รัตติกาลสีดำทมิฬมาเยือน ดวงดาวนับไม่ถ้วนประดับอยู่บนห้วงเวหา ล้อมรอบดวงจันทร์นวลกระจ่าง แสงจันทร์และแสงดาวที่หลอมรวมเข้าด้วยกัน เมื่อมองดูจากที่ไกลๆ แล้วช่างคล้ายกับทางช้างเผือกอันไร้ที่สิ้นสุด
หลังจากทำสมาธิควบคุมลมหายใจอยู่หลายชั่วโมง เยี่ยเฉินเฟิงก็ฟื้นฟูพลังิญญาได้จนครบสมบูรณ์ บรรเทารักษาาแบนร่างกายจนหายดีแล้วจึงลืมตาตื่นขึ้นมา
“ไม่รู้ว่าด้วยสภาพร่างกายของข้าในตอนนี้ จะมีโอกาสทะลวงผ่านห้วงมิติชั้นที่สี่ของค่ายกลิญญาฟ้าได้หรือไม่?” หลังจากพักฟื้นร่างกายจนคืนสภาพสมบูรณ์ที่สุด เยี่ยเฉินเฟิงก็รู้สึกถึงพลังที่เต็มเปี่ยมไปทั่วร่างกาย
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากผ่านการฝึกโหดเสี่ยงเป็เสี่ยงตายภายในค่ายกลิญญาฟ้า พิษไฟลามทุ่งที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายของเขาก็หายไปจนหมดสิ้น หากดูดซับเม็ดยาเก้าลำนำในยามนี้สรรพคุณยาก็จะแสดงประสิทธิภาพได้ยอดเยี่ยมที่สุด
หลังจากทานอาหารรองท้องให้พออิ่ม เยี่ยเฉินเฟิงก็ก้าวเดินไปทางทิศที่ตั้งของถ้ำแรงโน้มถ่วงท่ามกลางแสงจันทร์นวลกระจ่าง คิดจะดูดซับเม็ดยาเก้าลำนำ ณ ที่แห่งนั้นและทนทรมานฝึกฝนอยู่ที่นั่นสักพัก
ที่เยี่ยเฉินเฟิงตัดสินใจเลือกถ้ำแรงโน้มถ่วงที่มีพลังกดทับมหาศาลเป็สถานที่ฝึกฝนแทนที่จะเลือกค่ายกลรวมิญญาที่มีผลดีต่อการบ่มเพาะพลังมากกว่า เป็เพราะว่าเขาอยากจะยืมพลังกดทับของถ้ำแรงโน้มถ่วงไปช่วยในการฝืนดึงฤทธิ์ยาเก้าลำนำบีบอัดแล้วส่งผ่านอวัยวะภายในทั้งหมดเพื่อฝึกฝนเทพดาราหกชีพจรในขั้นที่สามหรือขั้นหลอมอวัยวะ
“ผู้าุโท่านนี้ ข้า้าเข้าไปฝึกฝนในถ้ำแรงโน้มถ่วงชั้นที่แรงโน้มถ่วงสูงกว่าเจ็ดเท่า”
ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงเดินฝ่าความมืดยามราตรีไปถึงถ้ำแรงโน้มถ่วงก็พบว่ามีผู้าุโร่างกายผอมแห้งในชุดคลุมยาวสีดำสนิทเฝ้าอยู่ที่ประตูทางเข้า จึงเดินตรงเข้าไปสอบถาม
“ชั้นที่แรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่า” ผู้าุโชุดดำเปิดเปลือกตาที่มีแต่รอยเหี่ยวย่นขึ้น เพ่งมองเยี่ยเฉินเฟิงอยู่แวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยเตือนเสียงเยือกเย็น “เ้าหนุ่มน้อย อย่าทะเยอทะยานเกินตัวจะดีกว่า สำหรับเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับสองเช่นเ้า การไปฝึกฝนในถ้ำแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่ามันไม่ต่างอะไรกับการไปตายเลยนะ”
“ผู้าุโ ข้ามั่นใจว่าจะทนรับแรงกดดันของแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่าได้” เยี่ยเฉินเฟิงแม้จะมีระดับเขตแดนไม่สูงมาก แต่เขาฝึกฝนร่างกายขั้นหลอมกายาจนสมบูรณ์แล้ว กล่าวได้ว่าร่างกายของเขาสามารถอดทนได้มากว่าจอมพลอสูรโลกาโดยทั่วไปเสียอีก
“ไม่ได้ ข้าไม่อนุญาตให้เ้ามาก่อเื่วุ่นวายหรอกนะ ด้วยพลังที่แท้จริงของเ้าในตอนนี้ เข้าไปฝึกฝนได้มากสุดก็แค่ชั้นที่หนึ่งหรือสองเท่านั้นแหละ” ผู้าุโชุดดำไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ยังคงปฏิเสธอย่างเ็า
“ศิษย์พี่เยี่ย เพิ่งจะเข้าสู่ป้ายพลังยุทธ์อัคคี์มาหมาดๆ ท่านก็มาฝึกฝนที่ถ้ำแรงโน้มถ่วงต่อเลยหรือ ช่างขยันเหลือเกินนะ”
ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังกลุ้มใจว่าควรจะเกลี้ยกล่อมผู้าุโชุดดำเช่นไรดี ถึงจะยอมปล่อยให้ตนเข้าไปฝึกฝนในถ้ำแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่าได้สักที เฟิงเซียวเซียวผู้มีองคาพยพทั้งห้างดงามวิจิตร ผมยาวสีดำสนิทปล่อยคลอเคลียบ่าทั้งสองข้าง อยู่ในชุดฝึกฝนรัดรูปสีดำสนิทที่เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าเย้ายวนใจก็เดินตรงมาทางนี้พอดี
“เ้าคือเยี่ยเฉินเฟิงผู้นั้นเรอะ?”
ได้ยินคำพูดของเฟิงเซียวเซียว ผู้าุโชุดดำก็เกิดอาการคิ้วกระตุกขึ้นมาเบาๆ สายตาที่มองไปทางเยี่ยเฉินเฟิงแปรเปลี่ยนอยู่เล็กน้อย
ชัดเจนว่าเขาเองก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับผลงานอันพลิกฟ้าพลิก์ของเยี่ยเฉินเฟิงมาเช่นกัน จึงรู้สึกใเป็อย่างมาก
“ใช่ ขอท่านผู้าุโได้โปรดอนุญาตให้ข้าเข้าไปฝึกในถ้ำแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่าด้วย” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้า กล่าวขอร้อง
“ถ้ำแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่า” เฟิงเซียวเซียวใเป็อย่างมาก รีบเอ่ยถามเป็พัลวัน “ศิษย์พี่เยี่ย ถ้ำแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่าเป็มิติที่น่ากลัวมากเลยนะ แรงกัดดันที่ก่อเกิดอยู่ภายในนั้นสามารถบีบอัดยอดฝีมือจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งให้แบนเป็แผ่นเนื้อบดได้เชียว ท่านอย่าได้ฝืนอวดดีเกินกำลังจะดีกว่า”
“เ้าคิดว่าข้าเป็คนที่ชอบอวดดีเกินกำลังหรือ?” เยี่ยเฉินเฟิงถูจมูกเบาๆ พลางเอ่ยถามอย่างเศร้าใจ
“เ้าแน่ใจแล้วใช่ไหมที่จะเข้าไปฝึกฝนในถ้ำแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่า?” เมื่อมองเห็นความมั่นอกมั่นใจในแววตาของเยี่ยเฉินเฟิงแล้วนึกถึงถ้อยคำที่ท่านเ้าสำนักเพิ่งจะเรียกรวมตัวเพื่อแจ้งข่าว ผู้าุโชุดดำจึงถามย้ำอีกรอบ
“ใช่ ผู้าุโได้โปรดอนุญาต” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้าตอบกลับ
“ก็ได้ ในเมื่อเ้ายืนยันจะเข้าไปฝึกฝนในถ้ำแรงโน้มถ่วงมิติชั้นที่แรงโน้มถ่วงสูงกว่าเจ็ดเท่า ข้าก็จะให้โอกาสเ้าได้ลองเข้าไป จำไว้นะ ถ้ำแรงโน้มถ่วงแตกต่างจากสถานที่อื่นๆ การฝึกฝนด้านในเป็เื่ที่อันตรายมาก หากเ้าไม่สามารถทนแบกรับไหวก็ห้ามฝืนตัวเองโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจเป็อันตรายถึงชีวิตได้” ผู้าุโชุดดำเอ่ยกำชับอย่างเข้มงวด
“ข้าทราบแล้ว ข้าจะไม่เอาชีวิตของตัวเองไปทิ้งขว้างส่งเดชอย่างแน่นอน” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้าและกล่าวรับประกัน
“ถ้ำแรงโน้มถ่วงมิติที่แรงสูงกว่าเจ็ดเท่ามีค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนต่อวันอยู่ที่ห้าสิบผลึกิญญาระดับต่ำ เ้าอยากจะฝึกนานแค่ไหนล่ะ” ผู้าุโชุดดำสอบถาม
“อืม...ข้าขอลองฝึกสักสิบวันก่อนละกัน” เยี่ยเฉินเฟิงครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะยื่นผลึกิญญาระดับต่ำห้าร้อยก้อนให้กับผู้าุโชุดดำ
“สิบวัน”
เฟิงเซียวเซียวถึงกับเย็นวาบไปทั้งร่างกาย นางไม่อยากจะนึกภาพเลยว่าการฝึกฝนอยู่ในมิติแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่าจะมีความรู้สึกเช่นไร ร่างกายจะไม่แหลกเหลวไปทั้งอย่างนั้นเลยหรือ
“เ้ารอข้าอยู่ตรงนี้ก่อน ส่วนเ้าตามข้ามา”
ขณะที่กล่าวอยู่นั้น ผู้าุโชุดดำก็พาเยี่ยเฉินเฟิงเดินไปตามพื้นหินที่มีแสงสว่างสลัวๆ ไปยังส่วนลึกข้างในและหยุดอยู่ด้านหน้าของถ้ำแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่า
“ระมัดระวังตัวดีๆ อย่าฝืนตัวเองล่ะ” ผู้าุโชุดดำที่ยังรู้สึกไม่ค่อยไว้วางใจเอ่ยกำชับขึ้นอีกครั้ง
“ขอบคุณมาก ข้าจะระวังตัวเป็อย่างดี” เยี่ยเฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และกล่าวตอบ
จบประโยค เขาก็ก้าวเข้าประตูมิติที่สร้างขึ้นมาจากการรวมค่ายกลจำนวนมากไว้ด้วยกัน และเข้าไปสู่ภายในของถ้ำแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่า
เมื่อเข้าไปภายในถ้ำแรงโน้มถ่วงแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็พบว่าแสงสว่างด้านในมีน้อยกว่าด้านนอกมาก แต่เขายังไม่ทันจะได้สำรวจสิ่งต่างๆ ให้ถี่ถ้วน ทันใดนั้นแรงกดทับอันน่าสะพรึงกลัวก็โถมลงมาครอบทับตัวของเขาไว้ บีบอัดจนตัวของเขาม้วนงอลงไปกับพื้น
“ปัง!”
เมื่อฉุกละหุกเกินกว่าจะตั้งรับทัน สองขาของเยี่ยเฉินเฟิงก็สั่นระริก หัวเข่าของเขาทิ้งดิ่งลงพื้นอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อทั่วทั้งตัวสั่นะเือย่างรุนแรง
“เป็แรงกดทับที่น่ากลัวโดยแท้”
เมื่อต้องแบกรับแรงกดทับอันหนักหน่วง เยี่ยเฉินเฟิงก็ััได้อย่างชัดเจนถึงชั้นิัที่เริ่มปริแตก เส้นเืแดงปูดโปนออกมา เซลล์ทั่วร่างที่ทนรับแรงกดดันอันรุนแรงไม่ไหวก็เริ่มจะพังทลาย สร้างความเ็ปให้เยี่ยเฉินเฟิงจนตัวสั่นกระตุก เหงื่อเย็นผุดพราย
หากไม่ใช่เพราะเยี่ยเฉินเฟิงฝึกฝนขั้นหลอมกายาจนถึงระดับสมบูรณ์ได้แล้ว แรงกดทับภายในถ้ำแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่านี้คงเพียงพอจะทำลายล้างร่างเนื้อของเขาให้แหลกเหลวได้อย่างง่ายดาย
“เ้าไม่ควรเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ รีบออกไปซะถ้ายังไม่อยากตาย”
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังโคจรเทพดาราหกชีพจรเพื่อป้องกันแรงกดทับอย่างยากลำบากและรักษาฟื้นฟูความเสียหายของร่างกายอยู่นั้น น้ำเสียงเ็าของใครสักคนก็ดังขึ้นที่ข้างหูของเขา
เยี่ยเฉินเฟิงเงยหน้าหันไปมองทางต้นเสียงอย่างยากลำบาก เห็นเพียงแวบๆ ว่าเป็ใครสักคนที่สวมใส่ชุดสีดำและนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงมุมมืดภายในถ้ำ
ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างเลือนรางก็แอบใอยู่เล็กน้อย เนื่องจากเขาพบว่าผู้ที่เป็เ้าของเสียงดังกล่าวนั้นคือสตรีนางหนึ่ง
“เป็สตรีที่น่ากลัวโดยแท้”
แม้ว่าแสงสว่างจะทึมทึบมาก แต่เยี่ยเฉินเฟิงก็ยังรับรู้ได้อย่างชัดเจน ว่าสตรีคนนั้นคุ้นเคยกับแรงกดดันภายในถ้ำแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่าแห่งนี้แล้ว แสดงว่านางต้องฝึกฝนอยู่นานจนเชี่ยวชาญแล้ว
“ข้ายังทนไหว”
เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยตอบอย่างกล้ำกลืนอยู่เล็กน้อยก่อนจะะเิพลังกายสุดแกร่งออกมาต้านทานแรงกดทับที่หนักราวกับมหาบรรพต พยายามนั่งขัดสมาธิลงตรงทางเข้าอย่างยากเย็น
เมื่อนั่งขัดสมาธิได้แล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็ใส่เม็ดยาเก้าลำนำที่เตรียมไว้ั้แ่ก่อนหน้านี้ลงไปในปาก ทันใดนั้นฤทธิ์ยาจำนวนมหาศาลก็แผ่ซ่านออกมาภายในปากของเขาราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่ไหลทะลักไปทั่วร่างกาย
“เจ็บชะมัด เจ็บเหมือนถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆ เลย”
เม็ดยาเก้าลำนำเป็เม็ดยาระดับเก้า ฤทธิ์ยาที่แฝงอยู่ภายในจึงนับว่าน่ากลัวมาก ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงใช้พลังของแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่าในการฝืนบังคับฤทธิ์ยาที่พรั่งพรูออกมาให้ไหลเวียนไปยังอวัยวะภายในทั้งหมด ก็พลันรู้สึกเหมือนร่างกายถูกเข็มเหล็กแหลมคมทิ่มแทงเข้ามานับไม่ถ้วน
เมื่อรวมเข้ากับแรงกดทับของแรงโน้มถ่วงเจ็ดเท่า ความเ็ปทรมานทั้งสองสายก็ทำให้เขาแทบจะพังทลายลง
“อดทนไว้ ข้าจะต้องยืนหยัดต่อไปไหว”
เยี่ยเฉินเฟิงขบกรามแน่น ทนรับความเ็ปที่แสนสาหัสเกินกว่าคนธรรมดาจะรับไหว แล้วฝึกฝนเทพดาราหกชีพจรอย่างยากลำบาก
“ฮึ ไม่รู้จักเจียมตัว”
เมื่อเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงไม่ยอมฟังคำแนะนำของตนและยืนหยัดที่จะอยู่ฝึกฝนต่อภายในถ้ำแห่งนี้ สตรีในชุดสีดำก็ไม่สนใจใยดีความเป็ความตายของเขาอีก นางปัดความคิดวุ่นวายทั้งหมดทิ้งแล้วเริ่มเข้าสู่สภาวะแห่งการฝึกฝนอย่างรวดเร็ว
