หลินเฟิงเดินเข้าไปในห้อง ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังขึ้น มันเป็เสียงของประตูหินที่ปิดลง
หยวนชี่ที่หนาแน่นปกคลุมไปทั่วห้อง ส่งผลให้หลินเฟิงรู้สึกสบายตัวขึ้นมา
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว หยวนชี่ฟ้าดินเปรียบเสมือนฝนที่เทลงมาในยามแห้งแล้ง มันคือรากฐานของการบ่มเพาะและยังเป็รากฐานของผู้ฝึกยุทธ์
หลินเฟิงปลดปล่อยจิติญญาแห่ง์ออกมาและเริ่มนั่งสมาธิ
จิติญญาแห่ง์จะช่วยเพิ่มศักยภาพทั้งหมด ซึ่งทำให้การบ่มเพาะของหลินเฟิงเร็วขึ้น นอกจากนี้ความสามารถในการตระหนักรู้ของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่ง และช่วยให้หลินเฟิงทะลวงสู่ขั้นต่อไปได้เร็วยิ่งขึ้น
ในตอนนี้หยวนชี่เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟิง เขาดูเหมือนคนที่กระหายน้ำอย่างมาก ร่างกายของเขาเหมือนเป็หลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง และพร้อมที่จะกลืนกินหยวนชี่เข้าไปอย่างบ้าคลั่ง
ความแข็งแกร่งของหลินเฟิงอยู่ที่ขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 3 ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาที่จะจัดการกับหยวนชี่ ความเร็วในการดูดซับของหลินเฟิงนั้นเร็วมาก แต่ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะดูดซับไปมากเท่าไร แต่ปริมาณของหยวนชี่ก็ดูจะไม่ลดลงเลยสักนิด ราวกับว่ามันมีจำนวนนับไม่ถ้วน
หลินเฟิงโคจรลมปราณที่อยู่ในร่างตามเคล็ดวิชาฉุนหยวน ทำให้หยวนชี่ที่หลินเฟิงดูดซับมานั้น ไหลมารวมตัวกันจากนั้นก็ควบกลั่นเพื่อทำให้มันบริสุทธิ์มากขึ้น
หยวนชี่ที่บริสุทธิ์เริ่มเติบโตอยู่ในร่างของหลินเฟิง ทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่าร่างกายของเขากำลังแข็งแกร่งขึ้น ชีพจรหลักขยายใหญ่ขึ้น ทำให้ทุกส่วนของร่างกายดูแข็งแกร่งและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เมื่อสมรรถภาพทางกายแข็งแกร่งขึ้น ความเร็วในการบ่มเพาะก็ยิ่งเร็วขึ้น ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้หลินเฟิงสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนท่าโจมตีได้อย่างง่ายดาย โดยที่ลมปราณไม่ติดขัด
เคล็ดวิชาฉุนหยวน เป็เคล็ดวิชาที่ทำให้รากฐานมั่นคงขึ้น และยังส่งผลให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น
ถึงแม้ว่าหลินเฟิงอยากจะแข็งแกร่งขึ้น แต่เขาก็เข้าใจเหตุผลดีว่าไม่ควรเร่งรีบมากขนาดนั้น เขาจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงทีละก้าวๆ
สิ่งที่หลินเฟิงไม่รู้ก็คือ ในขณะที่เขากำลังบ่มเพาะพลังอยู่นั้น ด้านนอกของหอฝึกฝน มีคนกลุ่มชั่วร้ายกำลังเดินเข้ามา พวกเขาขึ้นบันไดตรงดิ่งมาที่ชั้น 10
“ทางนั้น”
ชายหนุ่มชุดดำกล่าว เขาคือคนที่พ่ายแพ้ให้กับหลินเฟิงก่อนหน้านี้
ตอนที่ชายหนุ่มชุดดำกำลังจะจากไป เขาได้ข่มขู่หลินเฟิงไว้ แต่ทว่าหลินเฟิงก็ไม่ได้สนใจเขา
และตอนนี้เขาได้นำคนจำนวนหนึ่งมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องฝึก ซึ่งเป็ห้องฝึกเดียวกันกับที่หลินเฟิงเปิดประตูออกมา แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ได้บ่มเพาะในห้องนั้นก็คือ หลิ่วเฟย
“ที่นี่”
ชายหนุ่มชุดดำกล่าวขณะชี้ไปที่ห้องนั้น สีหน้าของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูเ็า คนคนนี้อายุราวๆ 20 ปี ดวงตาที่ลึกล้ำทำให้คนที่มองรู้สึกเย็นเยือกอยู่ในใจ
“ชุยถิง เปิดประตู!”
ชายหนุ่มที่ดูชั่วร้ายกล่าวขึ้นมา ทำให้ชายอีกคนก้าวเท้าออกไปและพุ่งถีบบานประตูหินห้องนั้นอย่างรุนแรง คนคนนี้ไม่สนใจกฎของสำนักเทียนอี้เลยสักนิด
แม้ว่าประตูจะยังปิดอยู่ แต่มันก็ได้รับผลกระทบจากลูกถีบที่รุนแรง
หลิ่วเฟยที่กำลังบ่มเพาะอยู่ภายในห้องก็คาดไม่ถึงว่าจะถูกรบกวนใน่เวลานี้ ภายในห้องฝึกเกิดเสียงดังหึ่งๆ ขึ้นมาจนปลุกหลิ่วเฟยจากการบ่มเพาะ ซึ่งผลของมันก็คือทำให้นางกระอักเืออกมา
“ไสหัวออกมาซะไอ้บัดซบ!”
เสียงะโที่อยู่นอกห้องทำให้สีหน้าของหลิ่วเฟยพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ นางเช็ดเืที่มุมปากพลางก่นด่าออกมาว่า
“สารเลว!”
หลิ่วเฟยลุกขึ้นเพราะ้าออกไปบดขยี้พวกมัน หนึ่งในสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของผู้ฝึกยุทธ์ก็คือ การถูกรบกวนในขณะที่อยู่ในห้วงสมาธิ นอกจากนี้พวกมันยังปลุกนางด้วยวิธีรุนแรงและทำให้นางได้รับาเ็ การตื่นขึ้นระหว่างอยู่ในห้วงสมาธิเป็เื่ที่อันตรายมากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์หากไม่ได้ตื่นขึ้นมาอย่างถูกวิธี ก็อาจได้รับผลกระทบที่รุนแรง และการรบกวนในขณะที่บ่มเพาะพลังคือความผิดที่ให้อภัยไม่ได้ ทางสำนักเทียนอี้ไม่ได้ห้ามการต่อสู้ระหว่างศิษย์ แต่ห้ามไม่ให้พวกเขารบกวนผู้อื่นที่กำลังบ่มเพาะพลัง
แต่ฝ่ายตรงข้ามได้ละเมิดกฎของสำนักอย่างชัดเจน
“บ้าเอ้ย ข้าไม่สามารถสู้กับพวกมันได้”
หลิ่วเฟยที่กำลังจะพุ่งออกนอกห้องพลันหยุดฝีเท้าลง บางทีพวกมันอาจจะไม่ได้มาเพื่อ้าห้อง แต่มาเพื่อแก้แค้น!
“ต้องเป็หมอนั่นแน่ๆ”
หลิ่วเฟยนึกถึงชายหนุ่มชุดดำก่อนหน้านี้ขึ้นมา ต้องใช่มันแน่ๆ ก่อนที่มันจะจากไป เขาได้ข่มขู่หลินเฟิงไว้ และตอนนี้เขาได้หวนกลับมาอีกครั้ง
“ถ้าข้าออกไปตอนนี้ ก็อาจก่อปัญหาให้กับหลินเฟิงได้”
หลิ่วเฟยคิด นอกจากนี้นางยังไม่รู้ว่าจะเอาชนะฝั่งตรงข้ามได้ไหม ในโลกใบนี้ไม่ได้คุยด้วยเหตุผล แต่เป็พลังต่างหาก
เมื่อหลิ่วเฟยคิดถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน นางก็นั่งลงอีกครั้งและพยายามเข้าสู่ห้วงสมาธิ แต่เห็นได้ชัดว่ามันเป็เื่ยากที่นางจะบ่มเพาะพลังต่อ
“ตูม!!!”
เสียงสั่นไหวรุนแรงดังก้องอยู่ภายในห้อง ทำให้แก้วหูของหลิ่วเฟยแทบแตก
“คนที่อยู่ข้างใน ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงดังมาจากข้างนอก หลิ่วเฟยโกรธเป็อย่างมาก แต่ก็ทำเป็ไม่สนใจ นางยังนั่งต่อ คนคนนั้นอาจะโต่อไปจนเหนื่อยตายหรือไม่ก็จะมีคนเข้ามาขัดขวาง
นอกจากนี้ประตูห้องฝึกก็ไม่มีทางถูกทำลายอย่างง่ายดาย เพราะพวกเขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำลายมัน
เมื่อพวกเขาเห็นว่าไม่มีการตอบสนอง พวกเขาก็เลือกที่จะยั่วยุแทน
ชายหนุ่มชุดดำเดินตรงไปยังหน้าประตู และะโอย่างโกรธเกรี้ยว “ไม่ใช่ว่าเ้าอวดดีหรือไง?! ตอนนี้ทำไมถึงไม่โผล่หัวออกมา ไอ้ขี้ขลาด!!!”
“ขี้ขลาด?”
เมื่อหลิ่วเฟยได้ยินชายหนุ่มคนนั้นด่าทอออกมา ก็อดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้มอย่างเหยียดหยาม ตัวเองสู้หลินเฟิงไม่ได้ก็วิ่งไปขอให้คนอื่นช่วย แล้วยังมีหน้ามาด่าหลินเฟิงว่าเป็ไอ้ขี้ขลาด? เหอะ เป็สวะแท้ๆ แต่กล้ากลับมาหาเื่อีก ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก
หลินเฟิงจะทำอย่างไรถ้าหากเขาอยู่ที่นี่?
ยังคงเกิดเสียงดังที่ประตูหินอย่างไม่รู้จบ แม้หลิ่วเฟยจะไม่ได้ตอบโต้แต่ก็อารมณ์เสียเป็อย่างมาก
ในห้องที่เล็กและแคบแบบนี้ ใครๆ ก็ต้องมีโทสะเป็ธรรมดาหากถูกคุกคามโดยคนอื่น
หลังจากนั้นเสียงก็หยุดลง
ชายหนุ่มชุดดำสงบลงอีกครั้ง เขาไม่คิดว่าหลินเฟิงจะทนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูถูก เขารู้สึกหมดแรงและไม่มีทางเลือก
“ดูเหมือนมันจะรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับมัน”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างเ็า ขณะที่ชายอีกคนซึ่งยืนกอดอกอยู่เงียบๆ ก็เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงไม่แยแสว่า “มันใช้หินหยวนไปกี่ก้อน?”
“มันมีหินหยวนระดับกลาง 3 ก้อนซึ่งเพียงพอสำหรับการฝึกฝนใน 3 เดือน” ชายหนุ่มชุดดำตอบ
“ก็ได้ หลังจากนี้อีก 100 วัน พวกเราจะกลับมาอีก ส่วนเ้าจะมาด้วยกันหรือว่าอยู่ที่นี่ต่อ?”
ชายหนุ่มชุดดำดูลังเลขึ้นมา
“เ้ากลัวว่ามันจะหนีไป เลยอยากอยู่ที่นี่ แต่เ้าก็กลัวว่าจะรับมือมันไม่ได้? ถ้าหากมันออกมาจริงๆ???”
ชายหนุ่มที่มีใบหน้าชั่วร้ายราวกับจะมองความคิดของอีกฝ่ายออก จึงกล่าวออกมา
ชายหนุ่มชุดดำประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า ถูกต้อง… นั่นคือสิ่งที่เขากังวล
“ชุยถิงอยู่ในจุดสูงสุดของขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 4 ไม่มีใครในระดับเดียวกันสามารถจัดการกับเขาได้ ถึงแม้ว่าคนคนนั้นจะเป็อัจฉริยะ แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 3 ไม่มีทางที่มันจะเอาชนะชุยถิงได้ ตอนนี้ข้าจะไปบ่มเพาะพลังที่ชั้น 1 ดังนั้นเ้าต้องถามชุยถิงเองว่ายอมอยู่ที่นี่เป็เพื่อนเ้าไหม”
ชายหนุ่มชุดดำไม่กล้าเรียกร้องอะไรจากอีกฝ่าย ถึงแม้ว่าเขาจะมีสายเืเดียวกันกับชายตรงหน้า แต่ทว่าพวกเขาก็เป็พี่น้องต่างมารดากัน ดังนั้นการที่ชายตรงหน้ายอมมากับเขาด้วยก็ถือว่าเป็เมตตามากแล้ว
ชายหนุ่มชุดดำจ้องมองไปยังชุยถิง ดวงตาของเขาฉายแววอ้อนวอน
“ถ้าเฮยม่อ้าให้ข้าอยู่ ข้าก็จะอยู่” ชุยถิงกล่าวอย่างเฉยเมย
“ถ้าเช่นนั้นก็จงอยู่ที่นี่สักพักหนึ่ง” เฮยม่อกล่าว จากนั้นเขาก็หันหลังและเดินจากไป
เมื่อเห็นเฮยม่อจากไป ความเศร้าก็ปรากฏบนใบหน้าของชุยถิง เขาหันไปมองที่ห้องนั้น ก่อนจะยกเท้าถีบประตูอีกครั้งจนประตูหินสั่นะเื เสียงะเิที่ดังกึกก้องขึ้นมาจากด้านนอก ทำให้หลิ่วเฟยรู้สึกหงุดหงิดเป็อย่างมาก นี่พวกมันจะไม่หยุดรบกวนนางจริงๆ?
ตอนนี้ใบหน้าของหลิ่วเฟยพลันซีดขาว หากชายหนุ่มชุดดำรบกวนนางทุกวัน นางจะต้องเป็บ้าแน่ๆ
นอกจากนี้หลินเฟิงยังใช้หินหยวนระดับกลางถึง 3 ก้อน ทำให้ต้องบ่มเพาะอยู่ที่นี่ตั้ง 100 วัน แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการคุมขังนางตั้ง 100 วัน นางจะผ่านพ้นวันคืนที่เลวร้ายแบบนี้ไปได้อย่างไร???
ชั้นที่ 6 ของหอฝึกฝน ในห้องฝึกห้องหนึ่ง แสงหยวนชี่ที่สว่างเจิดจ้ามาตลอดก็ค่อยๆ จางลง ทำให้คนส่วนใหญ่ต่างกุลีกุจอเดินเข้ามาหยุดรอ ในดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ทันใดนั้นบานประตูห้องก็ถูกเปิดออก พร้อมกับเงาร่างหนึ่งก้าวออกมา ดวงตาอันสงบนิ่งกวาดมองไปที่ฝูงชนตรงหน้า แม้จะเป็เพียงแค่การมองเฉยๆ แต่ก็ทำให้ฝูงชนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา
ดวงตาของชายหนุ่มคนนี้แหลมคมประหนึ่งดาบ และยังมีกลิ่นอายที่น่าเกรงขาม!!!