หลังจากกล่าวลาทั้งสามคนก็นั่งเรือตรงมายังโรงหมอท้ายตลาดในทันที ระหว่างทางที่เดินผ่านตลาดมานั้น มีพ่อค้าแม่ค้าะโเรียกลูกค้า ผสานกับเสียงล้อเกวียนเคลื่อนผ่านเป็จังหวะบรรยากาศคึกคัก แต่กลับกันจุดที่โรงหมอตั้งอยู่นั้นกลับเป็สถานที่ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เรือนไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่ริมลำคลอง มีป้ายไม้แกะสลักตัวอักษรบรรยายว่า ‘เรือนโอสถสุขสันติ’
ที่นี่ไม่ใช่โรงหมอทั่วไป แต่เป็สถานพยาบาลที่หลวงอรรถจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และชาวบ้านที่ไม่มีเงินพอจะไปหาหมอประจำเรือนเ้านายใหญ่ ๆ ภายในเรือนมีการจัดแบ่งเป็สัดส่วน บริเวณด้านหน้าจัดเป็ลานกว้างให้ชาวบ้านมานั่งรอรักษา ถัดเข้าไปเป็เรือนไม้สองชั้นใช้เป็ที่ตรวจรักษาและเก็บตัวยา
“โอ้โห…นี่มันคลินิกชุมชนยุคก่อนชัด ๆ…” เธอเผลออุทานอย่างลืมตัว พร้อมกวาดตามองรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น
พี่ชายของเธอขมวดคิ้ว “คลินิก…ชุมชน?”
“เอ่อ...ข้าหมายความว่า ที่นี่ดูเป็ที่ช่วยเหลือชาวบ้านมากกว่าที่ข้าคิดหน่ะเ้าค่ะ” เธอรีบแก้ตัวในทันที
พี่ชายพยักหน้ารับ “ใช่แล้วล่ะ พ่ออรรถตั้งโรงหมอนี้ขึ้นเพื่อรักษาผู้ยากไร้โดยเฉพาะ”
ในขณะที่พวกเขากำลังสนทนา ก็มีเสียงหญิงชาวบ้านผู้หนึ่งะโลั่น เมื่อลูกชายที่ตนอุ้มอยู่สิ้นสติ
“ท่านหมอ! ช่วยข้าด้วย! ลูกชายข้าหมดสติไปแล้ว” หญิงสาววัยกลางคน ร้องเสียงสั่น เมื่อเห็นบุตรของตนที่อุ้มไว้ในอ้อมอกหมดสติ และเริ่มมีอาการของแขนขาเหยียดเกร็ง
“ข้าว่าไม่ได้การแล้ว ท่านพี่ช่วยอุ้มเด็กขึ้นไปหาหมออรรถ้าเรือนกันเถอะเ้าค่ะ!” หลังจากที่พริมโรสพูดจบ ชายผู้เป็พี่ก็เริ่มเข้ามาช่วยอุ้มเด็กตามคำสั่งทันที
ขณะเดียวกันแม่นางบุหลัน ซึ่งกำลังช่วยหมอหลวงอรรถเตรียมยาอยู่ในเรือน ได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากด้านล่างก็รีบออกมาดู และเห็นหลวงวิสูตรกำลังอุ้มเด็กที่ตัวเกร็งขึ้นมา
“คุณพี่วิสูตรรีบพาเด็กไปที่แคร่ไม้ทางนั้นเถิดเ้าค่ะ!” แม่หญิงบุหลันเอ่ย ก่อนจะรีบพาไปยังแคร่ที่ว่า
พี่ชายของพริมโรสค่อย ๆ วางเด็กลงบนแคร่ พริมโรสรีบจับเด็กตะแคงตัวป้องกันการสำลักเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น
พริมโรสพึมพำเบา ๆ “เด็กตัวร้อนมาก...ใบหน้าแดงก่ำ แขนขาเหยียดเกร็ง นี่มันอาการไข้สูงจนชักนี่นา!” เธอหลุดคำพูดแบบคนยุคใหม่ออกมา ก่อนจะสั่งบ่าวที่อยู่ใกล้ ๆ ให้ไปเตรียมผ้าชุบน้ำมา และรีบเข้าไปตะแคงตัวเด็กป้องกันการสำลัก และรีบคลายเสื้อผ้า เพื่อระบายอาการ
ไม่นานบ่าวคนนั้นก็นำผ้าชุบน้ำเข้ามา ในขณะที่พริมโรสกำลังจะหยิบผ้ามาเช็ดตัวเด็ก ก็พบมืออีกผู้หนึ่งยื่นเข้ามา
“ข้าช่วยเองแม่พิม” แม่หญิงบุหลันกล่าวขึ้น พร้อมรีบเช็ดแขนขาเด็กอย่างเบามือ ทั้งสอบช่วยกันเช็ดตัว จนความร้อนในตัวเริ่มลดลง เด็กหนุ่มที่แขนขาเกร็งตอนนี้ก็ค่อยๆดีขึ้น
เสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกลก่อนจะมีเสียงชายหนุ่มดังขึ้น
“ใครเป็ไข้รุนแรงรึ?” คุณหลวงอรรถเดินเข้ามาอย่างเร็ว ใบหน้าเคร่งขรึม ค่อย ๆ ตรวจชีพจรเด็ก ใช้มือแตะหน้าผากแล้วเอ่ยเสียงจริงจัง
“ไข้ขึ้นสูงจนชัก ต้องลดความร้อนลงก่อน” เขาหันไปสั่งบอกบ่าวคนสนิทที่ตามมาด้วย “เอาน้ำสมุนไพรลดไข้และรางจืดมา ผสมปูนกบให้ข้าด้วย ข้าจะใช้ปูนกบดึงพิษร้อนจากตัวเด็กออกก่อน”
“นั่นไงว่าแล้ว...ว่าเป็ไข้สูงจนชัก” พริมโรสที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พึมพำ
“แม่พิม...ออเ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่าเด็กชายผู้นี้ชักจากไข้สูง!” แม่หญิงบุหลันกระซิบถาม จนทำให้พริมโรสสะดุ้งขึ้น ไม่คิดว่าจะมีคนได้ยิน
“เอ่อ...ข้าเคยอ่านมาจากในหนังสือ..ตะ ตำราหน่ะ...” พริมโรสรีบตอบจนลืมตัว
หลังจากเราสองพี่น้องเลยต้องออกมารอด้านนอก เพราะหลวงอรรถต้องใช้พื้นที่ในการรักษาคนไข้ ส่วนแม่บุหลันก็ช่วยพี่ชายของตนอยู่ด้านใน
