ความเย็นเยียบจากเตียงอิฐซึมผ่านกางเกงผ้าฝ้ายตัวหนา เข้าไปบาดลึกถึงกระดูก...
ซู่เวย์นั่งกุมขมับอยู่บนเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่ต่างจากรังนก ในหัวของเธอตอนนี้เหมือนมีเครื่องปั่นน้ำผลไม้กำลังทำงาน ปั่นรวมความทรงจำของคนสองคน สองภพ สองชาติ เข้าด้วยกันจนแยกไม่ออก
เธอข้ามภพมาแล้วจริงๆ
หนี้บ้านที่เพิ่งกัดฟันผ่อนจนหมด หนี้รถหรูที่เหลืออีกแค่สองงวด สัญญาหุ้นส่วนมูลค่ามหาศาลที่เพิ่งจรดปากกาเซ็นกับบริษัทญี่ปุ่นเมื่อวาน ทั้งหมดนั่นกลายเป็เพียงฝุ่นควันในอดีต
ไม่มีใครมารับมรดกความมั่งคั่งของเธอ พ่อแม่จากไปแล้วด้วยอุบัติเหตุเมื่อปีก่อน ซึ่งในนาทีนี้... เธอกลับรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ท่านไม่ต้องมารับรู้ว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนได้หายสาบสูญไปจากโลกใบนั้นแล้ว
อีกมุมหนึ่ง... เธอก็แอบรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ที่พรุ่งนี้เช้าไม่ต้องตื่นตีห้าเพื่อลากสังขารไปประชุมบอร์ดบริหารอีกต่อไป
ทว่า... เมื่อก้มมองสภาพร่างกายปัจจุบัน ความโล่งใจก็มลายหายไปสิ้น
ซู่เวย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะกับอากาศเย็นในห้อง ปี 2024 เธอคือหญิงสาวร่างเล็กเพรียวบาง สูงร้อยหกสิบสาม หนักห้าสิบสี่ ผู้รักสุขภาพและดูแลตัวเองดุจไข่ในหิน
แต่ตอนนี้... ร่างกายนี้... เกินร้อยกิโลกรัมแน่นอน
"เอาวะ! ลุก!"
เธอตบแก้มอูมๆ ของตัวเองเรียกสติ แรงตบเบาๆ แต่เนื้อแก้มกลับสั่นกระเพื่อมอยู่สามจังหวะกว่าจะหยุดนิ่ง
"ลุกขึ้นมาซู่เวย์! ชีวิตยังไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไป!"
เธอลากสังขารอันหนักอึ้งลุกขึ้นสำรวจอาณาจักรใหม่ของตน
บ้านดินสามห้องซอมซ่อ ห้องปู่อยู่ฝั่งตะวันออก เธอครองฝั่งตะวันตก ตรงกลางเป็ห้องโถงรวมครัว ผนังบ้านแปะด้วยหนังสือพิมพ์เก่าจนเหลืองกรอบ เพดานมีรอยรั่วที่ถูกปะไว้ลวกๆ ด้วยดินเหนียว พื้นดินอัดแน่นที่ถูกเหยียบย่ำจนขึ้นเงาวาววับ
ในสายตาของผู้ที่เคยใช้ชีวิตบนคอนโดหรูชั้นสามสิบสอง พร้อมเครื่องฟอกอากาศและระบบสมาร์ทโฮม ที่นี่คือ... พิพิธภัณฑ์แห่งความยากจนที่สมบูรณ์แบบ
แต่เมื่อก้าวเท้าพ้นธรณีประตูออกไปนอกชานบ้าน ทิวทัศน์เบื้องหน้ากลับทำให้ดวงตาของเธอเบิกกว้าง
ลานกว้างขนาดสองหมู่จีน! (ประมาณ 3 ไร่กว่า) ล้อมรอบด้วยรั้วกิ่งไม้เตี้ยๆ แม้ตอนนี้จะเป็ต้นฤดูใบไม้ผลิที่แห้งแล้งของเสฉวน พื้นดินยังโล่งเตียน แต่ฉากหลังที่เป็ทิวเขาซับซ้อนสลับซับซ้อน มียอดเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนตัดกับท้องฟ้าสีครามสดใสนั้น... มันคือวิวระดับร้อยล้าน!
ซู่เวย์ยิ้มกว้างจนตาหยี ชาติที่แล้วเธอทุ่มเงินห้าล้านหยวนเพื่อแลกกับสวนหย่อมเท่าแมวดิ้นตายหน้าคอนโด แต่ชาตินี้... เธอมีลานส่วนตัวกว้างขวางขนาดนี้ นี่มันวิลล่าตากอากาศชัดๆ!
เธอสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก กลิ่นดินชื้นและกลิ่นหญ้าอ่อนหอมสดชื่นราวกับจะชำระล้างปอดที่เต็มไปด้วยควันพิษของเมืองหลวง... ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าบ้านเพราะลมหนาวที่บาดผิวจนตัวสั่น
"เริ่มปฏิบัติการ!"
ิญญา CEO เ้าระเบียบเข้าสิงทันที เธอผู้ซึ่งทนเห็นรอยนิ้วมือบนกระจกรถไม่ได้ จะทนอยู่ในสภาพเล้าหมูแบบนี้ได้อย่างไร? เสื้อผ้าและผ้าห่มส่งกลิ่นเหม็นอับจนแทบจะตั้งได้ ความทรงจำบอกว่าร่างเดิมอาบน้ำปีละสองครั้ง... สองครั้ง!
เธอลงมือเก็บกวาดราวกับพายุเข้า ขนขยะที่สุมไว้ทิ้ง โยนเสื้อผ้าเน่าๆ ลงถังซัก เช็ดกระจก ขัดพื้น ล้างคราบเขม่าดำปี๋ออกจากเตา ขนเครื่องนอนออกไปตากแดดฆ่าเชื้อ
ใกล้เที่ยง... ปู่ซู่เฉียงกลับมาถึงบ้านพร้อมถุงเนื้อหมูครึ่งกิโลในมือที่สั่นเทา
ชายชรายืนตะลึงค้างอยู่หน้าประตูรั้ว ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
หลานสาวตัวดี... ผู้ที่ไม่เคยแม้แต่จะหยิบไม้กวาด... กำลังนั่งขยี้ผ้ากองโตอย่างขะมักเขม้นอยู่กลางลาน แขนอวบใหญ่ซักผ้าด้วยจังหวะกระฉับกระเฉง และเมื่อมองเข้าไปในตัวบ้าน... กระจกใสวิ้ง พื้นสะอาดเอี่ยม ทุกอย่างดูแปลกตาจนน่าใ
"อาเวย์?" เสียงเรียกแ่เบาราวกระซิบ กลัวว่าถ้าเสียงดังไป ภาพฝันตรงหน้าจะสลายหายไป
ซู่เวย์เงยหน้าขึ้น มองชายชราผอมแห้งที่ยืนเกาะรั้วด้วยรอยยิ้มจางๆ
ปู่ซู่เฉียง... อดีตทหารผ่านศึกผู้เกรียงไกร เหรียญกล้าหาญเต็มหน้าอก เคยเป็ถึงองครักษ์ติดตามผู้บัญชาการระดับสูง แต่บัดนี้... เหลือเพียงชายชราขี้โรค ร่างกายผ่ายผอมจนหนังหุ้มกระดูก ไอโขลกเขลกทุกสิบก้าว แต่ยังอุตส่าห์ลากสังขารเดินไปกลับสิบลี้เพื่อซื้อเนื้อมาให้หลานสาวกิน
ความรักที่ยิ่งใหญ่... แลกมาด้วยสุขภาพที่ถดถอย ทั้งหมดเพื่อหลานสาวเนรคุณที่ไม่เคยพูดขอบคุณสักคำ
ความรู้สึกผิดของเ้าของร่างเดิมตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก ซู่เวย์รีบลุกขึ้น รับถุงเนื้อจากมือเหี่ยวย่น แล้วประคองแขนท่านอย่างนุ่มนวล
"ปู่... เหนื่อยไหมคะ? เข้ามานั่งพักก่อนเถอะ" เธอพาปู่ไปนั่งบนเตียงอิฐที่ปูผ้าสะอาดเอี่ยม แล้วรีบรินน้ำอุ่นใส่ถ้วยมาให้
ปู่ซู่เฉียงรับถ้วยน้ำด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาฝ้าฟางกวาดมองบ้านที่สะอาดสะอ้าน ราวกับหลุดเข้ามาในบ้านเศรษฐี
ซู่เวย์รู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงกะทันหันอาจทำให้สงสัย เธอจึงรีบชิงพูดก่อน "ปู่... หนูโตเป็ผู้ใหญ่แล้วนะ ที่ผ่านมาหนูทำตัวเหลวไหล หนูขอโทษ... ต่อไปนี้หนูจะปรับปรุงตัว จะดูแลปู่ให้ดีที่สุด!"
"เอ้อ... ดี! ดีจริงๆ!" ชายชรารีบก้มหน้าดื่มน้ำซ่อนน้ำตาที่รื้นขึ้นมา
ดื่มน้ำไปได้สองอึก ความกังวลเื่หลานสาวก็กลับมา "แล้ว... พ่อหนุ่มคนนั้นล่ะ?"
"เขามีภารกิจด่วน ต้องรีบไปขึ้นรถไฟค่ะ"
ดวงตาของอดีตทหารวาวโรจน์ขึ้นมาทันที "ไปเฉยๆ งั้นรึ? ไม่พูดอะไรทิ้งท้ายเลยหรือ?"
"ปู่คะ..." ซู่เวย์นั่งลงตรงข้าม จับมือปู่ไว้แน่น "เกิดเื่แบบนั้น เขาไม่ชักปืนยิงหนูก็บุญแล้ว ปู่จะไปหวังอะไรอีก?"
"แต่ว่า... เ้าเสียเปรียบเขานะ" ปู่พูดเสียงเครือ มองสภาพหลานสาวด้วยความเวทนาปนกังวล "ถ้าไม่มีใครรับเลี้ยง เ้าจะอยู่ยังไง? ปู่อยู่ได้อีกไม่นาน... เ้าทำกับข้าวก็ไม่เป็ ทำไร่ก็ไม่ไหว ถ้าปู่ตายไป พวกญาติๆ ตระกูลซู่คงมารุมทึ้งบ้าน
แล้วขายเ้าไปเป็เมียคนป่าบนเขาแน่ๆ!"
ยิ่งพูดยิ่งเครียด ปู่ซู่เฉียงไอโขลกๆ จนตัวโยน ละอองเืปนน้ำลายกระเซ็นใส่มือ
"ปู่!" ซู่เวย์ใสุดขีด รีบลูบหลังให้ท่าน "ใจเย็นๆ ก่อน! หนูโกหก! จริงๆ แล้วเขารับผิดชอบ เขาบอกว่าจะกลับมาแต่งงานกับหนู เร็วสุดหนึ่งเดือน ช้าสุดสามเดือน!"
"จริงรึ?" ดวงตาชายชราเบิกกว้างด้วยความหวัง
"จริงสิ ดูนี่... ของหมั้น!"
เธอดึงเชือกเส้นเล็กที่คอเสื้อออกมา เผยให้เห็นจี้หยกรูปน้ำเต้าสีเขียวมรกตที่ส่องประกายแวววับยามต้องแสงแดด เนื้อหยกเนียนละเอียด สีเขียวเข้มจัดดุจผืนน้ำลึก... เป็ของล้ำค่าที่คนธรรมดาไม่มีทางหาซื้อได้
ปู่ซู่เฉียง ผู้เคยเห็นโลกกว้างมามาก มองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือของวิเศษราคาแพงระยับ
"ไม่ได้ขโมยมาใช่ไหม?"
"ปู่! หลานปู่หน้าตาอาจจะขี้ริ้ว แต่หนูไม่เคยเป็ขโมยนะ!"
ก็จริง... เ้าของร่างเดิมถึงจะนิสัยเสียแค่ไหน แต่เื่ลักขโมยของมีค่า เธอไม่เคยสน เพราะสนแต่เื่กินอย่างเดียว
"จริงสินะ... หลานปู่เป็เด็กดี" ปู่ยิ้มจนแก้มปริ ดีใจที่หลานสาวจะมีคนดูแลเสียที
ซู่เวย์ลูบจี้หยกในมือเบาๆ ความจริงคือ... ร่างเดิมกระชากมันติดมือมาตอนนัวเนียเมื่อคืน และในเส้นเื่เดิมที่เธอรับรู้มา ลู่เซินกลับมาทวงคืนแต่ถูกปฏิเสธ สุดท้ายลูกพี่ลูกน้องจอมปลอมชื่อ 'ซู่เสี่ยวเหมย' ก็มาหลอกซื้อจี้นี้ไปในราคาแค่สิบหยวน
หลังจากนั้น ชีวิตของซู่เสี่ยวเหมยก็พุ่งทะยานราวกับติดปีก กลายเป็เศรษฐีพันล้านภายในไม่กี่ปี
สัญชาตญาณนักธุรกิจของซู่เวย์กรีดร้องบอกว่า... ความลับแห่งความมั่งคั่งต้องซ่อนอยู่ในหยกชิ้นนี้!
"ปู่พักผ่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูไปทำกับข้าวให้กิน"
"ไปๆ ปู่ไม่หิวหรอก เ้าทำกินเองเถอะ" ปู่โบกมือไล่ ทั้งที่ท้องร้องจ๊อก เพราะอยากประหยัดข้าวไว้ให้หลาน
ซู่เวย์สะท้อนใจ เดินเข้าครัวด้วยความรู้สึกจุกแน่น
เธอเปิดไหข้าว... มีเพียงแป้งข้าวโพดหยาบๆ ก้นไห กับกะหล่ำปลีเหี่ยวสองหัว และมันฝรั่งที่งอกรากจนเกือบจะเป็ต้นไม้... นี่คือเสบียงทั้งหมดสำหรับห้าวัน
ชาติก่อนเธอเคยกินมื้อละเป็พันหยวนโดยไม่กระพริบตา แต่ตอนนี้... มันฝรั่งงอกรากสามหัวนี้คือสมบัติล้ำค่า
"เอาวะ เป็ไงเป็กัน!"
เธอลงมือจุดไฟในเตาดิน ซาวแป้งข้าวโพด หั่นผักอย่างคล่องแคล่ว แม้จะไม่คุ้นเคยกับครัวโบราณ แต่ทักษะการเอาตัวรอดจากการเข้าค่ายและทำอาหารกินเองสมัยเรียนเมืองนอกก็ช่วยให้เธอประคองตัวไปได้
ขณะที่มือกำลังปรุงอาหาร จู่ๆ จี้หยกที่คอก็อุ่นวาบขึ้นมาแปลกประหลาด...
กลิ่นหอม...
ไม่ใช่กลิ่นหอมธรรมดา แต่เป็กลิ่นหอมเย้ายวนที่ลอยฟุ้งออกมาจากกระทะ ทั้งที่เธอใส่แค่เกลือหยาบกับมันฝรั่งต้มน้ำแกง
ปู่ซู่เฉียงที่นั่งสัปหงกอยู่ ถึงกับสะดุ้งตื่นเพราะกลิ่นหอมเตะจมูก เดินตามกลิ่นเข้ามาในครัว น้ำลายสอเต็มปาก
---
อาหารง่ายๆ ถูกยกขึ้นโต๊ะ
ซู่เวย์ตักโจ๊กข้าวโพดข้นๆ ใส่ชามใหญ่ให้ปู่ พร้อมผัดมันฝรั่งใส่กะหล่ำปลีที่โปะเนื้อหมูชิ้นโตๆ จนพูนจาน ส่วนของเธอ... มีเพียงโจ๊กชามเล็กและน้ำแกงใสๆ
"เวย์... เ้าตักผิดรึเปล่า? มาแลกกัน" ปู่จะเลื่อนชามคืน
"ไม่ค่ะปู่ หนูจะลดน้ำหนัก ปู่กินให้หมดนะ ห้ามเหลือ!"
"ลดน้ำหนัก? ใครบอกเ้าอ้วน? ไหนใครว่าหลานข้า!" ปู่ของขึ้นทันที
"ก็... ลู่เซินบอกว่า อ้วนแบบนี้จะมีลูกยาก..." เธออ้างชื่อทหารหนุ่มหน้าตาเฉย
ปู่ชะงัก เงียบกริบ... ถ้าว่าที่หลานเขยพูดแบบนั้น คนแก่ก็เถียงไม่ออก เพื่อเหลนในอนาคต ยอมก็ได้วะ!
สองปู่หลานเริ่มลงมือทานอาหาร
ทันทีที่โจ๊กคำแรกแตะลิ้น... ดวงตาของทั้งคู่ก็เบิกโพลงพร้อมกัน
ความหวานละมุนของข้าวโพดที่ควรจะหยาบกร้าน กลับนุ่มนวลชุ่มฉ่ำราวกับครีมชั้นดี รสชาติกลมกล่อมของผัดผักธรรมดาๆ ะเิความอร่อยซ่านไปทั่วปาก ทั้งสดชื่น หวานล้ำ และเปี่ยมด้วยพลังงานบางอย่างที่ทำให้อุ่นวาบไปถึงท้องน้อย
ปู่ซู่เฉียงเคี้ยวค้าง... ในชีวิตที่ผ่านร้อนหนาวมาค่อนคน เคยลิ้มรสอาหารเหลาในปักกิ่งมาก็มาก แต่สาบานได้เลยว่า ไม่เคยมีมื้อไหนอร่อยล้ำลึกเท่ากับฝีมือหลานสาวในวันนี้
ส่วนซู่เวย์... ผู้ที่เคยกวาดมิชลินสตาร์มาแล้วทั่วโลก ถึงกับวางชามไม่ลง
จี้หยกที่คอร้อนวูบวาบราวกับกำลังสื่อสารบางอย่าง...
ชัดเจนแล้ว... นี่ไม่ใช่แค่จี้หยกธรรมดา แต่เป็ 'กุญแจ' สู่ความลับบางอย่างที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเธอและปู่ไปตลอดกาล
