ติงเหว่ยได้กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งไปหมด ทำให้นางต้องปิดปากเอาไว้แน่นๆ เพื่อไม่ให้อาเจียนออกมา อวิ๋นอิ่งเองก็หน้าซีดขาวเล็กน้อย แต่นางก็ยังคงจ้องไปที่ติงเหว่ยด้วยสายตาที่หนักแน่น เมื่อเห็นแบบนี้นางก็เลยพูดเกลี้ยกล่อมว่า “แม่นาง มิสู้กลับไปที่กระโจมด้านหน้ากันเถอะ?”
ฟางหยวนที่อยู่ข้างๆ ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของเขาทอประกายขึ้นมาแล้วก็พูดออกมาว่า “ได้ยินมาว่ารบกันเจ็ดถึงแปดครั้งแล้ว เกรงว่าทางแม่ทัพน่าจะขาดกำลังคน มิสู้…”
เขาไม่ได้พูดจนจบ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า้าไปที่สนามรบ ไม่ใช่มาคอยเดินตามหลังติงเหว่ยไปมา
ติงเหว่ยเองก็ไม่ได้โมโห แต่เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าที่ราวกับอยู่ในนรกเช่นนี้ นางเองก็ไม่อาจปล่อยคนไปได้ ดังนั้นก็เลยพูดว่า “ท่านแม่ทัพฟาง ท่านพากำลังคนไปสี่ร้อยนาย เหลืออีกหนึ่งร้อยนายเอาไว้ช่วยข้ารักษาทหารที่าเ็”
ฟางหยวนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว เขาเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา ติงเหว่ยกระชับผ้าคาดหลังให้แน่นๆ พยายามให้ลูกชายแนบชิดกับตนเองมากที่สุด จากนั้นก็พับแขนเสื้อขึ้นสูงๆ แล้วก็สั่งการไปที่เฉินเต๋อกับเฉิงเถี่ยหนิวทั้งสองคนว่า “พวกเ้าทั้งสองคนกลับไปเอาของเ่าั้ที่จวนส่งมาที่นี่ ระวังอย่าทำให้ไหเหล้าแตกด้วยล่ะ เพราะนั่นเป็ของที่ใช้ในการช่วยชีวิตได้อย่างดี”
“ขอรับ แม่นาง” เฉินเต๋อและเฉิงเถี่ยหนิวใน่นี้ได้ติดต่อกับติงเหว่ยอยู่บ่อยๆ และพวกเขาก็นับถือนางอย่างที่สุด อย่ามองว่านางเป็แค่หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่ง ไร่ที่ใหญ่โตขนาดนั้นยังถูกนางจัดการอย่างเป็ระเบียบ นอกจากนี้ยังได้ยินมาว่าเสื้อคลุมและรองเท้านวมที่สามารถทำเสร็จได้อย่างรวดเร็วล้วนเป็เพราะวิธีการของแม่นางติง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง่นี้ที่มีผักดองต่างๆ และไข่เค็มที่ส่งเข้าไปในค่ายทหารตลอดอีก และก็ยังมีของแปลกพิสดารแต่ใช้ได้จริงอย่างถุงมือที่เผยให้เห็นนิ้วมือกับหมวกไหมพรมอีก
ดังนั้นทั้งสองคนที่ได้ยินคำสั่งก็พาคนไปจัดการทันทีโดยไม่ลังเล ทิ้งฟางหยวนที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนไว้ แต่สุดท้ายเขาก็คำนับหนึ่งทีและก็พาเหล่าทหารที่มีฝีมือมากกว่าครึ่งไปที่กระโจมด้านหน้าเพื่อรับคำสั่ง
ติงเหว่ยเองก็ไม่มีเวลามาสนใจ นางนำคนที่เหลืออยู่แปดสิบคนแบ่งออกเป็แปดกลุ่มเล็กอย่างรวดเร็ว แต่ละกลุ่มดูแลหนึ่งกระโจม และนางก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการรักษาทหารที่าเ็ เมื่อไรที่มีาแก็ต้องทำความสะอาดแผลให้เรียบร้อย จากนั้นก็ใช้แอลกอฮอล์ที่เอามาจากจวนเช็ดลงไป หากว่าาแใหญ่นางก็จะเย็บแผลด้วยตนเอง หากว่าาแเล็กนางก็จะให้เหล่าทหารเอายาจินชวงมาทา และใช้ผ้าพันแผลที่ผ่านความร้อนมาจากที่จวนเรียบร้อยแล้วมาพันไว้อีกที
จากนั้นกองฟางที่อยู่ในกระโจมก็ถูกเอาไปไว้ที่ข้างหนึ่ง เหล่าทหารที่าเ็ถูกยกขึ้นมาและจัดที่นอนให้ดี โดยแบ่งตามความร้ายแรงของอาการาเ็ เวลาทำการรักษาก็จะได้ไม่ล่าช้า
อวิ๋นอิ่งเห็นว่าขาดแคลนกำลังคนจริงๆ นางระงับความรู้สึกแปลกๆ ในใจ แล้วก็หยิบเข็มขึ้นมาเพื่อช่วยเย็บแผล
มีทหาราเ็จำนวนหนึ่งที่ในสนามรบเผชิญหน้ากับคมมีดของศัตรูยังไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว แต่เมื่อเห็นติงเหว่ยใช้เข็มกับด้ายมาเย็บิัของตนเองราวกับว่าเป็เสื้อผ้าไม่มีผิด พวกเขากลับหวาดกลัวและรีบหลบพร้ะโกนร้องออกมาทำให้ทั้งกระโจมต่างก็คึกคักขึ้นมา
“เ้าเป็ใคร? จะทำอะไรน่ะ? ใครก็ได้ช่วยด้วย! ข้าไม่อยากถูกเย็บเนื้อ!”
ติงเหว่ยที่ถูกชายร่างกำยำคนหนึ่งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราแต่กลับกรีดร้องออกมาราวกับเด็กที่กลัวเข็มไม่มีผิดจนทำให้ปวดหัวไปหมด นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็หยิบผงบางอย่างออกมาหยิบมือและโปรยไปที่บริเวณจมูกและปากของเขา ดังนั้นชายหนุ่มร่างกำยำคนนั้นก็หมดสติ ไม่ส่งเสียงร้องอีกต่อไป
ติงเหว่ยรีบเย็บแผลบนขาที่ถูกมีดแทงอย่างหนักของเขาด้วยความรวดเร็ว ถึงแม้ชายร่างกำยำที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราผู้นี้จะเจ็บจนมือเท้าสั่นไปหมด แต่เขาก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมากรีดร้องแม้สักครั้งเดียว
ทหาราเ็ที่เหลืออยู่ในกระโจมเมื่อเห็นเช่นนี้ต่างก็พากันกลัวจนหัวหด พวกเขาไม่เข้าใจว่าค่ายทหารของตนเองไปเชิญมัจจุราชสาวที่แสนเ็าท่านนี้มาั้แ่เมื่อไร แค่นางขยับมือก็ทำให้เหล่าพี่น้องล้มลงไปทีละคนๆ ช่างร้ายกาจกว่าทหารของจูโจวเสียอีก
ติงเหว่ยกลับไม่มีเวลามาสนใจเื่พวกนี้ เมื่อครู่นี้นางคำนวณอย่างคร่าวๆ ว่าที่ด้านหลังค่ายมีกระโจมทหาราเ็อยู่สามสิบกว่ากระโจม แต่ละกระโจมจะมีทหารยี่สิบนาย และทุกนายมีาแหนึ่งแห่ง จะจัดการทั้งหมดได้ก็ถือเป็งานใหญ่เหมือนกัน
ตอนนี้นางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้าุโเหว่ยกำลังยุ่งอยู่ตรงไหน นางจึงทำได้เพียงรักษาให้ได้มากที่สุดไปก่อน
โชคดีที่ทหารหนึ่งร้อยนายที่อยู่กับติงเหว่ยนั้นทั้งอายุน้อยและฉลาดเฉลียว พวกเขาสามารถเรียนรู้การทำความสะอาดาแอย่างง่ายและฆ่าเชื้อได้อย่างรวดเร็ว รอจนผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามพวกเขาก็คุ้นเคยเป็อย่างดี ติงเหว่ยก็แค่ตั้งใจเย็บแผลเท่านั้น แม้แต่การพันแผลก็ปล่อยให้เป็หน้าที่ของพวกเขาได้เลย
พวกเขายุ่งจนผ่านไปกว่าครึ่งค่อนวัน พระอาทิตย์ก็ใกล้จะตกดินแล้ว ท้องฟ้าที่มืดมิดกำลังจะมาถึงในไม่ช้า และในที่สุดติงเหว่ยก็ได้เจอผู้าุโเหว่ย
อาจเป็เพราะว่าผู้าุโไม่ได้พักผ่อนมาหลายวัน เดิมทีเขาเต็มไปด้วยพลังและด่าคนได้อย่างร้ายกาจนั้น แต่ตอนนี้กลับดูเหนื่อยล้าเป็อย่างมาก หนวดเคราสีขาวที่เขารักและทะนุถนอมเป็อย่างดีบัดนี้กลับเปื้อนไปด้วยเืจนเหนียวติดกัน ราวกับว่ามีกองไฟน้อยๆ ออกมาจากคางของเขา ดูแล้วทั้งแปลกประหลาดและน่ากลัวไม่น้อย ทำให้ติงเหว่ยรู้สึกปวดใจขึ้นมาในทันที
“ท่านอาจารย์ ท่านเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่ ที่เหลือปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าเถอะ ท่านนั่งพักสักหน่อยก่อน”
“เ้ามาได้ยังไงกัน?” ผู้าุโเหว่ยที่เห็นลูกศิษย์ของตนเองก็ใขึ้นมา จนกระทั่งเขาเห็นหลานศิษย์ของเขาที่กระดุกกระดิกไปมาอยู่บนแผ่นหลังของนาง เขาก็ยิ่งโมโหขึ้นไปอีก
“อันเกอเอ๋อร์ยังเด็กขนาดนี้ เ้าพาเขามาด้วยได้ยังไง?”
ผู้าุโที่เห็นหลานศิษย์สุดที่รักของเขาที่ไม่รู้ว่าหิวหรือว่าน้อยใจอะไรอยู่ ดวงตากลมโตทั้งสองข้างของเขาร้องไห้จนแดงก่ำ ผู้าุโรู้สึกสงสารจนอยากอุ้มเขาเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน แต่น่าเสียดายที่พอยื่นมือออกไปกลับพบว่ามือทั้งสองข้างของเขาเต็มไปด้วยเื ดังนั้นเขาก็เลยโมโหจนถลึงตาใส่ลูกศิษย์ไปหนึ่งที
ติงเหว่ยเองก็เหนื่อยจนเดินเซไปเซมา จู่ๆ นางก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้ลูกชายร้องไห้ออกมาสองครั้ง แต่นางกำลังยุ่งอยู่กับการช่วยชีวิตคนก็เลยไม่มีเวลามาสนใจโดยตลอด ตอนนี้ท่านอาจารย์ก็กำลังโกรธนางจึงรีบแกะห่อผ้าลูกชายออกมา
ผู้าุโใช้มือทั้งสองข้างเช็ดไปที่ชายเสื้อสองที จากนั้นก็รีบรับหลานศิษย์ไป เมื่อเขายื่นมือไปััก็ด่าออกมาในทันที “อันเกอเอ๋อร์ปัสสาวะออกมาแล้ว เ้าดูแลลูกยังไงกัน?”
ติงเหว่ยลูบแผ่นหลังที่เปียกชื้นของนาง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าลูกชายของนางทนไม่ไหวก็เลยปัสสาวะราดออกมา แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลามางอแงอยู่ นางจึงทำได้เพียงยิ้มอย่างฝืนๆ แล้วพูดว่า “ท่านอาจารย์เหล่านี้ล้วนเป็เื่เล็ก พวกเรามาปรึกษากันหน่อยดีกว่า ทหาราเ็ที่แขนขาขาดพวกนั้น ต่อให้จะทายาจินเฉียงแล้วพันด้วยผ้าพันแผลไปแล้วก็ยังไม่พอ ยังมีเืไหลออกมาอยู่ดี หากปล่อยทิ้งเอาไว้นานเกรงว่าจะต้องเสียเืจนตาย”
ผู้าุโเหว่ยเองก็ขมวดคิ้ว เมื่อนึกถึง “ผู้ช่วย” เ่าั้ที่เขาหามาจากในเมือง ก็อดไม่ได้ที่จะก่นด่าออกมา “หลางจง [1] ในเมืองมีแต่พวกไร้ประโยชน์ชัดๆ แค่เห็นเืก็อาเจียนออกมาราวกับสตรีไม่มีผิด ช่วยอะไรไม่ได้เลยและยังทำให้วุ่นวายมากขึ้นไปอีก!”
ติงเหว่ยเองก็ถอนหายใจออกมา หลังจากคิดไปคิดมาแล้วนางก็กระซิบว่า “ท่านอาจารย์ มิสู้ใช้…เผาลั่ว [2] ดีไหม?”
สำหรับวิธีการรักษาแบบเผาลั่ว เมื่อก่อนติงเหว่ยก็คุยกับผู้าุโเื่นี้ แต่ว่าทั้งอาจารย์และศิษย์ล้วนเห็นเป็เสียงเดียวกันว่าวิธีการห้ามเืเช่นนี้ถึงแม้จะได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม แต่ก็โหดร้ายจนเกินไป ความเ็ปนั้นเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะรับได้ หากไม่เข้าตาจนจริงๆ จะนำออกมาใช้ไม่ได้เด็ดขาด
บัดนี้ติงเหว่ยพูดออกมาด้วยตนเอง ผู้าุโเองก็เงียบไป จากนั้นก็หันไปมองเหล่าทหารที่กำลังร้องโอดโอยเสียงดัง ในที่สุดเขาก็พยักหน้าและพูดว่า “ลองถามเ้าหนุ่มพวกนั้นดูก่อน หากว่าอยากจะรักษาชีวิตเอาไว้มีแค่วิธีนี้เท่านั้น อีกอย่างเตรียมผงยาชาไว้ให้มากสักหน่อย พวกเขาจะได้ไม่ต้องทรมานมากจนเกินไป”
“ตกลง เดี๋ยวข้าจะเป็ลูกมือให้ท่านอาจารย์เอง” ติงเหว่ยพูดจบก็มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ และยังสะอึกสะอื้นไม่หยุดของลูกชาย นางก็เลยสั่งการอวิ๋นอิ่งว่า “เกรงว่าอันเกอเอ๋อร์จะหิวแล้ว บนรถม้ามีเตี่ยนซินอยู่นิดหน่อย เ้าพาเขากลับไปหาอะไรรองท้องสักหน่อยเถอะ”
คนโบราณว่ากันไว้ว่า จิติญญาของเด็กนั้นเปราะบาง ดังนั้นจะให้ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเื อวิ๋นอิ่งเองก็ไม่อยากให้คุณชายน้อยเห็นเหตุการณ์นองเืมากไปกว่านี้ หลังจากได้ยินเช่นนั้นนางก็จะอุ้มเขาเดินออกไปในทันที
แต่อันเกอเอ๋อร์ถึงแม้จะโกรธแม่ของเขาที่ไม่ปล่อยให้เขาลงไปเล่นที่พื้นเลยทั้งวัน แต่ตอนนี้จะให้ห่างกันเขาเองก็ไม่ค่อยเต็มใจ จึงยื่นมือเล็กๆ ออกไปและะโเรียกแม่ไม่หยุด
ติงเหว่ยทำได้เพียงใจแข็งแสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน ในอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ ทุกที่ต่างเต็มไปด้วยเตาถ่าน ในไม่ช้าเหล็กกล้ารูปทรงสี่เหลี่ยมแผ่นหนึ่งก็ถูกเผาจนเป็สีแดง
ติงเหว่ยเลือกอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็เลือกหนุ่มน้อยอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปีออกมาหนึ่งคน บางทีตอนที่สู้รบกับศัตรูพละกำลังของเขาอาจไม่เพียงพอ ก็เลยถูกตัดมือซ้ายและข้อมือออก ตอนนี้ผ้าพันแผลที่พันเอาไว้ก็มีหยดเืไหลออกมาไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าห้ามเืไม่สำเร็จ
ติงเหว่ยคุกเข่าลงและมองไปที่ดวงตาของเขา นางถามด้วยเสียงอบอุ่นว่า “น้องชาย เ้าชื่ออะไร ครอบครัวเป็คนที่ไหนหรือ?”
หนุ่มน้อยที่เมื่อครู่นี้เจ็บจนแทบจะหมดสติ ไหนเลยจะนึกถึงว่าตนเองจะโดนแผ่นเหล็กร้อนทาบไปที่แขน ตอนนี้เขาเห็นติงเหว่ยยิ้มอย่างใจดีก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงพี่สาวคนโตที่มีนิสัยอบอุ่น ดังนั้นเขาก็เลยพยายามยันตัวลุกขึ้น และฝืนตอบกลับว่า “คารวะพี่สาวท่านนี้ ข้าชื่อหลี่เอ้อตั้นเป็คนเน่ยชวน”
“เน่ยชวนเป็สถานที่ที่ดีเลยทีเดียว ข้าได้ยินมาว่าูเาสวยแม่น้ำใส มีผลผลิตอุดมสมบูรณ์ น้องเอ้อตันที่ครอบครัวมีใครบ้าง?”
เมื่อพูดถึงเื่บ้านเกิด หลี่เอ้อตั้นก็มีสีหน้าดีขึ้นมาก “ครอบครัวของข้ามีพ่อ แม่ พี่สาวที่แต่งงานออกไปแล้ว แล้วก็มีน้องชายหนึ่งคน”
“เช่นนั้นน้องเอ้อตั้นต้องรีบหายไวๆ เกรงว่าแม่ที่บ้านกำลังคอยเฝ้ารอเ้าให้กลับไปทุกวัน”
“แม่ข้าบอกว่าให้ข้าตั้งใจติดตามท่านแม่ทัพไปทำา รอให้สถานการณ์สงบลงแล้ว ข้าค่อยกลับบ้านไปแต่งภรรยาเพื่อสืบทอดสกุล” เมื่อพูดตรงนี้หลี่เอ้อตั้นก็หน้าแดงขึ้นเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็ก้มหน้าลงมองแขนของตนเองที่มีเืไหลไม่หยุด ใบหน้าของเขากลับเปลี่ยนเป็สีขาวซีด
เขาเองก็ไม่ใช่คนโง่เขลา แขนของเขาเืไหลไม่หยุดมาครึ่งวันแล้ว ศีรษะของเขาก็รู้สึกวิงเวียนไม่หยุด ราวกับว่าจะหลับไปได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่ใช่เื่ดีทั้งนั้น บางทีชีวิตน้อยๆ ของเขาคงต้องฝากไว้ที่นี่แล้ว
“หากแม่ข้ารู้ว่าข้ามาตายอยู่ข้างนอกนี้ เกรงว่า…”
ในขณะที่พูดอยู่ เขาก็ทนความโศกเศร้าไม่ไหวอีกต่อไป และก้มหน้าร้องไห้ฮือๆ ออกมา
อาจเป็เพราะความรู้สึกเศร้าโศกนั้นติดต่อกันได้ง่ายที่สุด ทหาราเ็ที่เหลือต่างก็ขอบตาแดงก่ำ ความเชื่อมั่นที่มีต่อชีวิตในวันหน้าไม่เหลือเลยแม้แต่น้อย
ติงเหว่ยรีบยื่นมือออกไปตบที่ไหล่ของเอ้อตั้น ใช้น้ำเสียงที่อบอุ่นและหนักแน่นเกลี้ยกล่อมว่า “เอ้อตั้น ถึงแม้เ้าจะไม่มีมือหนึ่งข้าง แต่หากว่าจัดการาแอย่างเหมาะสมแล้วก็จะไม่เป็อันตรายถึงชีวิต แม้ว่าวันหน้าจะไม่สะดวกไปบ้าง แต่ยังไงก็ดีกว่าไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่และญาติอยู่แล้ว อีกอย่างพวกเ้าได้รับาเ็เพราะอยากให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ว่าจะเป็ซีเฮ่าหรือท่านแม่ทัพ ยังไงก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกเ้าตกระกำลำบากโดยไม่สนใจใยดีเป็แน่!”
“ถูกแล้ว ท่านแม่ทัพไม่มีทางที่จะทอดทิ้งพวกเรา” เฉิงเถี่ยหนิวเป็ผู้ปกป้องผู้ซื่อสัตย์ของท่านแม่ทัพ เมื่อฟังถึงตรงนี้เขาก็เป็คนแรกที่ส่งเสียงสนับสนุนออกมา
“น้องชายที่หมู่บ้านของข้า ตอนที่ทำากับพวกเถียเหล่ยเขาก็ติดตามท่านแม่ทัพไปรบด้วย ทุกวันนี้ถึงแม้ขาขาดไปครึ่งหนึ่ง แต่ทุกเดือนก็ยังได้รับเงินหนึ่งร้อยเหวิน ก่อนที่พวกคนชั่วที่วังหลวงประกาศข่าวว่าท่านแม่ทัพเสียชีวิตแล้ว เงินนั้นก็ไม่เคยหยุดส่งมาให้เลย”
อาจเพราะคำพูดของเฉิงเถี่ยหนิวได้ผลขึ้นมา ทหาราเ็หลายนายก็ค่อยๆ หยุดความโศกเศร้า ติงเหว่ยเห็นว่าเวลาเหมาะสมแล้วก็เลยเอ่ยปากออกมาว่า “ยังไม่ต้องพูดถึงว่าท่านแม่ทัพจะปฏิบัติต่อเหล่าทหารเหมือนลูกชายยังไง แค่พูดว่าต่อให้พวกเ้าได้รับาเ็ แต่ก็ไม่ได้กลายเป็คนไร้ประโยชน์เสียหน่อย หากว่าทำงานที่ใช้แรงไม่ได้ ก็ไปส่งจดหมาย ซ่อมบำรุงถนน งานแบบนี้ยังไงก็ทำได้ใช่ไหมล่ะ พอถึงตอนนั้นก็จะไม่มีปัญหาในการหาเลี้ยงครอบครัวอีกต่อไป”
“สิ่งที่แม่นางพูดคือนำจดหมายไปส่งแทนคนบ้านเดียวกันอย่างนั้นหรือ?” ทหาราเ็คนหนึ่งถามออกมาด้วยความแปลกใจ “นั่นเป็งานของกองคาราวานพ่อค้าไม่ใช่หรือ พวกเราเองก็ทำได้งั้นหรือ?”
-----------------------------------------
[1] หลางจง 郎中 หมายถึง ตำแหน่งขุนนางในสมัยโบราณที่เป็หมอจีน แพทย์จีน
[2] เผาลั่ว 炮烙 หมายถึง เป็รูปแบบหนึ่งของการทรมานในราชวงศ์ซาง(商时期) โดยเผาเสาทองแดงให้ร้อนด้วยถ่านไฟที่อยู่ข้างล่าง จากนั้นก็ให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดปีนขึ้นไปบนเสาทองแดงนั้น หลังจากนั้นคนก็จะตกลงไปในไฟถ่านและถูกเผาจนตาย ในที่นี้ใช้เปรียบเปรยถึงการเอาเหล็กร้อนๆ ไปนาบบนตัวของทหารที่ได้รับาเ็
