกาย้อนคิดถึงตนเอง บ้านของเขายากจน ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวไกลลิบ เฮ้อ ราวกับว่าหากตนเองไร้ซึ่งตำแหน่งถงเซิง ปราศจากความรู้ที่มีในหัวแล้ว เขาก็ไม่มีสิ่งใดที่เหนือกว่าหวังเฮ่าอีกเลย
หวังเฮ่าเงยศีรษะขึ้น ทอดสายตาไปยังหลี่ต้าโถว ก่อนเอ่ยปากด้วยความนอบน้อมและจริงใจ “พี่ชาย ท่านยังหนุ่มยังแน่นนัก อีกทั้งยังตัวคนเดียว ไม่คิดที่จะออกไปเผชิญโลกกว้างบ้างเลยหรือ?”
หลี่ต้าโถวหัวเราะเฮอะๆ อย่างขมขื่น “ข้าไร้ความรู้ มีเพียงกำลังแรงกาย ออกไปข้างนอกแล้วจะยังทำอันใดได้? ข้ากลัวว่าหากข้าออกไปแล้ว แม้แต่ชีวิตของตนเองก็คงจะเลี้ยงดูต่อไปไม่รอด”
“ท่านยังไม่เคยลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร ยามนี้เข้าฤดูใบไม้ร่วงพอดี พืชผักในไร่นาก็ไม่จำเป็ต้องเฝ้าดูแลทุกวัน มิสู้ท่านลองไปยังตำบลหรือเมืองใกล้ๆ แล้วหางานทำดู ต่อให้เป็เพียงงานระยะสั้นก็ยังสามารถหาเงินได้สองสามเหรียญทองแดงต่อวัน” หวังเฮ่าเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ตราบใดที่ตัวท่านซื่อสัตย์ ตั้งใจทำงานหนัก เมื่อเวลาผ่านไปก็จะต้องมีลูกค้าที่เป็ฝ่ายริเริ่มเข้าหาท่านเพื่อจ้างงานท่านต่อแน่นอน”
หลี่ต้าโถวก้มศีรษะลงเอ่ยว่า “ยามที่ท่านแม่ของข้ายังมีชีวิตอยู่ นางเองก็เคยเอ่ยเช่นนี้ เพียงแต่ข้ามิอาจวางใจปล่อยท่านแม่ไว้คนเดียว อีกอย่าง ตัวข้าเองก็มีนิสัยเกียจคร้านอยู่เล็กน้อยด้วย เฮ้อ หากข้าไม่ี้เีล่ะก็ ไม่แน่ว่าป่านนี้อาจจะแต่งภรรยาสักคนแล้วก็เป็ได้ คงไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนกระทั่งท่านแม่จากไปก็ยังไม่ได้เห็นข้าเป็ฝั่งเป็ฝา”
เถียนจื้อเกาที่นิ่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นว่า “พี่ต้าโถว ข้าคิดว่าที่พี่หวังเอ่ยมาก็มีเหตุผล ท่านควรจะลองออกไปดูโลกภายนอกบ้างนะ”
หวังเฮ่าเอ่ยว่า “ต้นไม้ย่อมตายหากถูกย้าย ทว่าคนไม่ตายหากเปลี่ยนที่อยู่ ท่านลองเดินออกไปจากูเาลูกนี้ เดินออกไปแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะพบเจอโอกาสใหม่ๆ ก็เป็ได้”
ยามนั้นเอง ด้านนอกพลันแว่วเสียงกังวลของสตรีดังขึ้นมา “จื้อเกาอยู่หรือไม่?”
“เป็มารดาของข้าเอง” เถียนจื้อเการู้สึกกระดากอายเล็กน้อย เย็นย่ำแล้วยังต้องให้มารดามาตามตัวกลับบ้านอีก ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นเอ่ยปากลาเสร็จก็พุ่งตัวจากไปทันที
หลี่ต้าโถวมิได้เดินออกไปส่ง เขารอให้ด้านนอกสงบไร้เสียงเคลื่อนไหวใดก็เอ่ยปากกับหวังเฮ่าว่า “มารดาของเถียนถงเซิงเอาใจใส่บุตรชายมากเหลือเกิน” แล้วยังเอ่ยอีกว่า “เถียนถงเซิงเป็บุตรชายเพียงคนเดียว บิดาของเขาจากโลกนี้ไปเร็วนัก มารดาของเขาก็มิได้แต่งงานใหม่”
หวังเฮ่าย่อมรู้ดีว่า มารดาม่ายที่ต้องเลี้ยงดูบุตรให้เติบใหญ่เพียงลำพังนั้นยากลำบากเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็หมู่บ้านที่ยากจนท่ามกลางหุบเขาอันห่างไกลอีก ชายหนุ่มจึงเอ่ยด้วยความหดหู่ใจว่า “ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ”
“หากการสอบขุนนางครั้งหน้า เถียนถงเซิงสามารถสอบผ่านเป็ซิ่วไฉได้ วันเวลาที่ดีของมารดาเขาก็คงจะมาถึงแล้วจริงๆ” หลี่ต้าโถวทอดสายตามองไปยังด้านนอกที่ว่างเปล่าและมืดมิด คิดถึงหลี่ชิงชิงในยามนั้นที่ต่อให้เป็ตายร้ายดีอย่างไร นางก็จะต้องแต่งให้เถียนจื้อเกาให้จงได้ ก่อนที่สายตาจะหันกลับมามองหวังเฮ่า และสุดท้ายเขาก็ไม่เอ่ยสิ่งใด
ทั้งสองคนอาบน้ำแล้วก็เข้านอน หลี่ต้าโถวเป็คนเกียจคร้าน ทว่ารักความสะอาดยิ่ง ทุกวันจะต้องล้างตัวให้สะอาดก่อนถึงจะขึ้นเตียงได้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร จู่ๆ ด้านนอกห้องโถงก็แว่วเสียงกรีดร้องที่แสนแปลกประหลาดเข้ามา ฟังครั้งแรกคล้ายเสียงของสตรียิ่ง หวังเฮ่ามิได้นอนหลับสนิท เขาได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวก็ผุดลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะวิ่งตามเสียงนั้นออกไปด้วยเท้าเปล่า
“เร็วเข้า รีบจุดตะเกียงเร็ว ดูสิว่ามันคืออะไร?”
“เอ๋ ที่แท้ก็เป็นกนี่เอง!”
“นกชนิดใดกัน ขนถึงงดงามขนาดนี้?”
“นกแก้ว! ข้าเคยเห็นข้างนอก ตัวมันเล็กกว่าตัวนี้” หวังเฮ่านั่งยองๆ อยู่บนพื้น มองนกแก้วที่มีขาสั้น ขนเขียวปากแดงที่ถูกกับดักไม้ไผ่จับเอาไว้
นกแก้วตัวนี้สูงประมาณหนึ่งชุ่น ขนของมันส่วนใหญ่เป็สีเขียว ขนบริเวณท้องเป็สีแดงอิฐ รอบๆ ดวงตาเป็ขนสีเขียวอ่อน บริเวณจะงอยปากเป็สีแดง ทั้งสดใสและงดงามเป็อย่างยิ่ง
มันถือเป็นกแขกเต้าประเภทหนึ่ง ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงได้เหลืออยู่ตัวเดียว ถึงขนาดออกมาหากินยามค่ำคืน
นกแก้วตัวนั้นถอยเท้าหนีด้วยความหวาดกลัว เพียงแต่ว่าขาสั้นๆ ข้างหนึ่งของมันถูกกับดักสัตว์จับไว้ ความเ็ปทำให้มันแผดเสียงร้องแปลกประหลาดออกมา “จะตายแล้ว ข้าจะตายแล้ว”
หวังเฮ่าเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ถึงขนาดพูดภาษามนุษย์ได้! มันพูดเก่งกว่านกแก้วที่ข้าเคยเจอด้านนอกเสียอีก”
“จะตายแล้ว ข้าจะตายแล้ว” นกแก้วกระพือปีกดังพึบพับ มันคิดจะบินหนี ทว่าช่วยไม่ได้ที่ขาติดกับกับดักสัตว์หนักๆ ทำให้บินไม่ขึ้น
“นกแก้วตัวนี้สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ อีกทั้งยังพูดได้ชัดขนาดนี้ มิน่าเล่าท่านถึงหวาดกลัวเพียงนั้น” ในใจของหวังเฮ่าลอบประหลาดใจว่า “หมู่บ้านของพวกท่านห่างไกลและทุรกันดารขนาดนี้ เ้านกแก้วตัวนี้บินมาจากที่ใดกัน?”
ทว่าหลี่ต้าโถวกลับเบิกดวงตาจนแทบถลน เขาเอ่ยอย่างคนที่สูญเสียเส้นเสียงไปแล้ว “ท่านแม่...”
หวังเฮ่าหันศีรษะไปเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านเอ่ยอันใด?”
“ยามที่ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ นางมักจะเอ่ยว่า ข้าจะตายแล้ว ข้าจะตายแล้ว นกแก้วตัวนี้พูดเหมือนมารดาข้ายิ่งนัก” หลี่ต้าโถวเอ่ยถึงมารดาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกรวดร้าวขึ้นมา
“ข้าเข้าใจแล้ว นกแก้วตัวนี้คงจะถูกมารดาของท่านเลี้ยงยามที่นางยังมีชีวิตอยู่ ท่านแม่ของท่านสอนให้มันพูด...”
หลี่ต้าโถวถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยว่า “ท่านแม่ของข้าจิตใจดีงาม นางมักจะเอาอาหารในบ้านไปเลี้ยงนกนางแอ่นบ้าง นกกางเขนบ้าง แต่ก่อนข้ามักจะบ่นนางว่าพวกเรายังไม่พอกินเลยด้วยซ้ำ ยังจะมีอาหารที่ใดไปเลี้ยงนกอีก ท่านแม่ก็เลยหลบข้า ลอบให้อาหารพวกมัน เ้านกแก้วตัวนี้ต้องเคยกินอาหารที่ท่านแม่ข้าให้แน่ มิเช่นนั้นจะจดจำบ้านของข้าได้ แล้วมาหาของกิน อีกทั้งยังเรียนรู้เสียงร่ำไห้จากสตรีจนทำให้ข้าขวัญหายได้อย่างไร”
หวังเฮ่าส่ายศีรษะเอ่ยว่า “ข้าบอกแล้วว่าหาได้มีกลิ่นอายอัปมงคลใด ดูเอาเถิด ล้วนเป็นกแก้วตัวนี้ที่ก่อเื่ขึ้น”
“นกแก้วหัวเหม็น เ้าทำให้ข้ากลัวขนาดไม่กล้าอยู่แม้แต่บ้านตัวเองด้วยซ้ำ” หลี่ต้าโถวเอ่ยไปพลาง นั่งยองๆ แกะกับดักให้นกแก้วไปพลาง
ผู้ใดจะรู้ เขาเมตตาช่วยเหลือนกแก้ว ทว่านกแก้วกลับไม่รู้ดีชั่ว มันถึงขนาดจิกมือของเขารุนแรงอย่างโหดร้ายทันที
“โอ๊ย” หลี่ต้าโถวเจ็บจนต้องเปล่งเสียงร้องออกมา
นกแก้วถูกเสียงของหลี่ต้าโถวทำให้สะดุ้งใ มันสับสนมึนงงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แผดเสียงร้องว่า “เ้าคิดจะทำให้ข้าใตายหรือ?”
“ท่านแม่ก็เคยเอ่ยประโยคนี้เช่นกัน” หลี่ต้าโถวน้ำตาคลอ ไม่รู้ว่าเป็เพราะเ็ปหรือเพราะคิดถึงมารดากันแน่
“นกแก้วตัวนี้พูดภาษามนุษย์ได้ หากรักษาเท้าที่ได้รับาเ็จนหายก็นำไปขายได้เช่นกัน ท่านตั้งใจจะจัดการมันอย่างไร?” หวังเฮ่าเห็นว่านกแก้วตัวนี้งดงามนัก อีกทั้งยังพูดภาษามนุษย์เป็ เขาจึงคิดจะใช้เงินซื้อมันจากหลี่ต้าโถว เพื่อมอบให้เป็ของขวัญแก่หลี่ชิงชิง เช่นนี้ยามที่เขาไม่อยู่บ้าน หลี่ชิงชิงก็จะได้ไม่เหงา นกแก้วสามารถสนทนาเป็เพื่อนหลี่ชิงชิงได้
หลี่ต้าโถวเอ่ยพึมพำว่า “ไม่ขาย ข้าจะเลี้ยงมันไว้ ให้มันเป็สหายคู่คิดของข้า คำพูดของมันทำให้ข้าคิดถึงท่านแม่”
หวังเฮ่าได้ยินหลี่ต้าโถวเอ่ยเช่นนี้ จึงล้มเลิกความคิดที่จะซื้อนกแก้วไป
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เป็เวลาเกือบยามสามแล้ว ทั้งสองคนเพิ่งจะกลับไปนอนบนเตียงเพียงครู่เดียว ด้านนอกลานบ้านก็แว่วเสียงการเคลื่อนไหวขึ้นมาอีกครั้ง
