เนื่องจากถังเหล่ยบุกทะลวงแนวป้องกันของเมืองหุยฉือ ตี้เลี่ยจึงระดมกองกำลังทั้งหมดไปยังเมืองหุยฉือและด่านจิงเซิน หลังจากกลุ่มทหารมาถึงพวกเขาก็ได้เริ่มแกะรอยจากเมืองหุยฉือทันที
อีกด้านหนึ่งถังเหล่ยคาดเดาเอาไว้แล้ว แม้ว่าตี้เลี่ยจะระดมกองกำลังทหารทั้งหมดในจักรวรรดิซือฉี เขาก็ไม่สามารถตรวจสอบทุกพื้นที่ได้เนื่องจากจักรวรรดิซือฉีมีขนาดค่อนข้างใหญ่
ในขณะนี้ถังเหล่ยไม่ได้ขี่พาหนะใดๆ แม้ว่าการเดินทางของเขาจะช้า แต่การที่ไม่ขี่พาหนะก็สามารถลดร่องรอยการเดินทางได้ สิ่งนี้จึงทำให้การถูกค้นพบเป็ไปได้ยาก
ถังเหล่ยเลือกเดินบนเส้นทางป่าทึบเพื่อหลีกเลี่ยงการไล่ล่าของทหาร แม้ว่าจะมีสัตว์อสูรปรากฏตัวออกมาเป็ครั้งคราว แต่เขาก็มั่นใจว่าสามารถสังหารพวกมันได้
…
ในเวลานี้ภายในด่านจิงเซินก็ได้รับรายงานจากเมืองหลวงจิ่วหั่วแล้ว เหล่าทหารรายงานไปยังผู้บัญชาการของด่านจิงเซินทันที ผู้บัญชาการตี้หลิน
ตี้หลินผู้นี้ไม่ได้มีความพิเศษในจักรวรรดิซือฉีแต่อย่างใด บางคนไม่เคยได้ยินชื่อของเขาเลยด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามตี้เลี่ยและตี้เหยียนที่เมื่อได้ยินชื่อของตี้หลินจะต้องหวาดผวาทันที
ตี้หลินเป็น้องของจักรพรรดิคนก่อน หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หายตัวออกจากจักรวรรดิซือฉีมาประจำการอยู่ที่ด่านจิงเซิน นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีคนรู้จักเขาไม่มากนัก
“ท่านแม่ทัพ มีข่าวจากวังหลวง!” ทหารผู้หนึ่งกล่าวพร้อมมอบสารให้กับตี้หลิน
การสื่อสารระหว่างด่านจิงเซินและวังหลวงนั้นใช้สัตว์อสูรบินที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และวิธีนี้เป็วิธีสื่อสารที่รวดเร็วที่สุด
หลังจากตี้หลินเห็นรายงานในนั้นเขาก็โยนสารนั้นให้กับทหารที่อยู่ด้านข้าง และกล่าวอย่างไม่แยแสออกมาทันที
“ไม่ต้องกังวลเื่เล็กน้อยเท่านั้น ไปลาดตระเวนตามปกติ”
ทันทีที่ตี้หลินกล่าวจบ ทหารที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ถอยหลังจากไปทันที
ในสารนั้นรายงานเกี่ยวกับถังเหล่ยที่ลงมือสังหารตี้เทียนเซิ่งได้หลบหนีไปยังทิศทางของด่านจิงเซิน ตี้หลินไม่สนใจเกี่ยวกับรายงานการตายของสมาชิกในตระกูลตี้ด้วยซ้ำ
เพราะสารที่ถูกส่งมาไม่ใช่ของผู้าุโใหญ่ ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจ
อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจของตี้หลินได้ก็คือบิดาของตี้เทียนเซิ่ง ตี้เลี่ยผู้นี้เป็หนึ่งในองค์ชายที่ทรงอำนาจมากที่สุดในจักรวรรดิซือฉี
“บุตรของตี้เลี่ยถูกสังหารอย่างนั้นหรือ? ข้าก็อยากจะรู้ที่มาที่ไปเช่นกัน!” ตี้หลินพึมพำกับตัวเอง
อีกด้านหนึ่งถังเหล่ยกำลังเดินทางอยู่บนเทือกเขาและมุ่งหน้ามายังด่านจิงเซินอย่างต่อเนื่อง ระหว่างการเดินทางเขาก็ได้พบเจอกับสัตว์อสูรอยู่เป็ครั้งคราว หากพวกมันไม่ได้โจมตีเขา เขาก็จะไม่ลงมือเช่นกัน
จากการคาดเดาของถังเหล่ยหากเขายังคงเดินทางอย่างต่อเนื่องรุ่งเช้าก็คงไปถึงด่านจิงเซินแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะผ่านด่านจิงเซินไปได้อย่างไร?
หลังจากพระอาทิตย์ตกดินถังเหล่ยสามารถใช้ความมืดมิดอำพรางตัวได้
ในขณะที่ถังเหล่ยกำลังะโไปมาอยู่บนต้นไม้อย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นก็มีเงาดำเงาหนึ่งพุ่งออกมาจากความมืดมิดและพุ่งไปที่ลำคอของเขาโดยตรง แม้ว่าการโจมตีในครั้งนี้จะเป็การโจมตีอย่างกะทันหัน แต่เขาก็ยังใช้มือของเขาคว้าไปจับศีรษะของร่างนั้นได้ทัน
นี่คือสัตว์อสูรระดับสองที่ซ่อนตัวอยู่โดยหวังจะโจมตีผู้บุกรุก
ถังเหล่ยออกแรงเพียงเล็กน้อยก็บีบศีรษะของสัตว์อสูรให้แตกคามือและโยนทิ้งไป เขาค่อยๆ นั่งลงและฟังเสียงที่ดังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างใจจดใจจ่อ
“ให้ตายสิ! นี่พวกเราได้รับงานประเภทใดกันแน่? เหตุใดพวกเราจึงได้รับมอบหมายให้เข้ามาในป่าทึบเช่นนี้ หากสัตว์อสูรพบเจอเรา เราคงเป็อาหารชั้นดีของพวกมัน” เสียงดังลอยมาพร้อมกับเสียงฝีเท้า
“หยุดพูดจาไร้สาระได้แล้ว เรากำลังตามหาคนที่ฆ่าบุตรของอ๋องเลี่ยอยู่ ข้าคิดว่าเขาต้องตายแน่ เพราะข้าได้ยินมาว่าอ๋องเลี่ยมาที่นี่เพื่อจะลงมือด้วยตนเอง”
ทหารผู้หนึ่งกล่าวขณะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง สิ่งที่พวกเขากังวลมากที่สุดในเวลานี้ก็คือการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูร แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือเหนือศีรษะของพวกเขานั้นมีร่างที่พวกเขาตามหาจ้องมองอยู่
หลังจากที่ถังเหล่ยประเมินสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่งและเห็นว่าทหารกลุ่มนี้มีเพียงห้านายเท่านั้น เขาจึงตัดสินใจะโลงมาพร้อมกับกริชในมือ ลมหายใจต่อมาการโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียวของเขาก็สามารถสังหารทหารไปได้ถึงสองคน
“นั่นใคร!?”
ทหารที่เหลือต่างพากันตกตะลึง พวกเขาคาดไม่ถึงว่าในสถานที่แห่งนี้จะมีคนซุ่มโจมตีอยู่ และยังสามารถสังหารพี่น้องของพวกเขาไปได้ถึงสองคนในพริบตาเดียว ลมหายใจต่อมาทหารอีกสองคนก็ได้ล้มลงกับพื้น
ทันใดนั้นทหารคนสุดท้ายก็ััได้ถึงกริชที่เย็นราวกับหิมะจ่ออยู่ที่ลำคอของตนเอง
“ข้าขอถามคำถามเ้าสักสองสามข้อ หากเ้าตอบได้น่าพึงพอใจ ข้าจะไว้ชีวิตเ้า”
แม้ว่าทหารผู้นี้จะไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดเจน แต่เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายนั้นคือบุคคลที่พวกเขากำลังตามหา
“เ้าคือถังเหล่ย!?” ทหารกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“ใช่ แต่ในเวลานี้เ้าไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม หากเ้ายังพูดเฉไฉข้าจะตัดมือของเ้าทิ้งทันที” ถังเหล่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงดุร้าย ความจริงแล้วเขาไม่มีเวลาคุยกับอีกฝ่าย
“เ้ากล่าวว่าตี้เลี่ยมาที่นี่ด้วยตัวเอง เป็เื่จริงหรือ?” ถังเหล่ยถามทันที
ทหารผู้นี้คือผู้ที่กล่าวว่าตี้เลี่ยจะมาที่นี่ด้วยตนเอง
“ข้ายังได้ยินมาว่าอ๋องเลี่ยจะลงมือสังหารเ้าเองอีกด้วย” ทหารคนสุดท้ายกล่าวพร้อมกับเหลือบตามองไปยังกริชที่จ่อลำคอของเขา
“จงบอกแผนการที่ด่านจิงเซินมา” ถังเหล่ยกล่าวอีกครั้ง
น้ำเสียงอันดุร้ายที่ดังออกมาจากความมืดมิด ทำให้ทหารผู้นี้รู้สึกหวาดกลัวเป็อย่างมาก
“อ๋องเลี่ยจะใช้วิธีซุ่มโจมตี เพราะเขาไม่มีอำนาจสั่งการทหารที่ประจำการอยู่ด่านจิงเซิน!” นายทหารกล่าวทุกอย่างที่เขารู้กับถังเหล่ยอย่างร้อนรน
“เหตุใดผู้ทรงอำนาจอย่างตี้เลี่ยจึงไม่สามารถสั่งการทหารที่อยู่ด่านจิงเซินได้?”
ถังเหล่ยถามอีกครั้ง คำกล่าวของทหารผู้นี้ทำให้เขารู้สึกสับสน เพราะเขารู้เพียงว่าด่านจิงเซินเป็ป้อมปราการที่กั้นระหว่างจักรวรรดิซือฉีและูเาจู่หุนเท่านั้น
“ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้จริงๆ” ทหารกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าโทษว่าเป็ความผิดของข้าก็แล้วกัน” ถังเหล่ยกล่าวอย่างเ็า จากนั้นเขาก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง ลมหายใจต่อมาร่างของทหารคนสุดท้ายก็ล้มลงกับพื้น
“ตี้เลี่ยมาด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ? แต่ด่านจิงเซินก็น่าสนใจพอสมควร เหตุใดตี้เลี่ยผู้ทรงอำนาจจึงไม่สามารถสั่งการทหารที่อยู่ด่านจิงเซินได้? ข้าจะต้องใช้โอกาสนี้ผ่านด่านจิงเซินไปให้ได้”
ถังเหล่ยพึมพำกับตัวเองขณะที่กำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง แต่การเดินทางในครั้งนี้เขาจะต้องเร่งความเร็วขึ้นเป็เท่าตัว เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้เขารู้ว่ากองกำลังของตี้เลี่ยตามทันแล้ว
……
