บทที่ 15 พลังฝีมือของเ้าสำนักหนุ่ม
หลังจากหลี่ชิงชิวนั่งสมาธิหน้าประตูสำนักได้หนึ่งชั่วพาม หยางเจวี๋ยติ่งก็เดินออกมาจากภายในสำนัก หลังจากพักฟื้นมาหลายเดือน าแของเขาหายดีเป็ปลิดทิ้ง พละกำลังและจิติญญากลับคืนสู่จุดสูงสุด ดวงตาทอประกายดุจคบไฟ ย่างก้าวองอาจดุจพยัคฆ์เหิน เปี่ยมไปด้วยบารมีของยอดคน
เขาเดินมานั่งลงข้างกายหลี่ชิงชิวพลางพินิจมองเด็กหนุ่มั้แ่หัวจรดเท้า
หลี่ชิงชิวเอ่ยถามโดยไม่ลืมตาว่า “มีธุระอันใด?”
“วิชาของพวกเ้านี่มันพิลึกกึกกือจริงๆ ชักนำปราณแห่งฟ้าดินได้รุนแรงนัก อีกทั้งข้ายังรู้สึกว่าปราณที่พวกเ้าดูดซับเข้าไปนั้น มันต่างจากปราณที่ข้ารู้จักโดยสิ้นเชิง แม้ยุทธภพจะมีวิชาพลังภายในนับร้อยสำนัก ทว่าวิชาที่เห็นผลรวดเร็วปานนี้ ข้าเพิ่งเคยพบเป็ครั้งแรกจริงๆ” หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวพลางเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
ต่อให้หลี่ชิงชิวและพวกจะบำเพ็ญเซียนอยู่ต่อหน้า เขาก็ยังมองไม่ออกอยู่ดี
การฝึกวรยุทธนั้นแม้จะมีการดูดซับปราณจากฟ้าดินเพื่อสร้างลมปราณภายใน ทว่ามีความแตกต่างจากการบำเพ็ญเซียนมหาศาล
ลมปราณบู๊นั้นเกิดจากการกระตุ้นจุดชีพจรและจุดตันเถียน โดยใช้ปราณฟ้าดินเป็ตัวเร่ง ทว่า ‘ปราณิญญา’ ของนักบำเพ็ญเซียนนั้นใช้ร่างกายเป็เสมือนเตาหลอม ประหนึ่งการปรุงโอสถที่สกัดเอา ‘หลิงชี่’ (ปราณิญญาล้ำค่า) จากฟ้าดินมากลั่นเป็ปราณิญญาในร่าง ซึ่งเป็การ ‘แปรเปลี่ยน’ แก่นแท้โดยตรง
ปราณในสากลโลกมีมากมายหลายประเภท ทว่า ‘หลิงชี่’ คือรากฐานแห่งสรรพสิ่ง สถิตอยู่ทุกหนแห่ง ทว่ากลับเป็สิ่งที่ปุถุชนััและดักจับได้ยากเย็นที่สุด
“ทำไม? อยากเรียนรึ?” หลี่ชิงชิวลืมตาข้างหนึ่งเหลือบมองเขาพลางถามเสียงเรียบ
หยางเจวี๋ยติ่งหัวเราะแหะๆ “ได้หรือขอรับ?”
ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่ยอมเรียน เป็เพราะอาลัยอาวรณ์ลมปราณที่สั่งสมมาตลอดยี่สิบปี ทว่าเมื่อเห็นความก้าวหน้าของเหล่าศิษย์สำนักชิงเซียว เขาก็เริ่มจะตบะแตก
อย่างไรเสียพลังฝีมือของเขาก็ยากจะรุดหน้าไปกว่านี้แล้ว มิสู้หาทางออกใหม่ดีกว่า
“ย่อมได้ ไว้จะสอนให้วันหลัง”
หลี่ชิงชิวตอบตกลงโดยไม่ลังเล ่เวลาที่ผ่านมาเขาเห็นการกระทำของหยางเจวี๋ยติ่งมาตลอด ทั้งความตั้งใจในการสอนศิษย์รุ่นสองก็นับว่าดีเยี่ยมจนเขาพึงพอใจมาก
เมื่อเห็นเ้าสำนักตกลง หยางเจวี๋ยติ่งก็ดีใจยิ่งนัก
ดูท่าหลี่ชิงชิวมิใช่คนไร้น้ำใจ ขอเพียงทุ่มเทแรงกายแรงใจ ย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า
หยางเจวี๋ยติ่งจึงนำเื่ที่ตนครุ่นคิดมาหลายวันออกมานำเสนอทันที เขาปรับสีหน้าให้เป็งานเป็การพลางถามว่า “เ้าสำนัก ท่านมิรู้สึกหรือว่าสำนักชิงเซียวของเราพัฒนาช้าจนเกินไป?”
หลี่ชิงชิวลืมตาขึ้นหันมามองเขา “เ้ามีแผนการอันใดเล่า?”
หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวต่อว่า “ข้าเห็นเ้าหนูเจียงกับจางยวี่ชุนต้องลงเขาไปอยู่บ่อยครั้ง แสดงว่าพวกเราขาดแคลนเงินทองนัก หากมีเงินทองมากพอ ย่อมมีเสบียงอาหารมหาศาล สามารถตีศัสตราวุธเพิ่มขึ้น สร้างเรือนพักให้มากขึ้น แล้วสำนักชิงเซียวก็จะขยายใหญ่โตได้อย่างรวดเร็ว”
เขาเหลือบมองหลี่ชิงชิวคราหนึ่ง ก่อนจะเข้าเื่โดยไม่ให้เสียเวลา
“ท่านเคยคิดเื่การ ‘ร่วมมือ’ กับตระกูลใหญ่หรือคหบดีบ้างหรือไม่? เพียงแค่แลกเปลี่ยนด้วยการสอนวรยุทธ หรือยอมสละอำนาจบางส่วน พวกเราก็จะได้รับทั้งเงินทองและขุมกำลังมาเสริมทัพ”
หยางเจวี๋ยติ่งหยุดพูดเพียงเท่านี้เพื่อรอดูท่าที หากหลี่ชิงชิวไม่เห็นด้วย การพูดต่อไปย่อมเป็การก้าวล่วง
หลี่ชิงชิวเลิกคิ้วถาม “เ้ามีลู่ทางรึ?”
ความจริงเขาเคยคิดเื่นี้ไว้แล้ว เขาไม่ได้รังเกียจที่จะร่วมมือกับตระกูลใหญ่ ในโลกที่มีลักษณะคล้ายจีนโบราณเช่นนี้ ตระกูลใหญ่มักทรัพยากรส่วนใหญ่ไว้ โดยเฉพาะคัมภีร์และความรู้
หากร่วมมือกับตระกูลใหญ่ได้ เขาจะได้รับบุคลากรที่หลากหลายเข้ามาเสริมสำนัก
ต่อให้เป็สำนักบำเพ็ญเซียน ก็มิอาจพึ่งพาเพียงศิษย์ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาฝึกวิชาได้ การดึงดูดผู้มีความสามารถในด้านต่างๆ เข้ามานับเป็เื่จำเป็
สำนักชิงเซียวในอนาคตจำต้องมีปรมาจารย์ด้านการตีอาวุธ มีหมอเทวดา มีนักปราชญ์ และต้องมีช่างเย็บผ้าประจำสำนัก จะให้ลงเขาไปจ้างคนทุกครั้งที่ทำชุดใหม่ย่อมไม่สะดวก เขาถึงขั้นคิดจะสร้าง ‘เมือง’ รอบสำนักชิงเซียวเพื่อให้กลายเป็ระบบที่สมบูรณ์แบบ แน่นอนว่าเื่เหล่านี้ต้องใช้เวลา
“ข้าพเนจรยุทธภพมานานปี ย่อมพอมีสหายอยู่บ้าง หากท่านไม่รังเกียจ ข้าขอเสนออย่างกล้าหาญ” หยางเจวี๋ยติ่งเริ่มมีไฟขึ้นมา ท่าทางดูขึงขัง
“สำนักอย่างพวกเรา ประการแรกห้ามเกี่ยวดองกับตระกูลที่มีอำนาจในราชสำนัก เพราะจะถูกกลืนกินได้ง่าย และห้ามยุ่งกับตระกูลที่มีเส้นสายยุทธภพซับซ้อน เพราะยามมีข้อพิพาทจะแก้ไขยาก ที่เหมาะกับเราคือตระกูลที่เพิ่งสร้างตัวขึ้นมาใหม่ไร้รากฐาน หรือคหบดีที่รวยทางลัด พวกเขาไม่มีวรยุทธเพียงพอที่จะปกป้องทรัพย์สิน จึง้าขุมกำลังอย่างเรามาคุ้มครอง และเพราะพวกเขาไม่มีกำลังของตนเอง จึงจะเกรงใจเราและไม่กล้าลามปาม”
หลี่ชิงชิวมองหยางเจวี๋ยติ่งด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เดิมทีเขานึกว่าหยางเจวี๋ยติ่งเป็เพียงนักบู๊บ้าพลัง ทว่านึกไม่ถึงว่าจะมีวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลมขนาดนี้
หยางเจวี๋ยติ่งให้คำตอบว่า “แถบหมู่บ้านเหมยซานใกล้เทือกเขาไท่คุนนี้ มีตระกูลหนึ่งแซ่ฉิน บรรพบุรุษเคยเป็ถึงจอมหงวน เมื่อสามสิบปีก่อนใต้หล้าโกลาหลเกิดการผลัดแผ่นดิน พวกเขาจึงลี้ภัยมาซ่อนตัวที่หมู่บ้านเหมยซาน หลายปีก่อนข้าเคยผ่านทางนั้นและได้สนทนากับเ้าบ้านฉินอย่างถูกคอ ตระกูลฉินมีความคิดจะกลับเข้าสู่โลกภายนอกอีกครั้ง พวกเขาทำการค้าจนรุ่งเรืองและมีบุตรหลานมากมาย เหมาะกับสำนักชิงเซียวของเรายิ่งนัก”
หลี่ชิงชิวหรี่ตาถาม “พวกเขาอาจจะนำปัญหามาให้เราได้ สำนักชิงเซียวต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ก็มิอาจต้านทานกองทัพนับหมื่นแสนของราชสำนักได้หรอกนะ”
ตระกูลฉินหนีมาซ่อนตัวย่อมต้องมีสาเหตุ หากถูกกล่าวหาว่าเป็ฏแผ่นดินขึ้นมาจะยุ่งยากเอา
“นี่คือตระกูลที่อยู่ใกล้และเหมาะสมที่สุดแล้ว ตัวเลือกอื่นหากไม่ไกลเกินไป ก็มักจะพัวพันกับยุทธภพจนอีรุงตุงนัง สำนักในแถบเทือกเขาไท่คุนนี้มีไม่น้อย ทั้งดีและเลวปะปนกันมั่วไปหมด”
หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวอย่างจริงจัง ก่อนจะเสริมว่า “ทางเลือกไหนย่อมมีความเสี่ยง อยู่ที่ว่าท่านจะเลือกอย่างไร และกล้าเดิมพันหรือไม่”
หลี่ชิงชิวเห็นว่าเป็เหตุเป็ผล เขาจึงนิ่งเงียบครุ่นคิด หยางเจวี๋ยติ่งไม่เร่งรัด กลับหันไปชมทัศนียภาพอันงดงามเบื้องหน้าแทน
ผ่านไปครู่หนึ่ง
หลี่ชิงชิวจึงกล่าวว่า “เอาอย่างนี้ เ้าไปเชิญเ้าบ้านของพวกเขาขึ้นมาพบข้าที่สำนัก ข้าจะเจรจากับเขาด้วยตนเอง เป็อย่างไร?”
“ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน!” หยางเจวี๋ยติ่งตบมือหัวเราะร่า เขาดีใจยิ่งนัก
ดีใจที่หลี่ชิงชิวแม้จะอายุยังน้อย ทว่ากลับกล้าหาญที่จะทำวิเทศสัมพันธ์กับขุมกำลังอื่น เมื่อมีวิสัยทัศน์และบารมีเช่นนี้ อนาคตของสำนักชิงเซียวต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ทั้งสองสนทนากันอีกครู่หนึ่ง หยางเจวี๋ยติ่งก็ไปจัดแจงสัมภาระ เตรียมตัวลงเขาภายในวันนี้
อย่างเร็วที่สุดไม่เกินห้าวัน เขาจะพายอดคนขึ้นมาพบให้ได้
หลังจากหยางเจวี๋ยติ่งจากไป หลี่ชิงชิวยังคงนั่งสมาธิอยู่หน้าประตูสำนักเช่นเดิม
จนกระทั่งดวงตะวันจวนจะลับขอบเขา เขาก็เห็นจางยวี่ชุน, หลีตงเยว่, หลี่สื่อจิ่น และสวี่หนิง เดินออกมาจากป่า ทุกคนต่างแบกตะกร้าไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยเสบียงกลับมาอย่างอิ่มเอม
จางยวี่ชุนยังจูงลูกหมูตัวน้อยสามตัว เดินร้องอู๊ดๆ ตามทางมาด้วย
หลี่ชิงชิวเผยรอยยิ้ม นึกในใจว่าศิษย์น้องรองคนนี้ช่างมีสามารถนัก สามารถไปขอรับบริจาคทรัพยากรมาจากชาวบ้านได้มากมายถึงเพียงนี้ ทั้งที่แคว้นกูโจวกำลังปั่นป่วนจากการก่อจลาจลและผู้อพยพ
เขารอจนจางยวี่ชุนและพวกขึ้นมาถึง จากนั้นจึงพากันเดินเข้าสำนักพลางสนทนาไปตลอดทาง
หลี่ชิงชิวจึงได้ทราบว่าสิ่งของเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวของหวงซานและอวี๋หลินมอบให้ สิ่งนี้ทำให้เขาเริ่มมองเหล่าศิษย์ที่มีครอบครัวส่งของมาบรรณาการในทางที่ดีขึ้น
อืม... รู้ความนัก วันหน้าข้าจะบ่มเพาะพวกเ้าให้มากหน่อย
คืนนั้น หลี่ชิงชิวสั่งให้ศิษย์สองคนรับหน้าที่เลี้ยงหมู สาเหตุที่ต้องใช้สองคนเพราะพวกเขายังเด็กเกินไป จำต้องช่วยพึ่งพากันและกัน
สำนักชิงเซียวในตอนนี้ยังเป็ ‘สำนักเด็กน้อย’ งานบ้านงานเรือนส่วนใหญ่จึงต้องทำกันเป็ทีม
...
ห้าวันต่อมา ในขณะที่กลุ่มของเจียงจ้าวเซี่ยยังไม่กลับมา หยางเจวี๋ยติ่งก็นำคนตระกูลฉินขึ้นเขามาถึงก่อน
คนตระกูลฉินผู้นี้คือคุณชายใหญ่ นามว่า ฉินเจวี๋ย หน้าตาท่าทางดูภูมิฐานอย่างลูกผู้ดี ปีนี้อายุยี่สิบห้าปี อัธยาศัยดี อ่อนน้อมถ่อมตน เขามาร่วมเดินทางกับหยางเจวี๋ยติ่งเพียงลำพัง สาเหตุที่บิดาเขาไม่ได้มาด้วยเป็เพราะติดธุระสำคัญอื่น
หลี่ชิงชิวพานเขาเข้าไปสนทนาในลานเรือน โดยมีหยางเจวี๋ยติ่งร่วมนั่งอยู่ด้วย
เมื่อฉินเจวี๋ยนั่งลง หยางเจวี๋ยติ่งก็เริ่มรินน้ำชาให้ สิ่งนี้ทำให้ฉินเจวี๋ยยิ่งสงสัยในตัวหลี่ชิงชิวมากขึ้น
เ้าสำนักหนุ่มผู้นี้มีดีอะไร ถึงได้ทำให้จอมยุทธสยบัผู้เลื่องชื่อนอบน้อมได้ถึงเพียงนี้?
เขาสนทนาปราศรัยกับหลี่ชิงชิวไปพลาง สังเกตดูศิษย์คนอื่นๆ ในลานเรือนไปพลาง อู๋หมานเอ๋อร์และศิษย์เด็กๆ อีกสามคนกำลังฝึกเพลงหมัด หลี่ซื่อเฟิงยืนอยู่บนชายคาบ้านฝึกเพลงกระบี่ ทุกอย่างดูเคร่งครัดและมีระเบียบยิ่งนัก
โดยเฉพาะหลี่ซื่อเฟิง เพลงกระบี่ของเขาเฉียบคมดุดัน มิเหมือนเด็กน้อยทั่วไปแม้แต่นิด ยามยืนบนชายคาก็มั่นคงดุจภูผา เห็นได้ชัดว่ารากฐานวรยุทธล้ำลึกนัก
หลังจากการสนทนาทักทาย ฉินเจวี๋ยก็เริ่มเข้าเื่งานกับหลี่ชิงชิว เขาเอ่ยถามถึงระดับความแข็งแกร่งของสำนักชิงเซียว ว่าจะสามารถช่วยเหลือตระกูลฉินได้มากน้อยเพียงใด
“หากตระกูลฉินประสบปัญหา ข้าสามารถส่งยอดฝีมือที่ร้ายกาจทัดเทียมกับหยางเจวี๋ยติ่งไปช่วยได้ไม่ต่ำกว่าสามคน และยังสามารถช่วยบ่มเพาะบุตรหลานในตระกูลของท่านได้อีก วรยุทธของสำนักชิงเซียวนั้น มิใช่เื่ธรรมดา” หลี่ชิงชิวกล่าวด้วยรอยยิ้มแ่เบา
ฉินเจวี๋ยหันไปมองหยางเจวี๋ยติ่ง หยางเจวี๋ยติ่งพยักหน้ายืนยัน “ข้าเองก็ได้เข้าร่วมกับสำนักชิงเซียวแล้ว ขอเพียงเ้าสำนักสั่งการ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟข้าก็ยินดี”
หยางเจวี๋ยติ่งหันไปมองหลี่ซื่อเฟิงบนหลังคา แล้วะโสั่งว่า “ซื่อเฟิง สำแดงฝีมือหน่อย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ซื่อเฟิงที่อยู่บนชายคาก็หมุนตัว สลัดกระบี่ในมือพุ่งออกไปทันที!
ท่านี้เขาซุ่มซ้อมมาอย่างดี โดยการใช้ ‘ปราณิญญา’ ผสานเข้าไป กระบี่ยาวพุ่งแวบดุจสายฟ้าแลบ เล็งตรงไปยังเบื้องหน้าของฉินเจวี๋ยอย่างแม่นยำ
คนทั้งสองห่างกันไม่ถึงห้าจาง เพียงพริบตาเดียว กระบี่เล่มนั้นก็จวนจะถึงตัวฉินเจวี๋ยแล้ว
เร็วเกินไป!
ฉินเจวี๋ยเองก็นับว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ ทว่าเขาไม่มีทางหลบได้พ้นเลยแม้แต่นิด ร่างกายแข็งทื่อไปด้วยความตกตะลึง
ทว่าทันใดนั้น มือข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากด้านข้างศีรษะของเขา ใช้เพียงสองนิ้วคีบกระบี่ที่พุ่งมาไว้อย่างแม่นยำ ตัวกระบี่สั่นระริกส่งเสียงหวีดหวิวออกมาอย่างต่อเนื่อง
ฉินเจวี๋ยหันไปมองตามสัญชาตญาณ พบว่าผู้ที่ลงมือมิใช่หยางเจวี๋ยติ่ง ทว่ากลับเป็ หลี่ชิงชิว
สิ่งนี้สร้างความตกตะลึงแก่เขาอย่างมหาศาล เ้าสำนักหนุ่มที่ดูไม่มีพิษมีภัยผู้นี้ กลับมีวรยุทธที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวรึ!
แม้แต่หยางเจวี๋ยติ่งก็ยังอึ้ง การลงมือของหลี่ซื่อเฟิงเมื่อครู่ทำเอาเขาใไปเหมือนกัน เดิมทีเขาเพียงอยากให้หลี่ซื่อเฟิงรำกระบี่โชว์สักชุด นึกไม่ถึงว่าเ้าเด็กนี่จะลงมือได้เหี้ยมเกรียมและว่องไวขนาดนี้
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายที่สุด คือพลังฝีมือของหลี่ชิงชิว
ลงมือได้ไวเหลือเกิน! ไวยิ่งกว่าเขาเสียอีก!
หรือว่าหลี่ชิงชิวจะมีพลังฝีมือที่ไม่ด้อยไปกว่าเจียงจ้าวเซี่ยเลย?
หลี่ชิงชิวโยนกระบี่ทิ้งไปด้านข้าง คมกระบี่ปักลงบนพื้นหินสั่นกึกๆ เขาถลึงตาใส่หลี่ซื่อเฟิงพลางดุว่า “บังอาจ! ข้าให้เ้าสำแดงฝีมือ มิใช่ให้มาลงมือเยี่ยงนี้ ไฉนยังไม่รีบมาขอขมาแขกอีก!”
หลี่ซื่อเฟิงรีบะโลงจากชายคา วิ่งหน้าตั้งมาขอโทษขอโพยฉินเจวี๋ยทันที
ฉินเจวี๋ยแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนพลางบอกว่าไม่เป็ไร
ในใจของเขาจากความใกลัวแปรเปลี่ยนเป็ความตื่นเต้นยินดีทันที
สำนักชิงเซียวแห่งนี้ มีของดีจริงๆ!
หลังจากหลี่ชิงชิวเตะก้นหลี่ซื่อเฟิงไปทีหนึ่ง เขาก็เริ่มสนทนากับฉินเจวี๋ยต่อ การเจรจาหลังจากนั้นราบรื่นยิ่งนัก เริ่มจากการทำความเข้าใจสิ่งที่ตระกูลฉิน้า ก่อนจะเข้าสู่การตกลงเื่ผลประโยชน์อย่างตรงไปตรงมา
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ฉินเจวี๋ยก็รีบขอตัวลงเขา โดยมีหยางเจวี๋ยติ่งทำหน้าที่คุ้มกันเขากลับไป
ข้อตกลงคือ ตระกูลฉินจะมอบเงินทองและเสบียงจำนวนมหาศาลให้สำนักชิงเซียวเป็ประจำทุกปี ส่วนสำนักชิงเซียวจะรับบุตรหลานตระกูลฉินหกคนที่อายุไม่เกินสิบสองปีเข้ามาฝึกวิชา และหลี่ชิงชิวจะคัดเลือกหนึ่งในนั้นมาเป็ศิษย์สืบทอดด้วยตนเอง
หลี่ชิงชิวเดินไปส่งที่หน้าประตูสำนัก มองส่งพวกเขาลงเขา ทันใดนั้น แถวข้อความแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นตรงหน้าเขา:
[เนื่องจากสำนักชิงเซียวได้รับทรัพยากรเกื้อหนุนจากขุมกำลังภายนอกเป็ครั้งแรก และอำนาจของเ้าสำนักมิได้ถูกแบ่งแยก ท่านได้รับโอกาส ‘การสืบทอดมรดกเต๋า’ 1 ครั้ง]
