ปะทะ!
ณ ห้อง 888
ในขณะที่กลุ่มของกัวเซียงกำลังสนุกกันสุดเหวี่ยง
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกถีบเปิดออกเสียงดัง โครม! ด้วยแรงมหาศาลจากภายนอก
ตามด้วยพี่เฟิงโก่วที่เดินอาดๆ เข้ามาพร้อมลูกน้องอีก 4-5 คน ท่าทางนักเลงเต็มขั้น
ทุกคนในห้องชะงักกึก เพื่อนที่กำลังร้องเพลงอยู่ถึงกับวางไมโครฟอนลงโดยสัญชาตญาณ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที
แม้แต่หลิวหยูถงที่ปกติจะนิ่งสงบ ก็ยังหันไปมองพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาฉายแววระแวดระวังลึกๆ ในใจเธอเริ่มมีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
กัวเซียงเห็นผู้มาเยือนก็รีบปรี่เข้าไปหา “พี่เฟิงโก่ว พี่มาได้ยังไงครับเนี่ย?”
เขาพูดพลางชี้ไปที่ลูกน้องข้างหลังพี่เฟิงโก่ว “แล้วนี่คือ...?”
พี่เฟิงโก่วไม่มีกั๊ก ตอบตรงๆ “พวกข้าร้องเพลงห้องข้างๆ แล้วมันกร่อยว่ะ เห็นพวกเอ็งคนเยอะดี ท่าทางจะครึกครื้น เลยอยากมาแจมด้วยหน่อย พวกเอ็งคงไม่รังเกียจใช่ไหม?”
กัวเซียงไหนเลยจะกล้าบอกว่ารังเกียจ รีบละล่ำละลักตอบ“ไม่รังเกียจครับๆ! พี่เฟิงโก่วมาหาพวกเราถือเป็เกียรติอย่างยิ่งเลยครับ”
พูดจบเขาก็รีบเชื้อเชิญให้พวกเฟิงโก่วไปนั่งที่โซฟา
ห้อง 888 เป็ห้องไซส์ใหญ่พิเศษของเคซาร์ ต่อให้นั่งกันอยู่ 19 คนแล้ว ก็ยังมีที่ว่างเหลือเฟือ
“พี่เฟิงโก่ว เชิญนั่งครับ”
แต่พวกเฟิงโก่วกลับไม่รีบนั่ง เขาหร่ายสายตามองไปรอบห้อง จนไปหยุดอยู่ที่กลุ่มเด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งขวา
“โซฟามันเบียดไปหน่อย ข้าเลยให้พนักงานยกเก้าอี้มาเพิ่มแล้ว”
เฟิงโก่วขยิบตาให้ลูกน้องคนหนึ่ง ซึ่งรีบออกไปจัดการทันที
ไม่นานนัก พนักงานก็ยกเก้าอี้สตูลเข้ามาวางในห้อง
“วางตรงนั้นแหละ จะได้เล่นเกมกับเพื่อนๆ น้องชายกัวเซียงได้ถนัดหน่อย” เฟิงโก่วชี้มือไปที่โซฟาฝั่งขวา ซึ่งมีกลุ่มเด็กสาวนั่งอยู่ตรงนั้นพอดี
นอกจากหลิวหยูถงที่ยังรักษาสีหน้าเรียบเฉยไว้ได้ ทั้งอวี๋ซินและเพื่อนผู้หญิงคนอื่นๆ ต่างก็เริ่มหวาดกลัวจนต้องเบือนหน้าหนีและซุบซิบกันเบาๆ
“เอาแล้วไง พวกนักเลงนี่กะจะมาชนแก้วกับเราแน่เลย”
“ทำไงดีอะ?”
“ฉันดื่มไม่เป็นะ”
“ฉันก็ไม่เป็...”
“........”
พวกเธอไม่ใช่คนโง่ ย่อมดูออกว่าพี่เฟิงโก่วมีเจตนาไม่ดี
แต่เมื่อเห็นออร่านักเลงที่แผ่ออกมา และลูกน้องท่าทางเหี้ยมเกรียมที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างหลัง ก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
เฟิงโก่วพาสมุนเดินกร่างเข้าไปนั่งประจันหน้ากับพวกหลิวหยูถง
เขานั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ สายตากวาดมองเด็กสาวแต่ละคน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หลิวหยูถงที่ดูเ็าและมีสง่าราศีโดดเด่นที่สุด
“คนสวย เจอกันครั้งที่สองแล้วนะ ถือว่าเป็เพื่อนกันแล้ว มาเล่นสนุกด้วยกันหน่อยเป็ไง?”
“อยากเล่นอะไรคะ?” หลิวหยูถงถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก แววตาเรียบเฉย
“มา KTV ทั้งทีจะขาดการเขย่าลูกเต๋าได้ไงล่ะ ให้พวกพี่เขย่าเป็เพื่อนพวกเธอดีไหม?” พี่เฟิงโก่วยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย
หลิวหยูถงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย “ขอโทษค่ะ พวกเราเล่นไม่เป็”
“ใช่ค่ะ พี่...พี่เฟิงโก่ว พวกเราเขย่าลูกเต๋าไม่เป็จริงๆ” เพื่อนสาวคนอื่นรีบเสริม
“เล่นไม่เป็ไม่เห็นเป็ไรเลย เดี๋ยวพี่สอนเอง พี่น่ะเป็คนชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่แล้ว”
“ไม่ต้องห่วง คืนนี้พวกเธอจะดื่มเท่าไหร่ พี่เหมาจ่ายให้เอง!” พี่เฟิงโก่วแสร้งทำเป็ป๋า
แววตาหลิวหยูถงฉายความรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง เธอผุดลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสียงแข็ง“ขอโทษนะคะพี่เฟิงโก่ว พวกเราเล่นกันพอสมควรแล้ว กำลังจะกลับค่ะ”
พูดจบเธอก็หันไปหาอวี๋ซิน “อวี๋ซิน กลับกันเถอะ”
อวี๋ซินรีบลุกตามทันที “ค่ะพี่ถง”
พี่เฟิงโก่วนึกไม่ถึงว่าเด็กสาวชุดเดรสสีน้ำเงินคนนี้จะกล้าหักหน้าเขาขนาดนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปทันที กลายเป็ใบหน้าถแกทึง
ไม่ต้องรอให้เขาสั่ง ลูกน้องข้างหลังก็รีบลุกขึ้นมายืนกางแขนขวางทางพวกเธอไว้
ลูกน้องคนหนึ่งแสยะยิ้มจนเห็นฟันเหลือง “อย่าเพิ่งไปสิจ๊ะคนสวย เพิ่งจะรู้จักกันเองจะรีบไปไหน อยู่เล่นกันให้สุดเหวี่ยงก่อน เดี๋ยวพี่เฟิงโก่วไปส่งเองถึงบ้านเลย”
“นั่นสิ แม้แต่เหล้าแก้วเดียวยังไม่ยอมชนกับพี่เฟิงโก่ว แบบนี้มันไม่ให้เกียรติกันนี่หว่า?”
“........”
ใบหน้าหลิวหยูถงเย็นเฉียบถึงขีดสุด “ถอยไป!”
เมื่อสถานการณ์เริ่มบานปลาย กัวเซียงก็รีบวิ่งเข้ามาแทรกพลางยิ้มประจบเฟิงโก่ว “พี่เฟิงโก่วครับ นี่มันงานเลี้ยงรุ่นเพื่อนๆ ผมเอง พี่ช่วยเห็นแก่หน้าผมหน่อย... ปล่อยพวกเธอไปเถอะครับ”
พี่เฟิงโก่วได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองกัวเซียงอย่างดูแคลน “ข้าไม่ให้เกียรติเอ็งตรงไหน? ไม่ใช่เอ็งรึไงที่เชิญข้ามา? ข้าให้หน้าเอ็งมากพอแล้วนะ อุตส่าห์ให้เด็กยกเหล้ากับผลไม้มาแถมให้ด้วย นี่อะไร... แค่เหล้าแก้วเดียวยังไม่ยอมดื่มกับข้าแล้วจะหนีกลับ มันหมายความว่ายังไงวะ?!”
กัวเซียงตอนนี้เสียใจจนอยากจะตบหน้าตัวเองแรงๆ สักกี่ที
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาอยากจะอวดเบ่งต่อหน้าเพื่อนจนไปเชิญ "ดาวมฤตยู" ตนนี้มา เื่คงไม่บานปลายขนาดนี้
เขาขบกรามแน่น กั้นใจพูดอีกครั้ง “เอ่อ พี่เฟิงโก่วครับ พวกเธอเป็ผู้หญิง ดื่มไม่เก่งหรอกครับ เอาอย่างนี้ดีไหม เดี๋ยวผมดื่มแทนพวกเธอเอง ผมจะอยู่ดูแลพี่เอง ตกลงไหมครับ?”
พี่เฟิงโก่วหัวเราะในลำคอ “ได้สิ ในเมื่อเอ็งอยากจะโชว์แมนดื่มแทนเพื่อนนัก งั้นเอาเงี้ยะ... ข้าดื่มแก้วเดียว ส่วนเอ็งดื่มขวดนึง แบบนี้ไม่เกินไปใช่ไหม?”
กัวเซียงได้ยินถึงกับหน้าถอดสี
ปกติเขาเป็คนคออ่อนอยู่แล้ว ถ้าต้องดื่มหนึ่งขวดต่อหนึ่งแก้วแบบที่พี่เฟิงโก่วว่า ไม่กี่รอบเขาคงได้หามส่งโรงพยาบาลแน่
“พี่เฟิงโก่วครับ...”
“ไปไกลๆ ส้นตีนไป๊!” พี่เฟิงโก่วผลักเขาจนกระเด็น แล้วเดินเข้าไปประชิดตัวหลิวหยูถง
“คนสวย... วันนี้ถ้าเธอไม่ยอมอยู่ดื่มกับพี่ให้สำราญใจล่ะก็ อย่าหวังว่าใครหน้าไหนจะได้เดินออกจากประตูห้องนี้ไปได้แม้แต่คนเดียว!”
เมื่อเห็นพี่เฟิงโก่วกร่างขนาดนี้ พวกเพื่อนนักเรียนชายที่เหม็นขี้หน้าพวกนักเลงอยู่แล้วก็ทนไม่ไหว
ต่อหน้าต่อตาเพื่อนร่วมห้อง จะมาบังคับให้ผู้หญิงเพื่อนเราไปปรนนิบัติเหล้า ผู้ชายที่มีศักดิ์ศรีที่ไหนจะทนดูได้
“พี่เฟิงโก่ว นี่คืองานเลี้ยงรุ่นพวกเรา เชิญพี่ออกไปครับ!”
“ใช่ พี่มีสิทธิ์อะไรมาบังคับเพื่อนเราให้ดื่มด้วย?”
“พวกเราคนเยอะกว่า ไม่ต้องไปกลัวมันหรอก ยังไงเราก็เรียนจบแล้ว พวกมันไม่กล้าทำอะไรเราหรอก”
“........”
เมื่อมีคนเริ่มนำทีม คนอื่นก็เริ่มมีอารมณ์ร่วม ต่างพากันลุกขึ้นมายืนล้อมวงปกป้องพวกหลิวหยูถงไว้ตรงกลาง
“ผมเตือนพี่นะ อย่าคิดว่าเป็นักเลงแล้วพวกผมจะกลัว ถ้าวันนี้พี่กล้าแตะต้องพวกเราแม้แต่นิดเดียว พวกผมแจ้งความทันที!”
“ใช่ แจ้งตำรวจเลย ให้ตำรวจมาลากคอพวกมันไปดูซิว่าจะยังเก่งอยู่อีกไหม!”
“........”
เมื่อเห็นคลื่นมหาชนลุกฮือ แถมยังขู่จะแจ้งตำรวจ พี่เฟิงโก่วกับลูกน้องก็เริ่มเสียท่า ถูกกลุ่มนักเรียนชายดันจนต้องถอยร่นไปถึงประตู
พี่เฟิงโก่วทิ้งบุหรี่ลงพื้นแล้วขยี้จนบี้แบน ก่อนจะแผดเสียงแหบพร่าทิ้งท้าย
“พวกแกจำไว้ให้ดี อย่าคิดว่าเื่นี้จะจบลงง่ายๆ!”
พูดจบเขาก็พาลูกน้องเดินออกจากห้องไปอย่างเสียหน้า
ความจริงแล้ว พี่เฟิงโก่วไม่ได้กลัวเด็กพวกนี้หรอก แต่เป็เพราะ "หนิวเปิน" ลูกพี่ใหญ่เคยสั่งกำชับไว้ว่า ่นี้ให้ทำตัวเงียบๆ อย่าก่อเื่วุ่นวายเด็ดขาด
เพราะตอนนี้หนิวเปินกำลังนำทีมคุมงานรื้อถอนอาคารอยู่ข้างนอก ซึ่งงานประเภทนี้มันสุ่มเสี่ยงจะเกิดเื่อยู่แล้ว เขาจึงสั่งให้พี่เฟิงโก่วและลูกน้องคนอื่นๆ เฝ้าฐานที่มั่นให้ดี อย่าให้มีไฟลามมาถึงหลังบ้าน
ด้วยเหตุนี้ พี่เฟิงโก่วจึงเลือกที่จะอดทนไว้ก่อน
ไม่อย่างนั้น ด้วยนิสัยมุทะลุของเขา คงได้ลงไม้ลงมือกับเ้าเด็กไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำพวกนี้ไปนานแล้ว
เมื่อเห็นพี่เฟิงโก่วกับลูกน้องล่าถอยไป กลุ่มเด็กวัยรุ่นที่กำลังเืร้อนก็พากันโห่ร้องไชโยด้วยความดีใจ
ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป บวกกับการที่สามารถขับไล่นักเลงเ้าถิ่นได้ ทำให้พวกเขาเริ่มลำพองใจและพูดจาไม่เกรงใจใคร
“พี่เฟิงโก่วอะไรเนี่ย ก็นึกว่าแน่ เจอขู่นิดเดียวก็เผ่นป่าราบ”
“นั่นดิ นึกว่าจะเจ๋งมาจากไหน”
“ต้องบอกว่าพวกเรานี่แหละที่เท่จริง จนพวกมันไม่กล้าแหยม”
“กัวเซียง วันหลังเลิกคบคนประเภทนี้เถอะ กระจอกชะมัด นึกว่าจะเป็เสือ ที่ไหนได้ เป็หมาหางจุกตูด”
“ใช่ กัวเซียง เมื่อกี้เห็นนายยืนตัวสั่นเป็ลูกนกเลยนะ น่าอายชะมัด”
“........”
กัวเซียงเสียหน้าจนไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน นอกจากจะไม่ได้อวดเท่แล้วยังโดนเพื่อนถล่มซ้ำ เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆ เออออห่อหมกไปว่าตัวเองดูคนผิดไปเอง จนกระทั่งหัวข้อนี้ค่อยๆ ซาลง
ไม่นานนัก เสียงเพลงและเสียงหัวเราะก็กลับมาดังลั่นห้องอีกครั้ง
คราวนี้พวกเขาเล่นกันสุดเหวี่ยงกว่าเดิม เพราะคิดว่าขนาดพี่เฟิงโก่วยังไม่กล้าทำอะไร พวกเขาคงมีอิทธิพลพอตัว จนลืมนึกเื่จะรีบกลับบ้านไปเลย
หลิวหยูถงตั้งท่าจะขอตัวกลับ แต่ก็โดนเพื่อนผู้หญิงดึงตัวไว้
“กลัวอะไรล่ะ มีกัวเซียง มีหลินปินอยู่ทั้งคน พวกนักเลงพวกนั้นไม่กล้าทำอะไรเราหรอก”
“.....”
การที่พวกผู้ชายยอมยืนหยัดปกป้องพวกเธอเมื่อครู่ ทำให้พวกผู้หญิงรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก ความกังวลก่อนหน้ามลายหายไปเกือบหมด
พวกเขาเล่นกันต่ออีกเป็ชั่วโมง โดยไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรา…
จนกระทั่ง จู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังมาจากข้างนอกห้อง!
.............
