“เอ๊ะ เป็พี่ใหญ่เจิ้งมิใช่หรือ ไฉนแขนเสื้อข้างซ้ายของเขาจึงว่างเปล่าเช่นนั้น หรือว่าข้ามองผิดไป?” หวังต้าเหน่าไต้ที่นั่งปอกถั่วลันเตาใส่อ่างไม้ในลานบ้านตนเอง จับจ้องไปยังชายหนุ่มสวมเสื้อสีเทาที่นั่งอยู่บนเกวียนลา เอ่ยกับตนเองจนไม่ทันสังเกตเห็นคนที่วิ่งเหยาะๆ ตามเกวียนลาว่าคือหวังเฮ่าลูกพี่ลูกน้องของเขา
ไม่นานก็มีชาวบ้านบางคนจำชายหนุ่มทั้งสองคนได้ ชายหนุ่มไร้แขนซ้ายสวมชุดสีเทาที่นั่งบนเกวียนลาคือเจิ้งหยวน ส่วนชายหนุ่มสวมชุดสีฟ้าที่วิ่งเหยาะๆ ตามเกวียนลาคือหวังเฮ่า
ชายหนุ่มสองคนเข้ารับราชการทหารในปีเดียวกัน และกลับมาที่หมู่บ้านพร้อมกัน
เกวียนลาสีเทาจอดลงที่หน้าบ้านของเจิ้งหยวน หวังเฮ่าพยุงเจิ้งหยวนลงจากเกวียน แล้วจ่ายเงินค่าเกวียนลาให้กับชายชราเคราขาว
ตลอดทางที่นั่งเกวียนลา ในแต่ละวันล้วนเป็หวังเฮ่าที่จ่ายเงิน อาหารการกินและที่พักระหว่างทางล้วนเป็หวังเฮ่าที่จ่าย
นี่อยู่ภายใต้สายตาของชายชราเคราขาวมาตลอด เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยยกย่อง “เ้าหนุ่ม เ้าเป็คนดีจริงๆ เ้าช่างดีต่อสหายร่วมรบจริงๆ”
“ท่านลุงดื่มน้ำก่อนแล้วค่อยไปหรือไม่ขอรับ?” ครั้นหวังเฮ่าเห็นว่าชายชราเคราขาวรีบร้อนจะจากไป จึงไม่รั้งอีกต่อไป
เจิ้งฮวาวิ่งก้าวสั้นๆ ออกมาจากแปลงผักในสวนหลังบ้าน มือซ้ายของนางยังถือต้นหอมหนึ่งกำอยู่ เมื่อเห็นเจิ้งหยวนก็ดีใจจนะโเสียงดังว่า “ท่านพ่อ!”
ั์ตาของเจิ้งหยวนหันไปมอง สายตาของเขาตกลงที่เจิ้งฮวาบุตรสาวคนเดียวที่เพิ่งสูงถึงต้นขาของเขา พลางเอ่ยช้าๆ “ฮวาฮวา”
ครั้งล่าสุดที่เขากลับบ้านคือเมื่อหนึ่งปีก่อน บุตรสาวจำเขาไม่ได้แล้ว เพื่อให้บุตรสาวจดจําเขาได้ เขาจึงเป็ม้าให้บุตรสาวขี่อยู่บนบ่าไปในตำบล และยังซื้อของกินอร่อยๆ จำนวนหนึ่งให้บุตรสาวด้วย
ครานี้คิดว่าบุตรสาวอาจจะจำเขาไม่ได้อีกครั้ง แต่คิดไม่ถึงว่าบุตรสาวจะเรียกเขาว่าท่านพ่อ
เจิ้งฮวาวัยห้าขวบกว่าๆ ะโเสียงดังไปทางหลังบ้านว่า “ท่านย่า ท่านพ่อของข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ”
ไม่นาน เฝิงซื่อมารดาของเจิ้งหยวนก็เดินจากแปลงผักในสวนหลังบ้านมาจนถึงลานหน้าบ้าน ครั้นเห็นเจิ้งหยวนก็ดีใจและแปลกใจเป็อย่างยิ่ง แต่พอเห็นว่าแขนเสื้อข้างซ้ายของชายหนุ่มว่างเปล่า ทันใดนั้นก็เอ่ยถามอย่างอยากที่จะเชื่อสายตา “แขนซ้ายของเ้าเล่า?”
เจิ้งหยวนคุกเข่าลงกับพื้นทันที ก่อนเอ่ยด้วยเสียงสะอึกสะอื้น “ท่านแม่ แขนซ้ายของลูกถูกพวกโจรชั่วตัดขาด กองทัพให้ลูกปลดประจำการกลับภูมิลำเนา ลูกจึงต้องกลับมาขอรับ”
หวังเฮ่าเห็นว่าศีรษะของเฝิงซื่อเอนไปด้านหลังคล้ายกำลังจะล้มลงกับพื้น จึงรีบประคองเฝิงซื่อเอาไว้ พลางกล่าวให้กำลังใจ “ท่านป้าเฝิง พี่ใหญ่เจิ้งของข้ายังมีชีวิตอยู่ แค่มีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว คนเราเมื่อมีชีวิตอยู่ก็ยังมีความหวัง ท่านอย่าได้คิดมากไปเลยขอรับ”
“์ทรงโปรด เหตุใดชีวิตของบุตรชายข้าถึงได้ลําบากเพียงนี้ เหตุใด์ถึงให้บุตรชายข้าไร้แขนหนึ่งข้าง ต่อไปบุตรชายข้าจะอยู่อย่างไรเล่า?” เฝิงซื่อร้องไห้ด้วยความเสียใจ
เฝิงซื่ออายุสี่สิบต้นๆ มีใบหน้าเหลี่ยม โหนกแก้มสูง ริมฝีปากใหญ่ ดูเป็คนโหดร้าย ทว่าแท้จริงแล้วนางเป็คนดีมากคนหนึ่ง
เฝิงซื่อเป็หญิงม่าย สามีเสียชีวิตตอนที่นางอายุสิบแปดปี ทิ้งบุตรชายสองคนไว้ให้นางเลี้ยง
เจิ้งหยวนเป็บุตรชายคนโต เจิ้งหลินเป็บุตรชายคนรอง
หลังจากเจิ้งหยวนเข้าร่วมกองทัพเมื่อหลายปีก่อน เพื่อหาเงินแต่งภรรยา เจิ้งหลินจึงกราบอาจารย์เรียนเป็ช่างก่ออิฐที่อําเภอ ผู้ใดจะรู้ว่าคานบ้านจะพังลงมาั้แ่ครั้งแรกของการสร้างบ้าน และกระแทกเข้ากับศีรษะของเจิ้งหลินพอดี ทำให้เจิ้งหลินเสียชีวิต
ยามนี้เฝิงซื่อเหลือบุตรชายเพียงคนเดียวคือเจิ้งหยวน เจิ้งหยวนยังมาแขนขาดเช่นนี้ เมื่อได้เห็นว่าเจิ้งหยวนแขนขาดไปหนึ่งข้าง จะไม่ให้นางเศร้าโศกได้หรือ?
“ท่านพ่อ ท่านย่า” เจิ้งฮวาที่ยังเด็กก็พอรู้ความบ้างแล้ว นางใกลัวจนร้องไห้ฮือๆ
“เข้าไปคุยในบ้านเถิดขอรับ” หวังเฮ่าเอ่ยโน้มน้าวคนตระกูลเจิ้งทั้งสามให้เข้าไปในห้องโถงหลักที่เรียบง่ายและเก่าทรุดโทรม เขาหันกลับไปเห็นชาวบ้านหลายคนยืนอยู่นอกลานบ้าน ก็ทอดถอนใจยาวหนึ่งเสียงพลางส่ายหน้า
เขาเล่าถึงเื่ที่เกิดขึ้นกับเจิ้งหยวนในกองทัพให้เฝิงซื่อฟังอย่างชัดเจนและตรงประเด็น ก่อนเอ่ยถามว่า “พี่สะใภ้ของข้าล่ะขอรับ?”
เฝิงซื่อร่ำไห้พลางเอ่ย “นางกลับบ้านเดิมแล้ว”
หวังเฮ่าเอ่ยถามด้วยความตั้งใจดี “ท่านป้าเฝิง ให้ข้าไปที่บ้านของพี่สะใภ้ และเรียกนางกลับมาดีหรือไม่?”
ตระกูลเจิ้งเป็คนต่างสกุล ไม่มีญาติพี่น้องในหมู่บ้าน
ตอนเด็กๆ หวังเฮ่าเที่ยวเล่นกับเจิ้งหยวนอย่างสนิทสนม เจิ้งหยวนยังเกือบจะได้เป็พี่เขยของหวังเฮ่าแล้ว ต่อมาทั้งสองคนก็กลายเป็สหายร่วมรบ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
หวังเฮ่าไม่อาจมองเจิ้งหยวนยอมแพ้ที่จะมีชีวิต เพราะสูญเสียแขนข้างหนึ่งไปอย่างกล้าหาญได้ เขาอยากเกลี้ยกล่อมครอบครัวของเจิ้งหยวนก่อนว่าอย่าทอดทิ้งเจิ้งหยวน
เสียงของหวังต้าเหน่าโถวดังมาจากนอกลานบ้านว่า “พี่เฮ่า ท่านเพิ่งกลับจากกองทัพ อย่าได้เดินทางอีกเลย รีบกลับบ้านเถิด ข้าจะไปเรียกแม่ฮวาฮวากลับมาเองขอรับ”
ครั้นเฝิงซื่อได้ยินคนเอ่ยถึงลูกสะใภ้ก็ใจเย็นลงทันที
นางเป็มารดาผู้ให้กำเนิดของเจิ้งหยวน เจิ้งหยวนเป็บุตรชายคนเดียวของนาง นางไม่มีทางรังเกียจเจิ้งหยวนอย่างแน่นอน ทว่าหากเป็ลูกสะใภ้ก็ยากที่เอ่ย ยุคสมัยนี้มีคนหลายคนที่ทอดทิ้งคู่ชีวิตยามถึงคราวเคราะห์ภัย
นางร้องไห้พลางเอ่ยกำชับหลานสาว “ฮวาฮวาตามไปด้วย เ้าอย่าร้องไห้ ฮวาฮวาเห็นมารดาแล้วอย่าร้องไห้”
เจิ้งฮวาตามหวังต้าเหน่าโถวไปตามหวงซื่อภรรยาของเจิ้งหยวนที่บ้านเดิม ซึ่งอยู่ห่างออกไปสิบห้าลี้
หวังเฮ่าโน้มน้าวเฝิงซื่ออีกครั้ง จากนั้นจึงกล่าวลาแล้วเดินจากไป ปล่อยให้แม่ลูกชีวิตอาภัพคู่นี้ได้สนทนากันตามลำพัง
เมื่อคนในวงศ์ตระกูลหวังเห็นหวังเฮ่า ต่างก็เข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น “น้องเฮ่า เ้ากลับมาได้อย่างไร?”
หวังเฮ่าไม่ได้ปิดบังเื่สร้างความดีความชอบ สนทนากับคนในตระกูลหลายประโยค ได้รับทั้งคำแสดงความยินดีอย่างจริงใจและอิจฉาอย่างท่วมท้นจากคนในตระกูล
เมื่อก่อนตอนที่หวังเฮ่าอยู่ในหมู่บ้าน เพราะรู้อักษรและมีหลักการ ครอบครัวเข้มงวด กตัญญูต่อผู้าุโ เคารพพี่ชาย รักใคร่น้องชายน้องสาว และยังรู้จักพูดคุยสานสัมพันธไมตรี เมื่อใดที่ชาวบ้านเอ่ยถึงเขาล้วนต้องยกนิ้วให้
เขาไม่ได้สังเกตเห็นว่า วันนี้คนในตระกูลปฏิบัติต่อเขาแตกต่างจากเมื่อก่อนเล็กน้อย
“เจิ้งหยวนไม่มีแขนซ้ายแล้ว!”
“แย่แล้ว เจิ้งหยวนกลับมาจากกองทัพเพราะแขนซ้ายขาดแล้ว”
“ไอหยา แขนซ้ายของเจิ้งหยวนขาดได้อย่างไร? ครั้งที่แล้วตอนเขากลับมายังดีๆ อยู่เลย เหตุใดคราวนี้ถึงไม่มีแขนซ้ายแล้วเล่า?”
“เฮ้อ เป็ทหารก็ไม่ใช่เื่ดีอะไรอยู่แล้ว เจิ้งหยวนแขนขาดเพียงข้างเดียวก็ยังถือว่าโชคดีในความโชคร้าย บางคนแม้แต่ชีวิตก็ไม่มีแล้ว!”
“ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับามาก่อน เหตุใดแขนซ้ายของเจิ้งหยวนจึงไม่มีแล้ว ถูกผู้ใดทำขาดหรือ?”
“เจิ้งหยวนไม่มีแขนซ้าย ต่อไปจะถือจอบทำไร่ทำนาได้อย่างไร น่าเวทนานัก”
“เฮ้อ คนยังดีๆ อยู่ เหตุใดไปอยู่ในกองทัพแล้ว ถึงกลับมาพร้อมสภาพเช่นนี้ได้เล่า?”
ทุกคนที่เห็นว่าเจิ้งหยวนไม่มีแขนซ้ายจนกลายเป็คนพิการ ต่างก็ใเป็อย่างยิ่ง และยังมีความเห็นอกเห็นใจอยู่ด้วย
ความสนใจของทุกคนตกอยู่ที่เจิ้งหยวน ล้วนไม่ได้สนใจหวังเฮ่าที่สร้างผลงานจนได้เลื่อนขั้นและได้กลับบ้านแล้ว
หวังเฮ่าเดินบนถนนลูกรังในหมู่บ้าน มุ่งสู่บ้านตนเองพลางนึกถึงคนในครอบครัว เพราะความเศร้าที่มาจากเจิ้งหยวนน้อยลงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงหลี่ชิงชิงภรรยาที่เพิ่งตบแต่งเข้าตระกูล ในใจของเขาก็พลันร้อนรุ่มขึ้นมา
“บ้านเ้าสร้างเรือนอิฐแล้ว! เรือนอิฐหลังใหญ่และแข็งแรงยิ่ง!”
“บ้านเ้าขายสูตรไข่เค็ม ขายซาลาเปาจนร่ำรวย อ้อ ไข่เค็มและซาลาเปาล้วนเป็สิ่งที่ภรรยาเ้าคิดขึ้นมา”
หวังเฮ่ายังไม่ทันได้เดินถึงบ้าน ก็มีชาวบ้านเล่าเื่ดีๆ ของตระกูลหวังใน่หลายเดือนที่ผ่านมาให้ฟังอย่างกระตือรือร้น
“พี่สาม!” น้ำเสียงตื่นเต้นเต็มเปี่ยมของหวังเลี่ยงดังอยู่ไม่ไกล
ตามมาด้วยเสียงสูงอันเป็เอกลักษณ์ของสตรีอย่างหลิวซื่อ และยังแฝงด้วยความแปลกใจเป็อย่างยิ่ง “หวังเฮ่า! หวังเฮ่าเ้ากลับมาแล้ว!”
หวังเฮ่าเห็นตำแหน่งที่ตั้งเรือนอิฐที่ถูกชาวบ้านเอ่ยชมแล้ว รู้สึกราวกับกําลังฝันอยู่ จากนั้นก็ถูกเสียงะโของมารดาและน้องชายกระตุ้นอารมณ์ ทำเอาตื่นเต้นดีใจจนเกือบน้ำตาไหล
เขากลับถึงบ้านแล้ว กลับบ้านมาอย่างปลอดภัย
