หลี่อันหรานผลักเขาลงเตียงอย่างแรงอีกครั้ง
ครานี้เจียงเฉิงโมโหแล้ว “หลี่อันหราน ทำอันใดของเ้าน่ะ?”
“ทำไม เผยธาตุแท้ออกมาแล้วหรือ? ในที่สุดก็โมโหแล้วใช่หรือไม่? โมโหที่ข้าทำให้ตาบอดใช่หรือไม่? ก็ได้ หากท่านรู้สึกว่าการไปคือการตัดสินใจที่ถูก เช่นนั้นก็ไปเถิด ข้าจะไม่รั้งไว้เช่นกัน แต่ข้าขอบอกอะไรไว้อย่าง ข้าเกลียดที่ท่านเอาแต่ปฏิบัติต่อข้าด้วยท่าทีของการตอบแทนบุญคุณที่สุดแล้ว”
หลี่อันหรานเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปทันทีที่พูดจบ ทว่ากลับชนเข้ากับเสิ่นอิ๋นหวนที่หน้าประตูเสียอย่างนั้น
เสิ่นอิ๋นหวนเซถอยหลัง หลี่อันหรานรีบเข้าไปช่วยประคองแต่สายตากลับเหลือบไปเห็นเครื่องประดับในมือผู้เป็แม่เสียก่อน นั่นเป็สินเดิมั้แ่ตอนที่เสิ่นอิ๋นหวนแต่งงาน แม้แต่ยามที่คนทั้งครอบครัวใกล้อดตาย เสิ่นอิ๋นหวนยังไม่เคยนำออกมาด้วยซ้ำ
หลี่อันหรานจำได้ว่าเคยถามว่าเหตุใดไม่นำไปแลกเป็เงิน? เพราะเก็บไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์
ตอนนั้นเสิ่นอิ๋นหวนตอบว่า ‘ตราบใดที่ยังมีสิ่งนี้อยู่ พวกเราจะได้รู้ว่าต่อให้เผชิญความยากลำบากเพียงใดก็ยังมีทางถอย การมีอยู่ของปิ่นปักผมอันนี้ช่วยให้พวกเราไม่ถึงขั้นอับจนหนทาง ดังนั้น จะขายไม่ได้เด็ดขาด’
และก็เพราะมีปิ่นอันนี้อยู่ ทุกคนจึงได้เชื่อว่าปัญหาทั้งหมดมีทางออก เพราะพวกเขายังมีปิ่นที่สามารถแลกเป็เงินได้
ทุกคนในครอบครัวยืนหยัดมาถึงทุกวันนี้ได้เพราะมีกำลังใจเช่นนี้
หลี่อันหรานเข้าใจถึงความสำคัญของปิ่นอันนี้เป็อย่างดี นางรีบคว้ามาถือเอง “ท่านแม่ นี่ท่านจะขายมันเพื่อเขาหรือ?”
“ตอนนี้ความเป็อยู่ของพวกเราดีขึ้นจากเมื่อก่อนมาก มีบ้านมีอาหาร เหตุใดจะไม่…”
“ไม่ได้” หลี่อันหรานตัดบท ฉายชัดถึงความโมโห “นี่เป็ทุกอย่างของครอบครัว ท่านจะนำไปขายไม่ได้” นางตะเบ็งเสียง
เจียงเฉิงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังกล่าวเสียงทุ้มเช่นกัน “ท่านป้า ขอบคุณสำหรับความหวังดีจากท่าน ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไปจากที่นี่ ไม่จำเป็ต้องใช้เงินแล้วขอรับ”
เขาพูดจบแล้วทำท่าจะจากไป เสิ่นอิ๋นหวนเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาห้าม
หลี่อันหรานหันไปมองเขาเพียงแวบหนึ่ง ก่อนหมุนตัวเดินจากไปพร้อมปิ่นปักผมในมือโดยไม่พูดอะไร ทิ้งให้เจียงเฉิงกับเสิ่นอิ๋นหวนอยู่กันตามลำพังภายในห้อง ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันบ้าง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการแสบตาของเจียงเฉิงก็ค่อยๆ หายไป เขาเริ่มลืมตาได้ อีกทั้งการมองเห็นก็ไม่กระทบแม้แต่น้อย
เสิ่นอิ๋นหวนรู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนัก “นี่… เท่านี้ก็หายแล้วหรือ?”
เจียงเฉิงไม่เข้าใจเช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้น “ข้ามองเห็นแล้วขอรับท่านป้า ซ้ำยังเห็นชัดมาก” เขาเอื้อมมือมาแตะตาตัวเอง พบว่าไม่เกิดความรู้สึกแสบร้อนแบบก่อนหน้านี้แต่อย่างใด
ครั้นได้ยินดังนั้น เสิ่นอิ๋นหวนจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นก็ดีแล้ว ป้าจะไปบอกอันหราน เ้าอย่าไปนะ อย่าไปเด็ดขาดเชียวละ”
หลังจากที่เสิ่นอิ๋นหวนออกไป เจียงเฉิงนั่งครุ่นคิดถึงปฏิกิริยาและพฤติกรรมของหลี่อันหรานอยู่ภายในห้องเงียบๆ เขาคิดได้อย่างฉับพลันว่านางอาจรู้ผลลัพธ์มาั้แ่ต้นแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงได้พูดประชดมากมายแบบนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น นางเป็ผู้เก็บพริกกลับมา ่แรกสุดนางเคยบอกว่าจะคิดค้นเต้าเจี้ยวเผ็ด หากพริกมีพิษจริง เช่นนั้นจะนำมากินได้อย่างไร? ดูท่าว่า…
เจียงเฉิงเข้าใจแล้ว ดูท่าว่านางจะจงใจปั่นหัวเขา
เขาอดหัวเราะไม่ได้ น่าขันที่เขาจริงจังถึงขั้นคิดจะไปจากที่นี่ ไม่เคยฉุกคิดถึงจุดที่ไม่ชอบมาพากลแม้แต่น้อย คงต้องโทษที่ตัวเองใจร้อน หุนหันพลันแล่นเกินไป
เจียงเฉิงตบหน้าผากตัวเองฉาดหนึ่ง เขาได้ยินเสียงของเสิ่นอิ๋นหวนกับหลี่อันหรานดังมาจากด้านนอก “ท่านจะพาข้าไปที่ใด?”
“เ้ามาดูสิ ดวงตาของฉางควนไม่เป็อะไรแล้ว หายเป็ปกติแล้ว พวกเราไม่ต้องขายสมบัติแล้ว” เสิ่นอิ๋นหวนตื่นเต้นดีใจประหนึ่งว่าเจียงเฉิงเป็สมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวนางอย่างไรอย่างนั้น
หลี่อันหรานสลัดมือมารดาทิ้งและกล่าวอย่างไม่ยินยอมใจ “ท่านแม่ ข้าก็บอกแต่แรกแล้วว่าเขาไม่เป็อะไร เป็ท่านเองที่ตื่นใเกินกว่าเหตุ”
“เ้าเข้าไปดูเถิด” เสิ่นอิ๋นหวนลากหลี่อันหรานเข้าไปในห้องของเจียงเฉิง ทว่าหลี่อันหรานไม่ยินยอม นางสลัดมือเสิ่นอิ๋นหวนทิ้งอีกครั้งพลางบ่นอุบอิบ “ข้าไม่ไป เขาจะไปอยู่แล้ว จะไปดูให้ได้อะไร อีกอย่างเขาเป็เพียงแขกที่ผ่านทางมา ท่านไม่ต้องกระตือรือร้นขนาดนั้น พวกเรายังมีเื่ของตัวเองต้องไปทำอีกมาก ไม่มีเวลามาสนใจคนที่ไม่สำคัญหรอก”
สิ้นเสียง นางก็ทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป
แต่เสิ่นอิ๋นหวนคว้าแขนนางไว้อีกครั้ง “ลูกคนนี้นี่ อย่าคิดว่าแม่มองไม่ออก หรือว่าเ้าจะมีใจให้ฉางควน…”
“ท่านแม่” หลี่อันหรานตัดบททันที “ตอนนี้พวกเรากินไม่อิ่มด้วยซ้ำ จะเอากะจิตกะใจอันใดมาคิดเื่อื่น ท่านอย่าคาดเดาเหลวไหล”
หลี่อันหรานหันตัวจากไป ทิ้งให้เสิ่นอิ๋นหวนยืนถอนหายใจอยู่ตรงนั้น
อึดใจหนึ่ง เจียงเฉิงก็เดินออกมาจากห้อง “ท่านป้า”
ครั้นได้ยินเสียงเรียก เสิ่นอิ๋นหวนจึงหันไปทางเขาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า “ฉางควน อาการเ้าเป็อย่างไรบ้าง? ยังแสบตาอยู่หรือไม่?”
“ไม่แล้วขอรับ ขอบคุณท่านป้าที่เป็ห่วง”
“เช่นนั้นก็ดี รีบเข้าห้องไปพักผ่อนเถิด ป้าจะไปทำอาหารให้พวกเ้ากิน” ครั้นพูดจบ นางจึงเดินออกไปเตรียมมื้อเที่ยงที่ห้องครัว
หลี่อันหรานนั่งอยู่ภายในห้องด้วยความรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย แต่นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดตัวเองจึงไม่สบอารมณ์เช่นนี้ หลังจากคิดอยู่นาน นางจึงตัดสินใจโยนความผิดให้หลี่เยวี่ยซือ ใช่ เป็เพราะหลี่เยวี่ยซือ หากวันนี้อีกฝ่ายไม่มาหาเื่ถึงที่ก็คงไม่เกิดเื่วุ่นวายมากขนาดนี้
ระหว่างที่กำลังใช้ความคิดกับตัวเอง หลี่อันอันก็เดินเข้ามาพอดี “ท่านพี่ ท่านแม่ให้ท่านไปช่วยทำมื้อเที่ยงเ้าค่ะ”
หลี่อันหรานลูบศีรษะของหลี่อันอันอย่างแ่เบา จังหวะที่กำลังจะเดินออกไป อยู่ๆ นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ นางโน้มตัวลงไปพูดกับหลี่อันอัน “อันอันเด็กดี เ้าไปดูหน่อยว่าพี่ชายฉางกำลังทำอะไร จำไว้นะ ห้ามบอกว่าพี่เป็คนให้ไปดู”
หลี่อันอันพยักหน้าหงึกๆ อย่างเชื่อฟังแล้วเดินออกไป
หลี่อันหรานจึงค่อยออกไปช่วยเสิ่นอิ๋นหวนทำอาหารที่ครัว ระหว่างที่ทำอาหาร เสิ่นอิ๋นหวนก็คอยสังเกตหลี่อันหรานอยู่ตลอด นางพยายามกล่าวถึงเจียงเฉิง “เ้ากับฉางควนทะเลาะกันหรือ? ทะเลาะกันเื่อะไร?”
หลี่อันหรานเติมฟืนไม้ใส่เตาไปด้วย พูดอย่างไม่ยี่หระไปด้วย “เปล่า ข้าไม่มีเวลาว่างมาทะเลาะหรอก”
“แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน มีหรือจะมองไม่ออก เ้ามีใจให้ฉางควนใช่หรือไม่?”
หลี่อันหรานหันขวับทันที “ท่านแม่คิดเหลวไหลอีกแล้ว”
“แม่ไม่ได้คิดเหลวไหล นี่เป็ความจริง แม่เคยพบเจอคนเช่นฉางควนมาไม่มาก เขามีความรู้มีมารยาท ทั้งยังรูปร่างสูงใหญ่ สามารถทำงานได้ นิสัยก็ดี หน้าตาหล่อเหลา หากได้แต่งงานกันคงเป็บุญที่เ้าสั่งสมมา”
หลี่อันหรานรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา “ท่านหมายความว่าข้าไม่คู่ควรกับเขาหรือ? ต้องสั่งสมบุญจึงจะได้อยู่ด้วยกัน?”
“มิเช่นนั้นเล่า?”
หลี่อันหรานไม่รู้จะตอบอย่างไร จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยฐานะของครอบครัวนางในตอนนี้ หมู่บ้านทุรกันดารที่นางอยู่ หรือแผลเป็บนใบหน้า อย่าว่าแต่ฉางควนเลย เอาแค่ชาวนาที่หน้าตาพอดูได้หน่อยในหมู่บ้านยังไม่สนใจนางด้วยซ้ำ
แต่หลี่อันหรานไม่คิดและไม่เชื่อแบบนั้น นางขมวดคิ้วใส่เสิ่นอิ๋นหวนแล้วส่งสายตาออดอ้อนในวินาทีต่อมา “ท่านแม่ ข้าคือลูกสาวท่านนะเ้าคะ ท่านว่าลูกสาวตัวเองแบบนี้ได้เยี่ยงไร”
พูดจบแล้วก็ก้มหน้าก้มตาเติมฟืนต่อ เสิ่นอิ๋นหวนถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วนั่งลงตรงหน้า “แต่แม่มองออกว่าเ้าชอบพอฉางควน มิเช่นนั้นแม่ก็คงไม่คิดแบบนี้หรอก หากฉางควนสามารถอยู่ต่อได้ก็ย่อมดีที่สุด”
หลี่อันหรานยิ้มและพิงไหล่ผู้เป็แม่ นางอดพูดหยอกล้อไม่ได้ “ข้าว่าท่านอยากหาแรงงานให้ครอบครัวเรามากกว่า”
คำพูดนี้สะกิดใจเสิ่นอิ๋นหวน หากไม่นับหลี่อันหรานที่ถือว่าโตแล้ว ลูกชายของนางก็ยังถือว่าเด็กอยู่ ทำงานที่ใช้แรงงานได้ไม่มากนัก และถึงแม้เสิ่นอิ๋นหวนจะพอทำได้ แต่สุขภาพนางไม่ค่อยดี ส่งผลให้ทั้งครอบครัวต้องพึ่งพาหลี่อันหรานเป็หลัก
หากนางเป็บุรุษก็คงดี เสิ่นอิ๋นหวนรู้สึกสงสารลูกสาวยิ่งนัก พอคิดตกแล้วจึงดึงคนเป็ลูกมากอดและถอนหายใจยาวๆ “แม่ไม่ดีเอง”
