ตอนที่ 7 อ้อมกอดับนเตียงไม้ผุ
รัตติกาลล่วงเลยเข้าสู่ยามจื่อ (23.00 - 01.00 น.) ลมหนาวภายนอกตำหนักเย่ว์กวงยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับพญามัจจุราชที่พยายามจะพังประตูเข้ามาคร่าชีวิตคนที่อยู่ภายใน
ที่หน้าประตูตำหนัก เสี่ยวลี่จื่อ ขันทีน้อยคนสนิทของฮ่องเต้ ยืนกอดอกตัวสั่นงันงกเป็ลูกนกตกน้ำ ใบหน้าที่เคยนวลเนียนบัดนี้ซีดเผือดจนเขียวคล้ำ เขาพยายามซุกมือเข้าไปในแขนเสื้อขนกระต่ายที่หนานุ่ม แต่ดูเหมือนความหนาวของตำหนักเย็นแห่งนี้จะมีอำนาจทะลุทะลวงผ่านอาภรณ์ทุกชนิด
'์ช่วย! นี่ข้ากำลังฝันไปใช่หรือไม่?' เสี่ยวลี่จื่อคร่ำครวญในใจ พลางเหลือบตามองไปยังแสงเทียนวูบไหวที่ลอดออกมาจากรอยแตกของประตู
'ฝ่าาผู้สูงส่ง... ผู้ที่เคยบรรทมบนเตียงับุผ้าไหมหางโจว คืนนี้กลับเลือกที่จะค้างแรมในรังหนูที่แม้แต่แมวขโมยยังไม่อยากย่างกรายเข้ามา! ส่วนพระสนมเอกผู้เลอโฉมที่แกล้งป่วยอยู่ที่ตำหนักคุนหนิง กลับถูกทิ้งให้แห้งเหี่ยวตายซาก... โอ... ลมเปลี่ยนทิศแล้ว ลมเปลี่ยนทิศจริงๆ ข้าต้องรีบไปตีสนิทกับแม่นางอาชิงเสียแล้วกระมัง!'
ข้างกายของเสี่ยวลี่จื่อ คือ อาชิง นางกำนัลตัวน้อยที่กำลังนั่งคุดคู้พิงเสาหลับสัปหงก แม้จมูกจะแดงก่ำเพราะความหนาว แต่มุมปากกลับยกยิ้มอย่างมีความสุขที่สุดในรอบสามปี
...
ในห้องบรรทมที่คับแคบและอับชื้น ฮ่องเต้ ฉินอวี้ ยังคงประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว เบื้องหน้าของพระองค์คือ หลินอ้าย ที่นั่งอยู่บนพื้น พิงศีรษะกับเข่าของตนเอง แววตาภายใต้หน้ากากผีเสื้อเหม่อมองเปลวเทียนที่กำลังจะมอดดับ
ไม่มีบทอัศจรรย์อันเร่าร้อน ไม่มีเสียงครวญครางแห่งราคะ มีเพียงความเงียบที่หนักแน่นและอบอุ่นอย่างประหลาด
ฉินอวี้เอื้อมพระหัตถ์ไปแตะที่แก้มซ้ายของหลินอ้ายอีกครั้ง นิ้วหัวแม่มือไล้ไปตามรอยปีกผีเสื้อที่วาดด้วยถ่านไม้ คราบสีดำติดนิ้วพระองค์มา แต่ครานี้พระองค์มิได้รังเกียจ กลับรู้สึกว่ามันคือสัญลักษณ์ของความผิดบาปที่พระองค์ต้องร่วมแบกรับ
"เจ็บมากหรือไม่?" พระองค์ตรัสถามเสียงแ่
"ความเจ็บที่ิั... ชินชาเสียแล้วเพคะ" หลินอ้ายตอบโดยไม่หันมามอง "เหมือนกับคนที่เดินลุยหิมะเท้าเปล่า แรกๆ ก็เ็ปเจียนตาย แต่พอนานวันเข้า... ก็ไร้ความรู้สึก"
"ข้าจะให้หมอหลวงที่ดีที่สุดมารักษาเ้า พรุ่งนี้ข้าจะสั่งให้เบิกยาจากคลังหลวง..."
"ยาจากคลังหลวงรึเพคะ?" หลินอ้ายหันขวับกลับมา แววตาคมกริบ
"ยาเ่าั้... ฝ่าาแน่ใจหรือเพคะว่ามันคือยา? ในเมื่อแป้งที่หม่อมฉันเคยได้รับ ก็มาจากคลังหลวงที่ผ่านมือคนของพระสนมเอกเช่นกัน"
ฉินอวี้ชะงัก วาจาของนางย้อนศรเข้ากลางใจดำ พระองค์ลืมไปว่า วังหลวงแห่งนี้คือบ่อพิษที่ไว้ใจใครไม่ได้ แม้แต่หมอหลวงก็อาจจะเป็คนของตระกูลเสิ่น
"ข้า... ข้าจะตรวจสอบด้วยตัวเอง" ฉินอวี้กัดฟันกรอด
"ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องเ้าได้อีก"
หลินอ้ายมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาที่ซับซ้อน ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม เขาคือเทพบุตรผู้สูงส่ง แต่ในสายตาของหลินอ้ายในตอนนี้ เขาคือหมาก ตัวสำคัญที่นางต้องควบคุม
นางลุกขึ้น ยื่นมือที่เต็มไปด้วยรอยแตกไปกุมมือใหญ่ของเขา
"ฝ่าา... คืนนี้ดึกมากแล้ว บรรทมเถิดเพคะ แม้ที่นอนของหม่อมฉันจะแข็งกระด้างราวกับนอนบนแผ่นหิน แต่หม่อมฉันรับรองว่า... มันสะอาดและจริงใจกว่าเตียงนุ่มๆ ที่ซุกซ่อนเข็มพิษเอาไว้แน่นอน"
ฉินอวี้มองไปที่เตียงไม้ไผ่เก่าๆ ที่มีเพียงฟูกบางๆ และผ้าห่มปะชุน สภาพความเป็อยู่ของนางช่างน่าเวทนานัก หัวใจแกร่งกระตุกวูบ
"เ้าทนอยู่เช่นนี้มาสามปีได้อย่างไร..."
"เพราะหม่อมฉันรอเพคะ..." หลินอ้ายเอนกายลงนอน เว้นที่ว่างข้างกายให้เขา
"รอวันที่ลมจะหวนกลับ... และวันนี้ ลมนั้นก็พัดพาพระองค์กลับมา"
ฉินอวี้ถอดฉลองพระองค์ตัวนอกออก แล้วล้มตัวลงนอนเคียงข้างนาง ทันทีที่แผ่นหลังััฟูกแข็งๆ ความไม่สบายตัวก็แล่นริ้วขึ้นมา แต่เมื่อเขาดึงร่างบางของหลินอ้ายเข้ามาในอ้อมกอด กลิ่นหอมจางๆ ของนางและความอบอุ่นจากเรือนร่าง กลับทำให้ความไม่สบายนั้นมลายหายไป
"ฝ่าา..." หลินอ้ายกระซิบแ่เบา ศีรษะหนุนอยู่บนแขนของเขา
"หือ?"
"หน้ากากผีเสื้อนี้... หม่อมฉันจะยังไม่ลบมันออกนะเพคะ"
"ทำไม? ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่รังเกียจรอยแผลของเ้า"
"เพราะมันคือเกราะป้องกันเพคะ..." นางหลับตาลง น้ำเสียงแฝงความเด็ดเดี่ยว
"และมันจะเป็เครื่องเตือนใจให้พวกคนที่ทำร้ายหม่อมฉันได้รู้ว่า... ผีเสื้อราตรีตัวนี้ พร้อมจะเผาผลาญปีกของตัวเอง เพื่อแลกกับการได้เห็นพวกมันมอดไหม้ไปพร้อมกัน"
ฉินอวี้กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น จูบลงบนหน้าผากที่เย็นเฉียบของนาง
"หลับเสียเถิด... คืนนี้ข้าจะเป็เกราะให้เ้าเอง"
...
ตัดภาพมายัง ตำหนักคุนหนิง (ตำหนักพระสนมเอก)
เพล้ง!!
เสียงแจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อนแตกกระจายเกลื่อนพื้น พรมเปอร์เซียราคาแพงระยับเต็มไปด้วยเศษกระเบื้องและน้ำชาที่หกเลอะเทอะ
เสิ่นหลาน (เสิ่นกุ้ยเฟย) สตรีผู้ที่เคยสง่างามและเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง บัดนี้สภาพไม่ต่างจากนางมารร้าย ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและริษยาที่อัดแน่นจนแทบะเิอก
"มันไม่มา... มันไม่มา!!"
นางกรีดร้องเสียงแหลม ปาทรัดเกล้าทองคำลงพื้นอย่างไม่ไยดี เหล่านางกำนัลและขันทีในตำหนักต่างพากันคุกเข่าเอาหน้าผากแนบพื้น ตัวสั่นเทาราวกับลูกไก่ในกำมือมาร ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตานาง เพราะเกรงว่าจะกลายเป็ที่รองรับอารมณ์
หมอหลวงหวัง ชายชราท่าทางขี้ขลาด คุกเข่าอยู่มุมห้อง เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
"พระ... พระสนมเอก ใจเย็นๆ ก่อนเถิดพะยะค่ะ ประเดี๋ยวพระอาการ(ปลอม)จะกำเริบจริงๆ"
"หุบปาก!" เสิ่นหลานตวาดลั่น ชี้หน้าด่ากราด "เ้ามันไม่ได้เื่! ข้าให้เ้าไปทูลฝ่าาว่าข้าใกล้ตาย แล้วเหตุใด... เหตุใดเขาถึงเลือกนังหน้าผีที่ตำหนักเย็นนั่น! มันมีดีอะไร? หน้าตามันเน่าเฟะยิ่งกว่าศพข้างถนน!"
นางหอบหายใจแรง มือจิกทึ้งผ้าเช็ดหน้าจนขาดวิ่น
ความมั่นใจที่สั่งสมมาตลอดชีวิตพังทลายลงในคืนเดียว นางเคยเชื่อมั่นว่าฉินอวี้หลงใหลในความงามและความสมบูรณ์แบบของนาง แต่วันนี้... เขาเลือกของชำรุด
"พระสนม..." แม่นมจาง คนสนิทเก่าแก่ คลานเข้ามาจับขาเสิ่นหลาน
"ทรงระงับโทสะเถิดเพคะ เื่นี้มันผิดปกติเกินไป... นังซูเฟยหลินเงียบหายไปสามปี จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาแต่งหน้าประหลาด แล้วฝ่าาก็เปลี่ยนไปราวกับถูกมนต์สะกด... หรือว่า..."
เสิ่นหลานหยุดชะงัก ดวงตาเบิกโพลง
"มนต์สะกด..." นางพึมพำ มุมปากค่อยๆ ยกยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ใช่... ต้องใช่แน่ๆ นังแพศยานั่นมันต้องเล่นคุณไสย! มันใช้วิชามารจากพวกหมอผีในตำหนักเย็น ทำเสน่ห์ใส่ฝ่าา!"
"จริงด้วยเพคะ!" แม่นมจางรีบเสริม
"ใบหน้าที่วาดลวดลายอัปมงคลนั่น... ผีเสื้อสีดำ เป็สัญลักษณ์ของิญญาและความตาย มันต้องใช้วิชาเรียกิญญาแน่ๆ!"
เสิ่นหลานหัวเราะเสียงต่ำ แววตากลับมาเย็นเยียบดุจอสรพิษอีกครั้ง
"ดี... ในเมื่อเ้าเล่นสกปรก ข้าก็จะเล่นบทผู้พิทักษ์ความถูกต้อง... พรุ่งนี้เช้า ปล่อยข่าวลือออกไปให้ทั่ววังว่าซูเฟยหลินทำเสน่ห์ยาแฝด วาดหน้ากากผีเพื่อสะกดิญญาั! ข้าจะให้เหล่าขุนนางกดดันฝ่าา ให้เผานังแม่มดนั่นทั้งเป็!"
นางเหยียบเท้าลงบนเศษแจกันที่แตกกระจาย บดขยี้มันจนแหลกละเอียด
"ซูเฟยหลิน... เ้าอาจจะชนะในคืนนี้ แต่ข้า... จะเป็ผู้หัวเราะคนสุดท้าย!"
...
รุ่งอรุณแห่งความเปลี่ยนแปลง ณ ตำหนักเย่ว์กวง
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ปลุกให้หลินอ้ายตื่นจากภวังค์ นางรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวจากการนอนบนพื้นแข็งๆ (นางเสียสละฟูกให้ฮ่องเต้ไปครึ่งค่อนคืน)
ข้างกายของนาง... ว่างเปล่า
ความตื่นตระหนกแล่นพล่านเข้ามาวูบหนึ่ง หรือว่าเมื่อคืนเป็เพียงความฝัน? หรือเขาหนีไปแล้ว?
"ตื่นแล้วรึ?"
เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้หลินอ้ายหันขวับไปมอง ที่มุมห้อง ฉินอวี้ในชุดคลุมัที่ยับยู่ยี่เล็กน้อย กำลังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด มือข้างหนึ่งถือถ้วยน้ำบิ่นๆ ที่อาชิงนำมาถวาย
"ฝ่าา..." หลินอ้ายรีบลุกขึ้น แต่ขาที่เป็ตะคริวทำให้เซถลา
ฉินอวี้รีบทิ้งถ้วยน้ำ (ซึ่งเป็น้ำต้มผักจืดชืด) แล้วเข้ามารับร่างนางไว้
"ระวังหน่อย ข้าไม่ได้หนีไปไหนเสียหน่อย ทำหน้าตาราวกับลูกกระต่ายตื่นตูม" พระองค์ยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายและเป็ธรรมชาติอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
"หม่อมฉัน... ขอประทานอภัยเพคะ ที่นี่ไม่มีน้ำชาดีๆ ถวาย"
"ช่างเถอะ" ฉินอวี้โบกมือ
"รสชาติฝาดเฝื่อนของน้ำนี่ ทำให้ข้าตาสว่างดีนัก... มันทำให้ข้ารู้ว่า สามปีที่ผ่านมา ข้ากินดีอยู่ดีบนความทุกข์ยากของเ้ามากเพียงใด"
ทันใดนั้น เสียงท้องร้องของใครบางคนก็ดังขึ้น
จ๊อก...
ไม่ใช่ท้องของหลินอ้าย แต่เป็ท้องของโอรส์!
บรรยากาศเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่หลินอ้ายจะหลุดขำออกมาเบาๆ
"ดูเหมือนัจะหิวโซเสียแล้วเพคะ"
ฉินอวี้หน้าแดงก่ำ กระแอมไอแก้เขิน
"อะแฮ่ม! อากาศมันหนาว ร่างกายย่อม้าพลังงาน... อาชิง!"
"เพ... เพคะฝ่าา!" อาชิงรีบวิ่งเข้ามา หมอบกราบจนหน้าแทบจมดิน
"ไปบอกเสี่ยวลี่จื่อ ให้สั่งห้องเครื่องหลวงจัดโต๊ะเสวยเช้านี้... ที่นี่!" พระองค์ประกาศเสียงดังฟังชัด
"เอาอาหารที่ดีที่สุด รังนก หูฉลาม เป็ดอบ... ขนมาให้หมด! แล้วสั่งกรมโยธา ให้ส่งช่างไม้มาซ่อมแซมตำหนักนี้เดี๋ยวนี้! ข้าให้เวลาครึ่งชั่วยาม ถ้าข้าไม่เห็นช่างไม้ ข้าจะสั่งตัดหัวเ้ากรมโยธา!"
"รับด้วยเกล้าเพคะ!" อาชิงรับคำเสียงใสแจ๋ว วิ่งตัวปลิวออกไปราวกับติดปีก
หลินอ้ายมองดูความวุ่นวายที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจลึกๆ... แม้มันจะเป็ความอบอุ่นที่เจือด้วยความระแวง แต่นางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อำนาจของฮ่องเต้นั้นหอมหวานและบันดาลได้ทุกสิ่งจริงๆ
"และอีกอย่าง..." ฉินอวี้หันกลับมามองหลินอ้าย สายตาจริงจัง
"ั้แ่วันนี้ไป เ้าไม่ใช่สนมขั้นสี่อีกต่อไป"
"ฝ่าา?"
"ข้าขอแต่งตั้งเ้าเป็ สนมซี (Xi) (แสงสว่าง/ความปิติยินดี) ขั้นสามชั้นเอก" พระองค์หยิบปิ่นหยกขาวที่พกติดตัวมา ปักลงบนมวยผมยุ่งๆ ของนาง
"ปิ่นนี้เป็ของเสด็จแม่ข้า... ข้าให้เ้า"
การเลื่อนขั้นข้ามขั้นเช่นนี้ ย่อมสั่นะเืไปทั่ววังหลัง หลินอ้ายรู้ดีว่านี่คือดาบสองคม มันคือเกราะคุ้มกันชั้นดี แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือป้ายเป้าที่เขียนว่า จงฆ่าข้าเถิด ตัวใหญ่เบ้อเริ่ม
แต่นางกลัวหรือ? ไม่เลย...
"ขอบพระทัยเพคะ" หลินอ้ายย่อกายลง
"แต่หม่อมฉันขอทูลขอบางอย่างได้หรือไม่?"
"ว่ามาสิ ข้าให้เ้าได้ทุกอย่าง"
"ขอให้หม่อมฉัน... ได้เป็คนเลือกคนรับใช้ ในตำหนักนี้ด้วยตัวเองเพคะ" นางเงยหน้าขึ้น แววตาเป็ประกาย
"หม่อมฉันเข็ดขยาดกับคนของคนอื่น เหลือเกิน"
ฉินอวี้พยักหน้า
"ย่อมได้... เ้าฉลาดรอบคอบนัก"
...
ยามสายของวันนั้น ข่าวการเลื่อนยศและการค้างแรมของฮ่องเต้แพร่สะพัดไปทั่ววังราวกระแสลมพายุ
หลินอ้ายเดินเคียงคู่กับฉินอวี้ออกมาจากตำหนักเย่ว์กวง นางสวมชุดไหมสีฟ้าอ่อนที่เสี่ยวลี่จื่อรีบไปหามาถวาย ใบหน้ายังคงมีหน้ากากผีเสื้อประดับอยู่เช่นเดิม แต่ครานี้ นางเดินเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ
ที่ลานหน้าตำหนัก เหล่าขันทีและนางกำนัลจากตำหนักต่างๆ มายืนออแอบดูกันเต็มไปหมด สายตานับร้อยคู่จับจ้องมาที่นาง มีทั้งความริษยา ความหวาดกลัว และความชื่นชม
แต่สายตาที่น่ากลัวที่สุด มาจากมุมมืดของกำแพงวัง... สายสืบของเสิ่นหลานที่ยืนกัดฟันกรอด
"ฝ่าาเพคะ..." หลินอ้ายเอ่ยขึ้นขณะเดินผ่านสวนดอกท้อที่ใบร่วงโรย
"ดูนั่นสิเพคะ... ตั๊กแตนตำข้าว กำลังจ้องจะจับจั๊กจั่น" นางชี้ไปที่กิ่งไม้แห้ง
ฉินอวี้มองตาม
"แล้วอย่างไร?"
"ตั๊กแตนหารู้ไม่ว่า... นกขมิ้น กำลังจ้องมันอยู่ข้างหลัง" หลินอ้ายยิ้มมุมปาก
"ในวังหลังแห่งนี้ ใครเป็ตั๊กแตน ใครเป็นกขมิ้น... ดูกันยากนะเพคะ"
ฉินอวี้บีบมือนางเบาๆ
"ไม่ว่าใครจะเป็อะไร... แต่เ้าคือ ผีเสื้อ ที่ข้าจะประคองไว้ในอุ้งมือ"
ทันใดนั้น เสี่ยวลี่จื่อก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา หน้าตาตื่นตระหนก
"ทูลฝ่าา! ทูลพระสนมซี! เกิดเื่ใหญ่แล้วพะยะค่ะ!"
"อะไรอีก!?" ฉินอวี้เริ่มหงุดหงิด
"ที่ตำหนักฮองเฮา... มีข่าวลือแพร่สะพัดว่า พระสนมซีใช้วิชามารทำเสน่ห์! และตอนนี้... เหล่าขุนนางาุโ นำโดยท่านราชครู (พ่อของเสิ่นหลาน) กำลังรวมตัวกันที่ท้องพระโรง เรียกร้องให้ตรวจสอบพระสนมซี ข้อหาแม่มดหมอผี พะยะค่ะ!"
หลินอ้ายหยุดเดิน รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเ็าดุจน้ำแข็ง
'มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ... เสิ่นหลาน เ้าช่างขยันขันแข็งเสียจริง'
ฉินอวี้โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
"ไอ้พวกแก่หนังเหนียว! กล้าดียังไง!"
หลินอ้ายวางมือลงบนแขนเสื้อของฮ่องเต้ รั้งพระองค์ไว้
"ใจเย็นเพคะฝ่าา... หมากตานี้ พวกเขาเดินเกมรุกด้วยศรัทธาและความงมงาย หากพระองค์ใช้อำนาจเข้าข่ม จะยิ่งเข้าทางพวกมัน หาว่าพระองค์ถูกมนต์สะกด"
"แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร? ปล่อยให้พวกมันลากเ้าไปเผารึ?"
"ไม่เพคะ..." หลินอ้ายดวงตาวาวโรจน์ ภายใต้หน้ากากผีเสื้อนั้น สมองของบิวตี้บล็อกเกอร์และนักวิทยาศาสตร์เคมีกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว
"ในเมื่อพวกมันกล่าวหาว่าข้าเป็แม่มด... ข้าก็จะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้พวกมันดูสักครั้ง!" นางหันไปสั่งอาชิง
"อาชิง... ไปเตรียมน้ำส้มสายชู ขี้เถ้า และ ดอกอัญชันมาให้ข้า!"
"วันนี้... ข้าจะเปลี่ยนท้องพระโรงให้กลายเป็เวทีมายากล... และราชครูผู้ยิ่งใหญ่ จะได้หน้าแตกจนหมอไม่รับเย็บ!"
หลินอ้ายสะบัดชายแขนเสื้อ เดินนำหน้าฮ่องเต้ไปยังทิศทางของท้องพระโรงอย่างอาจหาญ ปีกผีเสื้อบนหน้าของนางดูเหมือนจะขยับไหวพร้อมรับแรงปะทะ
