ตี๋เยี่ยนจวินก็มีความคิดคล้ายคลึงกัน และตั้งคำถาม “หากผู้อื่นล่วงรู้ความลับ หาทางพรากพวกเขาจากกัน ชะตากรรมของเขาจะไม่ต่างจากหงส์ปีกหักกลางนภา[1] ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงบินหรอกหรือ?”
ชวีจงจื๋อกล่าวว่า “ศิษย์โง่เอ๋ย เ้าอย่าได้ดูถูกเกาเจี้ยนหย่วนเป็อันขาด เขาคือผู้มีพร์ด้านกระบี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักเชียนเฉ่า เคยยืนหยัดเหนือดินแดนหยวนซิง เป็หนึ่งในผู้บำเพ็ญจื๋อซิวทั้งมวล และในบรรดาพวกเราสี่คน เขามีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด”
เยี่ยหลิงหลานอธิบายต่อ “ผู้มีอำนาจจากสำนักต่างๆ ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประมูลในอดีตล้วนเป็ยอดฝีมือหาตัวจับยาก แม้แต่นักบุญชุดม่วงจากสำนักอินทนิลก็ยังไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม”
ทั้งหนิงเทียนและตี๋เยี่ยนจวินตกตะลึง แม้แต่นักบุญชุดม่วงยังไม่มีคุณสมบัติ แสดงว่าผู้เข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้ล้วนเป็ผู้มีอิทธิพลระดับสูงสุดบนดินแดนหยวนซิงทั้งสิ้น
“เช่นนั้นมียอดฝีมือจากสำนักชั้นสองเข้าร่วมบ้างหรือไม่?”
ชวีจงจื๋อกล่าวขึ้น “แม้สำนักชั้นสองจะมิอาจเทียบเทียมสำนักชั้นนำ แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะปราศจากผู้บำเพ็ญที่ทรงพลัง เช่นสำนักหานเทียนแห่งจักรวรรดิเชียนซาน ที่นั่นมียอดฝีมืออย่างปรมาจารย์หานอวี้ผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถล้ำเลิศ ยากหาผู้ใดเทียบเทียม”
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยเสริม “เหล่าสำนักชั้นสองที่ไม่ยอมอยู่ใต้บังคับของสำนักชั้นหนึ่งล้วนมีผู้นำที่เก่งกล้าสามารถ ไม่เช่นนั้นคงอยู่รอดได้ยาก”
ตี๋เยี่ยนจวินอดไม่ได้ที่จะสงสัย “เช่นนั้นแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่แห่งหยวนซิวจะยอมให้สำนักชั้นสองเหล่านี้เติบโตและพัฒนาโดยไม่ห้ามปรามหรือ?”
ชวีจงจื๋อหัวเราะ “ย่อมไม่ใจดีขนาดนั้น แน่นอนว่าพวกเขาจะใช้วิธีสารพัดทั้งขู่เข็ญและล่อลวง ด้วยเหตุนี้สำนักชั้นสองหลายแห่งจึงพึ่งพาสี่แดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วยอมกลายเป็ลูกไล่และหุ่นเชิดของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ยังมีสำนักชั้นสองบางแห่งที่ค่อนข้างแข็งกร้าว ยอมตายดีกว่าตกเป็ทาส พวกเขาเคยต่อสู้จนตัวตาย สังหารปรมาจารย์จากสำนักชั้นหนึ่งจนเืสาด ถือเป็การข่มขวัญทั้งแผ่นดิน”
หนิงเทียนสรุป “เช่นนั้นการประมูลครั้งนี้คงจะมีปรมาจารย์จากสำนักชั้นสองมาร่วมด้วยสินะ?”
“ย่อมมีอยู่บ้างแต่คงไม่มากนัก เ้าลองดูเด็กอ้วนกลมคนนั้นสิ เ้าพอจะมองเห็นลักษณะพิเศษอันใดของเขาหรือไม่?”
เพียงคำพูดเดียวของเยี่ยหลิงหลาน บทสนทนาก็พลิกผัน ดึงดูดความสนใจของทั้งหนิงเทียนและตี๋เยี่ยนจวินไปยังบุคคลเบื้องหน้า
เด็กหนุ่มร่างท้วมมีอายุราวสิบสองถึงสิบสามปี น้ำหนักตัวเกือบสองร้อยชั่ง ใบหน้าอ้วนกลมดุจแผ่นแป้ง ยามเดินไปมาตัวก็สั่นไหวโยกเยกเหมือนก้อนบางอย่างที่แทบจะกลิ้งได้
ตี๋เยี่ยนจวินใช้เวลาสังเกตครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “ดูเหมือนร่างกายของเขาจะสะสมพลังหยวนไว้มากมาย แต่ไม่เคยผ่านการกลั่นกรอง เปรียบเสมือนได้รับสารอาหารมากเกินไป”
ดวงตาของหนิงเทียนเปล่งประกายดุจเปลวเพลิง ทักษะเก้าเนตร์ผสานรวมเป็หนึ่งกับหมื่นสรรพสิ่งในใจทำให้เขาสามารถมองเห็นโครงสร้างเส้นลมปราณและองค์ประกอบพลังภายในร่างกายของเด็กอ้วนกลมผู้นี้ได้อย่างชัดเจน
ชายหนุ่มผู้นี้มิได้อ้วนพีเพราะมีไขมันสะสม แต่แท้จริงแล้วภายในร่างกายของเขาเปี่ยมไปด้วยพลังปราณมหาศาล
ภายในท้องน้อยของเด็กอ้วนกลมมีต้นกล้าสีเขียวขจีหยั่งรากลึกลงในหม้อดิน หม้อดินนั้นปล่อยพลังปราณธาตุดินอันเข้มข้นออกมาหล่อเลี้ยงต้นกล้าให้เจริญงอกงาม
หนิงเทียนรู้สึกประหลาดใจ เขาเพ่งพินิจหม้อดินอย่างละเอียด และเขารู้สึกถึงพลังปราณพฤกษาอันลึกลับที่แผ่ออกมาจากหม้อดิน
“เขาคือผู้มีร่างบ่มเพาะพฤกษาคู่!”
เยี่ยหลิงหลานได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา ในขณะที่ชวีจงจื๋อรู้สึกประหลาดใจจึงเอ่ยถามว่า “สายตาเ้าดีไม่เบา เ้าฝึกฝนศาสตร์ดวงตาพิเศษมาหรือไร?”
หนิงเทียนเอ่ยอย่างถ่อมตัว “ล้วนเป็คำสอนของอาจารย์”
ชวีจงจื๋ออึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะเลิกซักไซ้
ตี๋เยี่ยนจวินครุ่นคิดสงสัย “บนโลกนี้มีร่างบ่มเพาะพฤกษาคู่ด้วยหรือ?”
ชวีจงจื๋อกล่าวว่า “หายากนัก เกิดขึ้นได้เฉพาะในสถานการณ์พิเศษและโอกาสน้อยมาก แต่ในประวัติศาสตร์ก็เคยปรากฏผู้มีร่างบ่มเพาะพฤกษาคู่ ซึ่งมีรากบ่มเพาะสองชนิด มีคุณสมบัติคู่ ดังนั้นเมื่อเติบโตขึ้นมาแล้วย่อมน่าทึ่งยิ่ง”
เยี่ยหลิงหลานมองหญิงสาวข้างกายเกาเจี้ยนหย่วน แล้วพูดกับหนิงเทียนว่า “เ้าลองมองหญิงสาวผู้นั้นอีกครั้ง”
สตรีผู้นี้มีอายุราวสามสิบเศษ รูปโฉมมิได้งดงามนัก นางไอคอกแคกอยู่เนืองๆ คล้ายป่วยเป็วัณโรค ดูแล้วให้ความรู้สึกอ่อนแอปวกเปียก
หนิงเทียนใช้ทักษะภาพมิติตรวจสอบร่วมกับหมื่นสรรพสิ่งในใจ สายตาของเขาแทรกผ่านอาภรณ์ของนาง มุ่งตรงสู่ภายในร่างกาย พบว่าเส้นสายพลังภายในร่างของนางดั่งแม่น้ำใหญ่ เต็มไปด้วยพลังอันน่าตื่นตะลึง
ภายในท้องน้อยของนางมีเถาน้ำเต้าอยู่ในตันเถียน ซึ่งเป็รากบ่มเพาะของนาง เถาวัลย์เลื้อยพันผ่านเส้นลมปราณทั่วร่างกาย ก่อกำเนิดเป็ยอดอ่อนเลื้อยพันเกลียวเป็ลวดลายกระบี่ตามธรรมชาติ
น้ำเต้านี้ดูดกลืนพลังเืและจิติญญาของนางอยู่ตลอดเวลา ทำให้นางหายใจไม่สะดวกและไอออกมาไม่หยุด
“รากบ่มเพาะของนางคือเถาน้ำเต้า แต่ระดับพลังนั้นช่างแปลกประหลาดคล้ายกับขอบเขตเปลี่ยนผ่าน แต่...”
หนิงเทียนครุ่นคิดอยู่นานเขายังไม่แน่ใจนัก เพราะตนเองเพิ่งบรรลุขั้นหกของขอบเขตผนึกดาราเท่านั้น
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยอย่างเรียบเฉย “นางเพิ่งก้าวเข้าขอบเขตเหนือเมฆา”
“อะไรนะ!”
หนิงเทียนและตี๋เยี่ยนจวินต่างก็ตกตะลึง หญิงสาวผู้อ่อนแอผู้นี้เป็ปรมาจารย์หรือ?
“นางคือศิษย์ของเกาเจี้ยนหย่วนหรือ?”
หนิงเทียนมองอาจารย์ด้วยใจที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
ชวีจงจื๋อเอ่ยขึ้นว่า “คู่หูอาจารย์ศิษย์คู่นี้ช่างน่าสะพรึงกลัว พวกเขามีสถานะอันสูงส่งยิ่งในสำนักวั่นจื๋อ”
ตี๋เยี่ยนจวินถอนหายใจ “ที่แท้ทุกคนก็ไม่ใช่คนธรรมดา เห็นทีข้าคงจะฉุดรั้งอาจารย์เสียแล้ว”
หนิงเทียนปลอบใจเขา “อย่ากังวลเลย ในแง่ขอบเขตข้ายังอยู่ต่ำกว่าเ้าเสียอีก”
ทั้งสี่คนเดินตามหลังสุยเจี้ยนเต๋อและเกาเจี้ยนหย่วน มุ่งหน้าสู่เมืองเสวี่ยอวิ๋น
การประมูลครั้งนี้ ดึงดูดเหล่าปรมาจารย์จากสำนักต่างๆ ในสามแคว้นได้มากมาย
...
ณ จักรวรรดิเชียนซาน สำนักหานเทียน
ปรมาจารย์หานอวี้เรียกซูอวิ๋นมาพบ
“เ้าจงตามอาจารย์ไปเยือนเมืองเสวี่ยอวิ๋น อาจารย์จะให้เ้าได้เปิดหูเปิดตา”
ซูอวิ๋นดีใจเป็อย่างยิ่ง และรีบกลับไปเก็บสัมภาระทันที
“ท่านแม่ อาจารย์ให้ข้าไปเมืองเสวี่ยอวิ๋น คงจะต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกลับมา”
เ้าเยี่ยนเหมยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เ้าเป็ถึงยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่านแล้ว ถึงเวลาที่เ้าจะออกไปเรียนรู้โลกกว้างและพบปะผู้คนมากมายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ส่วนข้าเองก็จะกลับจวนสักหน่อย บิดาของเ้า่นี้ยิ่งดูเหลวแหลก บ้าคลั่งตามหานางหญิงเลวคนนั้นอยู่ได้ รอก่อนเถอะ ข้าจะกลับไปจัดการเขาเสียให้เข็ดหลาบ!”
ซูอวิ๋นแสดงสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะพึมพำว่า “ช่างน่ารำคาญนัก นางไม่ใช่ลูกในไส้ของท่านพ่อเสียหน่อย ยังจะไปใส่ใจนางหญิงเลวนั่นอยู่ได้ ช่างเถอะ ท่านอาจารย์รออยู่ ข้าขอตัวไปก่อน”
ซูอวิ๋นเก็บของเพียงเล็กน้อย ก่อนออกจากประตูสำนักหานเทียนไปพร้อมกับปรมาจารย์หานอวี้ผู้เป็อาจารย์
หลังจากนั้นไม่นานเ้าเยี่ยนเหมยก็ออกเดินทางจากสำนักหานเทียนเช่นกัน โดยมีจางเฟิงหยางซึ่งเป็ศิษย์หลักของสำนักหานเทียนคอยคุ้มกัน
บัดนี้ชื่อเสียงของเ้าเยี่ยนเหมยโด่งดังไปทั่ว ด้วยบารมีของบุตรสาว นางกลายเป็บุคคลสำคัญที่ทุกคนในสำนักหานเทียนต่างพากันประจบสอพลอ หวังจะสร้างความพอใจแก่ซูอวิ๋น
สำหรับงานประมูลครั้งนี้ เหล่าผู้ทรงเกียรติจากสี่แดนศักดิ์สิทธิ์ของหยวนซิวก็ได้รับเชิญเช่นกัน บางคนเดินทางไปร่วมงาน บางคนก็ไม่ไป
ส่วนฝั่งซิงซิว บุคคลที่ได้รับเชิญส่วนใหญ่ต่างมุ่งหน้าไปร่วมงาน และมีปรมาจารย์แห่งตำหนักดาวเหนือที่ได้รับคำเชิญด้วยเช่นกัน
...
ภายในลานเล็กๆ ที่เงียบสงบ หลิ่วิเยวี่ยนั่งจิบชาอยู่ภายในศาลาด้วยใจกระวนกระวาย
หลังจากก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่านได้เพียงไม่กี่วัน นางก็ใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในตำหนักดาวเหนือ บ่อยครั้งจะมีปรมาจารย์มาเยี่ยมเยียนเพื่อสอบถามเกี่ยวกับที่มา ประวัติ และระดับพลังของนาง
หลิ่วิเยวี่ยมิได้เอ่ยถึงจัวหลานชิวและเลขเก้าหลักที่เป็รากฐานการบ่มเพาะแต่อย่างใด เพียงแต่เล่าเื่ราวการถูกลงโทษโดยโถงคุมกฎของสาขากูอวิ๋น พูดถึงซ่งอวี้ชุน และกล่าวถึงโชคชะตาอันน่าพิศวงที่ได้รับจากเมืองโบราณลึกลับในยอดเขาหมื่นอสูร ซึ่งเป็เหตุให้นางสามารถก้าวสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ
ถ้อยคำเหล่านี้ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับตระกูลซ่ง แต่ด้วยความที่หลิ่วิเยวี่ยมีร่างกายที่เหมาะแก่การฝึกทั้งหยวนซิวและซิงซิว ทางตำหนักดาวเหนือจึงจำเป็ต้องหาคำอธิบายให้แก่นาง ในท้ายที่สุดเหล่าผู้าุโของสาขากูอวิ๋นแห่งตำหนักดาวเหนือจึงกลายเป็แพะรับบาป
ทว่าด้วยอิทธิพลของตระกูลซ่ง ทำให้เหล่าปรมาจารย์แห่งตำหนักดาวเหนือที่มีความคิดอยากรับนางเป็ศิษย์ไม่กล้าเอ่ยปาก
เว่ยซูเสวี่ยเข้าใจดีถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ นางจึงลอบออกจากตำหนักดาวเหนือ และมุ่งหน้าไปยังวังดารา
เว่ยซูเสวี่ยยืนอยู่หน้าศาลาอย่างสงบเสงี่ยมภายในหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกควัน นางก้มหน้าก้มตาเล่าถึงเื่ราวที่หลิ่วิเยวี่ยประสบในสาขากูอวิ๋น
“ด้วยความอิจฉาริษยาที่มีต่อหลิ่วิเยวี่ย ซ่งอวี้ชุนจึงอาศัยมือของผู้าุโผู้รักษากฎลงโทษให้นางกักตนสำนึกผิดอยู่หน้าถ้ำเพลิงวาโยเป็เวลาสามเดือน และหวังจะกำจัดนางให้สิ้นซาก โชคดีที่หลิ่วิเยวี่ยมีบุญหนา ฟ้าลิขิตให้นางพ้นจากสภาวะอันเลวร้ายและก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่าน บัดนี้เหล่าปรมาจารย์จำนวนมากในตำหนักดาวเหนือต่างปรารถนาจะรับนางเป็ศิษย์ แต่ด้วยความเกรงกลัวต่อตระกูลซ่งจึงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก ในอดีติเยวี่ยเป็ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากท่านเทพธิดา แต่ตระกูลซ่งกลับทำตัวเหลิงล้ำ ไม่เกรงกลัวต่อท่านเทพธิดาแม้แต่น้อย”
ศาลาที่รายล้อมด้วยทิวทัศน์อันงดงาม กลิ่นหอมของดอกไม้โชยมาแตะจมูก แสงดาวระยิบระยับสาดส่องลงมาประหนึ่งสายน้ำทิพย์ที่รินไหล
หญิงสาวผู้เลอโฉมดั่งภาพวาดภายใต้อาภรณ์งดงามกำลังนั่งอยู่ในศาลากลางสวนอันร่มรื่นด้วยท่าทางสง่างามดั่งนางพญา มือเรียวบางจับเล่นจี้หยกสีเขียวมรกต แสงสะท้อนจากหยกเปล่งประกายระยิบระยับ ดั่งภาพลวงตาที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง ครู่หนึ่งก็ปรากฏเป็ภาพมัจฉาคุนปักษาเผิง[2] ครู่ต่อมาก็กลายเป็หงส์เพลิง
“เก้าดาวล้อมสุริยาของิเยวี่ยนับว่าไม่เลวเลย ดังนั้นข้าจะให้รางวัลนางด้วยจี้หยกนี้ ส่วนเื่รับศิษย์ของตำหนักดาวเหนือ ข้าเองก็เข้าใจความกังวลของเหล่าปรมาจารย์ เช่นนี้เราจะชะลอเื่การรับลูกศิษย์ไว้ชั่วคราวและให้นางอยู่ที่สาขากูอวิ๋นต่อไป อีกสองวันข้าจะไปเมืองเสวี่ยอวิ๋น ให้นางรอข้าที่ยอดเขาสายหมอกก็แล้วกัน”
“ขอบคุณท่านเทพธิดา ในนามของิเยวี่ย ข้าอยากขอบคุณท่านสำหรับของอันล้ำค่านี้”
เว่ยซูเสวี่ยดีใจเป็อย่างยิ่ง นางรับหยกจี้ไว้แล้วก้มตัวลา
...
ณ ตำหนักดาวเหนือ ภายในลานเล็กๆ อันเงียบสงัด ชายวัยกลางคนใบหน้าเ็ากำลังจ้องมองหลิ่วิเยวี่ยอย่างพินิจพิเคราะห์
“แม้จะมีพร์แต่กลับไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว ไม่น่าแปลกใจที่วังดาราโยนเ้ามาอยู่ที่นี่”
หลิ่วิเยวี่ยลุกขึ้นยืนแล้วค้อมตัวคารวะ “ศิษย์หลิ่วิเยวี่ยคารวะท่านปรมาจารย์”
ชายผู้นั้นส่งเสียงฮึดฮัดอย่างดูถูก “อย่ามาทำเป็น่าสงสาร ด้วยร่างกายที่เปื้อนปนของเ้า คงไม่มีใครในตำหนักดาวเหนือยอมรับเ้าเป็ศิษย์ เก็บข้าวของแล้วรีบไปยังวังทะเลทรายรกร้างแดนเหนือ จากนี้ไปเ้ามีหน้าที่เฝ้าที่นั่น”
วังทะเลทรายรกร้างแดนเหนือนั้นเป็สถานที่กันดารแห่งหนึ่งของตำหนักดาวเหนือ ซึ่งถูกทิ้งร้างมานานหลายปีและผู้คนแทบไม่กล้าเข้าใกล้
ปรมาจารย์ผู้นี้ตั้งใจจะส่งหลิ่วิเยวี่ยไปยังดินแดนอันห่างไกล นัยยะแฝงเื้ันั้นช่างชัดเจน นี่เปรียบเสมือนการเนรเทศนางให้ถูกหิมะกลืนกิน ไร้ซึ่งโอกาสกลับคืนสู่ตำหนักดาวเหนืออีกครั้ง
หลิ่วิเยวี่ยขมวดคิ้ว นางรู้สึกได้ถึงเจตนาอันเลวร้ายที่แผ่ออกมาจากปรมาจารย์ผู้นี้ นางเดาว่าเขามีความสัมพันธ์กับตระกูลซ่ง
ในอดีตยามที่หลิ่วิเยวี่ยเป็เพียงศิษย์หลัก นางถูกซ่งอวี้ชุนกดขี่
ยามนี้นางกลายเป็ยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่านก้าวเข้าสู่กลุ่มศิษย์สายตรง แต่ก็ยังคงถูกตระกูลซ่งกดขี่อยู่เช่นเดิม สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับนางเป็อย่างยิ่ง
แต่หลิ่วิเยวี่ยรู้ดีว่าการต่อต้านนั้นไร้ความหมาย นางไม่มีฐานอำนาจในตำหนักดาวเหนือ แม้จะเอ่ยคำใดออกไปก็ไม่มีผู้ใดสนใจหรือแม้แต่เห็นอกเห็นใจนาง
“ศิษย์ไม่มีสิ่งของติดตัว ไม่จำเป็ต้องจัดเก็บสิ่งใดเ้าค่ะ”
หลิ่วิเยวี่ยยืนนิ่ง ดวงตากลมโตฉายแววสงบนิ่ง เผชิญหน้ากับสถานการณ์อันเลวร้ายด้วยใจที่มั่นคง
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
ชายวัยกลางคนใบหน้าเ็าหันหลังเดินออกจากประตูไป ขณะที่หลิ่วิเยวี่ยก้มหน้าก้มตาเดินตามหลังอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบานเล็กๆ สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเว่ยซูเสวี่ยที่รีบเร่งรุดเข้ามา
“อ้าว! ปรมาจารย์ผังเซิ่ง ท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ?”
ชายวัยกลางคนหน้าเคร่งขรึมตอบอย่างเ็า “ข้าจัดการหางานดีๆ ให้กับนางแล้ว”
เว่ยซูเสวี่ยเลิกคิ้วแล้วถามว่า “งานดีๆ เช่นนั้นหรือ? ิเยวี่ย ปรมาจารย์ผังเซิ่งจะส่งเ้าไปที่ใด?”
หลิ่วิเยวี่ยตอบ “วังทะเลทรายรกร้างแดนเหนือ”
เมื่อเว่ยซูเสวี่ยได้ยินสิ่งนี้ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป พร้อมแววตาแฝงความเ็า ก่อนจะเย้ยหยันว่า “ช่างเป็งานที่ดีจริงๆ! ปรมาจารย์ผังเซิ่งกลายเป็สุนัขของตระกูลซ่งั้แ่เมื่อใดกัน?”
“ช่างกล้า! อย่าคิดว่าเ้าเป็นักบุญแล้วจะกร่างได้ ข้านั้นเป็ถึงปรมาจารย์ผู้สูงส่ง”
ชายวัยกลางคนตวาดลั่นด้วยความโกรธ พลังสังหารอันรุนแรงแผ่ออกมาทำให้อุณหภูมิในลานเล็กๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว
เว่ยซูเสวี่ยไม่หวั่นเกรงทั้งยังตอบอย่างเ็าว่า “ใครเป็ผู้ส่งหลิ่วิเยวี่ยไปวังทะเลทรายรกร้างแดนเหนือ? ตระกูลซ่งหรือตัวปรมาจารย์ผังเซิ่งเอง?”
ผังเซิ่งยักไหล่ด้วยความดูถูก “เื่นี้เกี่ยวอะไรกับเ้า? รีบหลบไปเสีย!”
---------------------------------------
[1] หงส์ปีกหักกลางนภา (雁行折翅) หมายถึง ผู้ที่เปรียบเสมือนพี่น้องที่ต้องพลัดพรากจากกัน สิ้นสุดลง หรือบุคคลที่สูญเสียกำลังสนับสนุน
[2] มัจฉาคุนปักษาเผิง (鲲鹏) เป็ชื่อสัตว์ขนาดมหึมาที่กลายร่างจากปลาเป็นกได้ ตามตำนานคือ ณ ทะเลลึกแดนเหนือ มีพญามัจฉาชื่อคุน ร่างใหญ่โตหลายพันลี้ (1 ลี้ = 500 เมตร) คุนสามารถกลายร่างเป็พญาปักษาชื่อเผิง โดยแผ่นหลังของปักษาเผิงมโหฬารหลายพันลี้ ยามกระพือสะบัดปีกเหินสู่เวหา ปีกแผ่นกว้างราวแผ่นเมฆปกคลุมฟ้า เมื่อผืนน้ำแห่งท้องสมุทรเริ่มขยับไหว ปักษาเผิงก็บ่ายหน้าสู่ทะเลสาบ์แห่งแดนใต้
