หลายวันให้หลัง การแข่งขันจตุรแคว้นก็เริ่มขึ้น
วันที่หนึ่งเป็การแข่งขันวิชากระบี่ สถานที่แข่งขันคือวิทยาลัยกระบี่ รอบแรกตอนเช้าผู้ลงแข่งของวิทยาลัยเซิ่งตูคือหลันอวี่ิ อีกสามแคว้นส่งยอดฝีมือวิชากระบี่ของวิทยาลัยมาเช่นกัน
แรกสุดจับฉลากแบ่งกลุ่ม สี่คนจับเป็สองกลุ่ม หลังจากนั้นให้คนชนะตัดสินกันรอบสุดท้าย การแข่งขันวิชากระบี่ต่อสู้กันได้ถึงพริกถึงขิง เรียกได้ว่าน่าตื่นตาเป็พิเศษ ดึงดูดสายตาของผู้คนทั้งหมดจากด้านล่างเวทีให้อยากชื่นชมว่ายอดเยี่ยมตามๆ กัน
“ศิษย์พี่หลันร้ายกาจจริงเชียว ไม่เสียทีที่เป็อันดับหนึ่งของวิทยาลัยกระบี่!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ศิษย์พี่หลันช่างร้ายกาจนัก ผู้ฝึกกระบี่ของแคว้นหลันสุ่ยอะไรนั่นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก!”
“ใช่ ข้าก็คิดว่าเ้าหมอนั่นไม่ใช่คู่มือเขาเหมือนกัน!”
“ถูกต้อง ศิษย์พี่หลันต้องชนะ ศิษย์พี่หลันต้องชนะ!” ศิษย์วิทยาลัยเซิ่งตูไม่น้อยที่อยู่ด้านล่างเวทีล้วนะโคำขวัญให้กำลังใจ เสริมอำนาจให้หลันอวี่ิ
อาจารย์ใหญ่ทั้งหลายนั่งชมการแข่งขันอยู่บนเวทีสูง เมื่อเห็นหลันอวี่ิแสดงฝีมือก็พากันพยักหน้าพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง
“หลันอวี่ินี่ร้ายกาจเอาเื่นะ!” เฉียวรุ่ยมองหลันอวี่ิบนเวทีประลองพลางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าพิกล
คิดไม่ถึง เ้าหมอนี่มีความสัมพันธ์กับผู้คนดีจริง ถึงกับมีคนมากมายะโคำขวัญ ให้กำลังใจเสริมอำนาจให้เขาเช่นนี้!
ได้ยินคนรักชมพระเอก สีหน้าหลิ่วเทียนฉีไม่น่าดูขึ้นสามส่วนอย่างเห็นได้ชัด “หลังจากนี้ ข้าจะร้ายกาจยิ่งกว่าเขา!”
ร้ายกาจใช่ไหม? ข้าต้องพยายามเหนือกว่าอีกฝ่ายให้จงได้!
เฉียวรุ่ยได้ยินก็กะพริบตาปริบๆ ลอบมองคนรักข้างกายทีหนึ่ง พอพบว่าสีหน้าอีกฝ่ายถมึงทึงจึงกระตุกมุมปากอย่างจนปัญญา “ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง เทียนฉีร้ายกาจที่สุด บุรุษคนใดย่อมสู้ไม่ได้!”
ถูกคนรักยกยอ สีหน้าของเขาดีขึ้นอยู่บ้าง “เ้านี่นะ!”
“ข้าพูดความจริง วิชาต่อสู้มือเปล่าของเทียนฉีตอนนี้ร้ายกาจนัก ไม่แพ้ศิษย์พี่วิทยาลัยยุทธ์สักนิด!” นี่เป็เื่จริง วิชาต่อสู้มือเปล่าของเทียนฉีแข็งแกร่งขึ้นมาก แม้จะยังด้อยกว่าตนอยู่นิดหน่อยก็ตาม
“ฮ่าๆๆ...” หลิ่วเทียนฉีหัวเราะแ่เบา จับมือเฉียวรุ่ยขึ้นมาอย่างพอใจ กุมมือน้อยไว้ในฝ่ามือ
เฉียวรุ่ยเหลือบมองสีหน้าเบิกบานของคนรักก็อ่อนใจเล็กน้อย ในใจคิด ‘เทียนฉีชอบบอกว่าตนขี้หึงอยู่เสมอ อันที่จริง คนที่ขี้หึงจริงๆ น่ะคือเขากระมัง?’
“พวกเ้าสองคนนี่นะ ดูการแข่งขันแค่รอบหนึ่งต้องทำตัวชวนขนลุกเช่นนี้ไหม?” ต่งเฟิงมองทั้งสองคนทีหนึ่ง อดกลอกตาไม่ได้
เทียนฉียอดเยี่ยมที่สุด เทียนฉีร้ายกาจที่สุด คำพรรค์นี้เขาฟังจนหูจะขึ้นตาปลาแล้ว หลิ่วเทียนฉีนี่น่าเสียดายจริง เ้าหมอนี่ได้ยินทีไรกลับยิ้มตาหยีมีความสุขทุกที ทำให้ข้ารู้สึกอับจนวาจาจริงเชียว!
“ชิ ข้ายินดี เ้าเกี่ยวอะไรด้วยเล่า?” เฉียวรุ่ยเชิดคางกอดแขนหลิ่วเทียนฉี จงใจยั่วโมโห
“เฮอะ...” ต่งเฟิงชำเลืองคู่รักชายชายที่น่าหมั่นไส้เอาแต่ยิ้มอย่างอิ่มอกอิ่มใจ เขาแค่นเสียงด้วยท่าทีเ็า ในใจคิด ‘คบสหายไม่ระวังจริงหนอ ทำไมถึงคบเ้าพวกชอบยั่วโมโหและยังไม่เสียดายชีวิตสองคนนี้เป็เพื่อนได้กันนะ?’
“ศิษย์พี่เมิ่ง ศิษย์พี่จง พวกท่านคิดว่ารอบนี้โอกาสชนะของศิษย์พี่หลันเป็อย่างไรหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสองคนก่อนถามเสียงเบา
“ข้าคิดว่าไม่น่ามีปัญหา!” จงหลิงมองการแข่งขันแล้วบอก
“หวังว่าหลันอวี่ิจะชนะได้ นี่เป็รอบแรกนะ เกี่ยวพันกับขวัญกำลังใจของวิทยาลัยเซิ่งตูของพวกเราเชียว!” เมิ่งเฟยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เขาต้องชนะ!” พระเอกจะแพ้ได้อย่างไรเล่า? หากพระเอกไปแดนลับไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นแดนลับนี่ นักเขียนก็เขียนเสียเปล่าไม่ใช่หรือ?
“อ้อ!” เห็นคนรักมั่นใจในตัวหลันอวี่ิเช่นนี้ เฉียวรุ่ยเลิกคิ้วขึ้นพลางคิด ‘เทียนฉีนี่ร้ายกาจจริง กระทั่งความสูงต่ำของวิชากระบี่ยังมองปราดเดียวออกอีกหรือ?’
เห็นคนรักประกระบี่กับผู้อื่นอยู่บนเวที คนที่กังวลที่สุดไม่พ้นหลิ่วซาน
หลิ่วซือเห็นท่าทางกังวลกำชายเสื้อแน่นของหลิ่วซานที่ยืนอยู่ข้างกายนางก็ยกมุมปากนิดๆ “พี่สามไม่ต้องกังวลหรอก ศิษย์พี่หลันร้ายกาจปานนั้น ไม่มีทางแพ้แน่!”
“ใช่แล้ว วิชากระบี่ของศิษย์พี่หลันสูงปานนั้น ไม่แพ้แน่นอน!” เซวียนหยวนหงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ข้า ข้ารู้ว่าเขาไม่มีทางแพ้ แต่ แต่ข้ากลัวอวี่ิได้รับาเ็น่ะ!” อย่างไรนางเอกก็มั่นใจในวิชากระบี่ของเขา ทว่านางเป็ห่วงยิ่งนักว่าอีกฝ่ายอาจได้รับาเ็!
ได้ยินเข้า หลิ่วซืออดหัวเราะเยาะในใจไม่ได้พลางคิด ‘ให้ดีที่สุด ถ้าหลันอวี่ิตายบนเวทีประลองไปเสีย ย่อมประหยัดแรงยิ่งนัก!’
การแข่งขันรอบเช้า พระเอกชนะโดยไม่ต้องลุ้นสักนิด การแข่งขันรอบบ่าย อวี๋ชิงโยวพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องลุ้นเช่นกัน วันแรกวิทยาลัยเซิ่งตูชนะได้รับห้าสิทธิ์ แคว้นเทียนโยวชนะได้รับห้าสิทธิ์ เหมือนที่นิยายต้นฉบับเขียนทุกประการ
วันที่สองเป็การประลองของผู้ฝึกยุทธ์ตามนิยายต้นฉบับ แคว้นเทียนโยวชนะหนึ่งรอบ แคว้นอูเอ่อร์ชนะหนึ่งรอบ โดยวิทยาลัยเซิ่งตูแพ้รวดสองรอบ
.........
วันที่สามเป็การแข่งขันวิชายันต์ ผู้คนทั้งหมดล้วนมารวมตัวกันที่วิทยาลัยยันต์แห่งนี้
หลิ่วเทียนฉีถูกจัดไว้ในรอบแรกตอนเช้า ส่วนเหลิ่งเยว่ถูกจัดให้แข่งรอบสองตอนบ่าย
หลิ่วเทียนฉีเดินเข้ามาในสนามแข่งก็เห็นว่าคู่ต่อสู้จากแคว้นหลันสุ่ยคืออวี้ิจู คู่ต่อสู้แคว้นเทียนโยวคือเย่เฟยเสวี่ย และคู่ต่อสู้แคว้นอูเอ่อร์คือเฝิงหยวน
หลิ่วเทียนฉีกลั่นกรองข้อมูลของสี่คนนี้จากนิยายต้นฉบับในสมองเล็กน้อย สายตาเขาจับจ้องบนร่างเย่เฟยเสวี่ย ในนิยายบอกว่า ยัยหนูคนนี้มีความสามารถอยู่เล็กน้อย ในการแข่งใหญ่เกือบเอาชนะนางเอกได้สินะ?
“รอบแรก ประลองยันต์โจมตี ศิษย์ทุกคน วาดยันต์โจมตีที่พวกเ้าคิดว่าพลังโจมตีแข็งแกร่งที่สุดแผ่นหนึ่งออกมา!” อู๋ฉิงเดินมาถึงตรงหน้าทั้งสี่คนก่อนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
“รับบัญชา!” ทั้งสี่คนขานรับ เอาโต๊ะของแต่ละคนออกมา ย่อตัวลงนั่ง เริ่มวาดยันต์
หัวหน้าอาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยหลันสุ่ยมองพวกเขาวาดยันต์ เขาหัวเราะฮะๆ ชำเลืองมองเฟิงกู่ที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“ได้ยินว่าวิทยาลัยเซิ่งตูมีอัจฉริยะยันต์ที่ร้อยปียากจะพบคนหนึ่งชื่อหลิ่วเทียนฉี เป็ศิษย์คนเก่งของอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิง สหายผู้ฝึกตนเฟิงกู่ นี่เป็เื่จริงหรือ?”
“จริงแท้ คนที่อยู่บนเวทีเวลานี้คือศิษย์หลานเทียนฉี!” เฟิงกู่พยักหน้าเล็กน้อยพลางหัวเราะแล้วบอก
“อัจฉริยะยันต์ที่ร้อยปียากจะพบอย่างนั้นหรือ?” ได้ยินคำนี้ อาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยเทียนโยวก็เลิกคิ้วสูง
“สหายผู้ฝึกตนหลินมาสายไปบ้างจึงอาจไม่รู้ หลิ่วเทียนฉีเป็คนดังของวิทยาลัยเซิ่งตูเชียวนะ! ได้ยินว่าหกปีมานี้ อีกฝ่ายสร้างยันต์ขึ้นมาเองสองแผ่น แผ่นหนึ่งชื่อยันต์ดอกไม้ไฟ ส่วนอีกแผ่นชื่อยันต์อัคคีทอง พลังน่าตะลึงยิ่งนัก จนกระทั่งวันนี้ยังไม่มีใครวาดเลียนแบบได้เชียว!”
“อ้อ? มีเื่นี้ด้วยหรือ?” ได้ยินเื่นี้ อาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยเทียนโยวก็เลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง
หัวหน้าอาจารย์ใหญ่ของแคว้นอูเอ่อร์ฟังบทสนทนาของทั้งสองคนอย่างเงียบงันไร้คำพูด เก็บตัวอย่างประหลาด
“ใช่แล้ว ยันต์ที่เ้าหนูนี่วาดแสนก้อนศิลาทิพย์ต่อหนึ่งแผ่นเชียว หายากล้ำค่านักล่ะ!”
“ยันต์ขั้นสามแผ่นหนึ่งแสนก้อนศิลาทิพย์? นี่ เป็ไปได้อย่างไร?” หัวหน้าอาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยเทียนโยวถลึงตา ไม่อยากเชื่ออยู่บ้าง
“เ้าว่าอย่างไรเล่า สหายผู้ฝึกตนเฟิงกู่?” อาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยหลันสุ่ยหันไปถาม
“ฮ่าๆๆ สหายผู้ฝึกตนผังไม่ต้องสนใจ แค่เื่ล้อเล่นระหว่างผู้เยาว์เท่านั้น!” ตาเฒ่านี่ คิดวิ่งมาร้องทุกข์ต่อหน้าตนเชียวหรือ? แสนก้อนศิลาทิพย์แล้วอย่างไรเล่า สุ่ยจือหลิงยินดีซื้อเองมิใช่หรือไง? ไม่มีใครบังคับนางเสียหน่อย!
“ฮ่าๆๆ ล้อเล่นจริงนะ!” เฟิงกู่ เ้าสารเลวนี่ ถึงกับหลอกเอาเงินกันได้!
ขณะที่อาจารย์ใหญ่สามคนคุยเล่นกัน บนเวทียันต์ ผู้ฝึกตนทั้งสี่คนวาดยันต์เสร็จเรียบร้อย อู๋ฉิงเรียกเสาเพชรออกมา ส่งสัญญาณให้สามแคว้นที่เหลือตรวจสอบ หลังพิสูจน์ว่าไม่มีปัญหาอะไรถึงให้ทั้งสี่คนโจมตีเสาของตนตามลำดับ
เฝิงหยวนแห่งแคว้นอูเอ่อร์กับอวี้ิจูแห่งแคว้นหลันสุ่ยแสดงฝีมือได้เหมือนกัน ล้วนทำลายเสาเพชรได้หนึ่งในแปดส่วน ใกล้เคียงกับฝีมือที่หลิ่วซาน เมิ่งเฉิงเลี่ยงและจวงไห่แสดงก่อนหน้านี้ แต่เย่เฟยเสวี่ยกลับสะบั้นเสาไปหนึ่งในสาม เห็นได้ชัดว่ายันต์โจมตีที่อีกฝ่ายใช้ไม่ธรรมดา ท้ายที่สุดเมื่อหลิ่วเทียนฉีออกโรง ยันต์อัคคีทองแผ่นเดียวทำเสาสูงสองเมตรต้นหนึ่งกระจุยเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ฝีมือหลิ่วเทียนฉีทำเอาตกตะลึงทั้งสนาม ทำให้ผู้คนจากสามแคว้นต่างนิ่งอึ้งไป ยกเว้นคนจากวิทยาลัยเซิ่งตูที่เคยเห็นภาพนี้มาก่อน พวกเขาคิดว่าการที่หลิ่วเทียนฉีได้ชัยชนะเป็เื่สมควร หากเขาไม่ชนะสิถึงเป็เื่แปลก?
“อื้อ เทียนฉียอดที่สุด เทียนฉีร้ายกาจที่สุด เทียนฉีชนะแล้ว!” เฉียวรุ่ยะโลั่น ตบมือร้องชมคนแรก ตื่นเต้นไม่หยุด ท่าทางแตกต่างจากผู้ชนะ ราวกับตัวเขาเองชนะการแข่งขันมากกว่า
“ฮ่าๆๆ ข้ารู้อยู่แล้วเชียวว่าเทียนฉีต้องชนะแน่!” ต่งเฟิงเห็นสหายรักได้ชัยชนะก็หัวเราะ แลดูดีใจเช่นกัน
“หลิ่วเทียนฉีทำได้ดีจริง ชนะอย่างสวยงามเชียว!” เมิ่งเฟยพยักหน้ารัว ดีใจอย่างยิ่งด้วย
“ฮ่าๆๆ ศิษย์น้องหลิ่วเป็อัจฉริยะยันต์อันดับหนึ่งจริงๆ!” จงหลิงยกนิ้วโป้งให้กับฝีมือที่เขาแสดงออกมา
“อื้อ ทำได้ดี ศิษย์น้องหลิ่วทำได้ดีนัก!”
“ถูกต้อง ศิษย์น้องหลิ่วเป็อันดับหนึ่งของวิทยาลัยยันต์ วิชายันต์ไม่มีใครเทียม!”
“ไม่มีใครเทียม! ศิษย์น้องหลิ่วไม่มีผู้ใดทัดเทียม ใต้หล้าไร้คู่ต่อกร!”
“ศิษย์น้องหลิ่วไม่มีผู้ใดทัดเทียม ใต้หล้าไร้คู่ต่อกร!” เฉียวรุ่ยนำผู้คน ศิษย์ทั้งหลายของวิทยาลัยเซิ่งตูจึงเริ่มร้องสรรเสริญ ฮึกเหิมขึ้นมาทันที พากันะโคำขวัญให้หลิ่วเทียนฉี ตบมือพลางร้องชม
“ไม่ ไม่มีทาง เป็ไปได้อย่างไร เป็ไปได้อย่างไรกัน?” เย่เฟยเสวี่ยมองหลิ่วเทียนฉีอย่างไม่อยากเชื่อ อึ้งอยู่เนิ่นนานก็ส่งเสียง สิ่งที่หลิ่วเทียนฉีแสดงเมื่อครู่ทำให้นางตะลึงอย่างสิ้นเชิง ชั่วขณะหนึ่งไม่ทันตอบสนอง
สิ่งที่เย่เฟยเสวี่ยวาดคือยันต์โบราณซึ่งไม่เป็ที่รู้จักอย่างที่สุดชนิดหนึ่งที่ตกทอดมาจากยุคโบราณ พลังเป็สามเท่าของยันต์โจมตีขั้นสามระดับสูงทั่วไป เดิมทีครั้งนี้นางคิดว่าจะชนะได้เก้าสิบในร้อย แต่ แต่คิดไม่ถึง มีคนวาดยันต์ที่พลังโจมตีแข็งแกร่งกว่ายันต์ของนางออกมาได้ เป็ไปได้อย่างไร เป็เช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่ายอย่างเฉยชาทีหนึ่ง ก้าวเท้าถอยกลับมาด้านล่างเวที คร้านจะสนใจอีกฝ่าย
“รอบแรก วิทยาลัยเซิ่งตูชนะ!” อู๋ฉิงตะเบ็งเสียงประกาศ
“ไม่ ข้าไม่ยอม ข้า้าแข่งกับหลิ่วเทียนฉีอีกรอบ!” เย่เฟยเสวี่ยโวยวายเสียงดัง
นางพยายามมานานนับปีเพื่อคว้าที่หนึ่งในการแข่งขันจตุรแคว้นเข้าไปในแดนลับ วันนี้กลับแพ้อย่างไม่กระจ่างใจเช่นนี้ นางจะยอมรับได้อย่างไรเล่า?
“ให้เหตุผลที่ข้าต้องจัดแข่งใหม่สักหน่อยสิ!” อู๋ฉิงมองเย่เฟยเสวี่ยอย่างเ็า เอ่ยเสียงเรียบ
นี่คือการแข่งขันจตุรแคว้น ไม่อาจดูแคลนได้ ไม่ใช่ใครบอกจะแข่งใหม่ก็พร้อมจัดขึ้นมาได้หรอกนะ
“โธ่ คนแคว้นเทียนโยวนี่เป็อะไรกัน? แพ้ไม่เป็หรืออย่างไร?” สายตาเมิ่งเฟยเหยียดหยามขึ้นมาทันที นางมองยัยหนูที่โวยวายไม่ยอมคล้ายตัวหมัดะโเต้นเร่าอยู่บนเวทีก่อนหัวเราะเย้ยหยัน
“ใช่แล้ว ยัยหนู แพ้ไม่เป็ก็อย่าวิ่งออกมาให้ขายหน้าผู้คน เ้าบอกว่าแข่งใหม่ก็ต้องแข่งใหม่อย่างนั้นหรือ คิดว่าตนเป็ใครกันฮึ?” เฉียวรุ่ยถลึงตาใส่ยัยหนูน่าชัง โกรธไม่เบาเลยเชียว ยัยหนูน่าตายนี่ทำอะไรอยู่? นางแพ้แล้วอยากแข่งใหม่ คิดว่าตนเป็เ้า์หรือไงกัน?
“เฮอะ นี่เป็ถึงการแข่งขันจตุรแคว้น ยัยหนู เ้าคิดว่าเ้าเล่นพ่อแม่ลูกอยู่ที่บ้านหรือ? คิดจะแข่งใหม่อีก เ้าเป็ใครกันฮึ?” ต่งเฟิงสบถเสียงเบา สีหน้าไม่สบอารมณ์เช่นกัน ในใจคิด ‘แคว้นเทียนโยวเป็คนอย่างไรกันนี่?’
“ฮ่าๆๆ ข้าว่าสาวน้อยคนนี้คงถูกศิษย์น้องหลิ่วทำใจนสมองหายแล้วกระมัง ถึงได้พูดจาเลอะเทอะอยู่!” จงหลิงแค่นเสียงหยัน สีหน้าดูแคลนเช่นเดียวกัน
แพ้ก็คือแพ้ ชนะก็คือชนะ ในเมื่อฝีมือสู้ผู้อื่นไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ควรแพ้อย่างมีเกียรติ คนที่แพ้แล้วยังไม่ยอมรับเช่นนี้ เป็ผู้ที่แพ้ได้อย่างไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี ได้แต่ทำให้ผู้คนดูแคลนเสียจริง
“ฮ่าๆๆ ข้าก็คิดว่านางคงถูกศิษย์น้องหลิ่วทำสมองหายเหมือนกัน!”
“พูดไปแล้ว แคว้นเทียนโยวนี่เป็คนอย่างไรกันน่ะ? แข่งแพ้กลับไม่ยอมรับ ยังจะแข่งใหม่อีก?”
“ใช่แล้ว หากทุกวันแข่งใหม่ แล้วระหว่างนั้นแดนลับเปิดออก พวกเราคงแข่งกันไม่จบเลยกระมัง?”
“ใครว่าไม่ใช่เล่า!”
“ให้ข้าพูดนะ นี่คงเป็สาวน้อยไม่ได้รับการสั่งสอน ไม่ดูเสียบ้างว่านี่คือที่ไหน ถึงวิ่งมาอวดอำนาจเช่นนี้”
“เฮอะ ใครว่าไม่ใช่? นางคิดว่านางเป็ใครกันฮึ? ระดับสร้างรากฐานกลับกล้าเหิมเกริมต่อหน้าอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงของพวกเราเชียว?”
“เฮอะ นี่เรียกว่า ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ!”
“ฮ่าๆๆ เ้าพูดถูก!”
ด้วยการนำของเฉียวรุ่ย ศิษย์วิทยาลัยอื่นพากันถกเถียงขึ้นมาทันที ไหนจะคำพูดที่ยิ่งไม่น่าฟังขึ้นทุกทีอีก
