เสียงปืนดังขึ้นตอนตีสอง
สองนัด...ห่างกันชั่วอึดใจ แล้วความเงียบก็กลับเข้าครอบงำ
นิพาลืมตาโพลง ร่างกายตื่นตัวเต็มที่โดยไม่ต้องผ่านห้วงงัวเงีย สัญชาตญาณของแพทย์เวรที่สั่งสมมากว่าสิบปีปลุกเธอทันทีที่ได้ยินเสียงอันเป็สัญญาณของเหตุร้าย
เธอลุกขึ้นนั่ง เงี่ยหูฟัง
รอบกายมีเพียงความเงียบสงัดของเมืองยามวิกาล ไม่มีเสียงใดตามมาอีก
สองนัด...แล้วเงียบ ไม่ใช่การปะทะ ไม่ใช่ะเิ แต่เป็การลั่นไกอย่างเจาะจง
นิพานั่งนิ่งอยู่บนเตียงอีกครู่ใหญ่ เตรียมพร้อม...แต่ยังไม่เคลื่อนไหว
สิบห้านาทีผ่านไป เสียงเคาะแ่เบาก็ดังขึ้นที่ผนังด้านหลัง...ก๊อก ก๊อก...เว้นจังหวะ...ก๊อก ก๊อก ก๊อก
รหัสลับที่สรวิชญ์เคยสอนไว้
หญิงสาวจึงลุกจากเตียง
---
ชายฉกรรจ์สองคนที่ถูกพามาในความมืด คนแรกยังพอเดินไหว เขาใช้มือขวากุมแขนซ้ายที่พันผ้าไว้ชั่วคราวซึ่งชุ่มโชกไปด้วยเื ส่วนอีกคนถูกหามเข้ามาโดยสรวิชญ์และชายอีกคนหนึ่ง ร่างนั้นนอนแน่นิ่ง ใบหน้าซีดเผือด แม้ลมหายใจจะสม่ำเสมอแต่ก็ถี่เร็วกว่าปกติ
นิพากวาดสายตาประเมินอาการของทั้งคู่ในชั่วพริบตา
"คนที่สองอาการหนักกว่า" เธอชี้ไปยังโต๊ะตรวจ "วางเขาลงเบาๆ"
ทันทีที่ร่างนั้นถูกวางลงบนโต๊ะ นิพาก็ปรี่เข้าประเมินาแ าแฉกรรจ์ที่สีข้าง ะุเข้าทางด้านหลังและทะลุออกด้านหน้า เธอคลำหารูออก...พบแล้ว อย่างน้อยก็ยังดีที่ะุไม่ฝังใน
ะุทะลุผ่าน...แต่ผ่านอะไรไปบ้าง
ความดันโลหิตยังทรงตัว ประเมินจากชีพจรและสีผิวของผู้ป่วย ช่องท้องยังนิ่ม หมายความว่าไม่มีเืคั่งในปริมาณมาก
โชคดี...ะุน่าจะแค่เฉือนผ่านมัดกล้ามเนื้อ ไม่โดนอวัยวะสำคัญ หากรักษาถูกวิธี คนไข้มีโอกาสรอดสูง
นิพาลงมือทำแผลอย่างคล่องแคล่ว ทั้งล้างแผล ห้ามเื และพันแผลอย่างแ่า ทุกขั้นตอนดำเนินไปในความมืดสลัว มีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันดวงเดียวที่สรวิชญ์ถือส่องนำทางให้ทุกย่างก้าว
"ขวัญ" เธอเอ่ยเรียกเบาๆ
"คะ" เสียงขานรับดังมาจากมุมห้อง ก่อนที่ร่างของขวัญจะปรากฏขึ้นจากเงามืด นิพาเพิ่งสังเกตว่าคืนนี้ผู้ช่วยของเธอนอนค้างที่นี่ โดยที่ไม่มีใครร้องขอ
"ช่วยกดแผลตรงนี้ไว้" นิพาชี้จุด ขวัญวางมือลงบนตำแหน่งนั้นอย่างแม่นยำและกดด้วยน้ำหนักที่พอดีโดยไม่ต้องให้บอกซ้ำ
แค่สี่สัปดาห์...เด็กคนนี้เรียนรู้ได้เร็วเหลือเชื่อ
เมื่ออาการของคนเจ็บหนักเริ่มคงที่ นิพาจึงหันไปดูแลชายอีกคน าแที่แขนเป็แผลทะลุ แต่โชคดีที่ไม่โดนกระดูก สามารถเย็บปิดได้เลย
"เจ็บมากไหม" เธอถามขณะตรวจดูแผล
"พอทนไหว" เขาตอบ น้ำเสียงห้าวห้วนนั้นบ่งบอกว่าเขาผ่านความเ็ปมานับครั้งไม่ถ้วน
แล้วการรักษาก็ดำเนินต่อไปในความเงียบ นิพาลงมือ ขวัญคอยส่งเครื่องมือ สรวิชญ์ถือตะเกียงส่องสว่าง ทุกคนทำหน้าที่ของตนโดยไม่มีใครเอ่ยคำพูดเกินจำเป็
---
จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามา อาการของคนไข้ทั้งสองจึงปลอดภัย คนแรกหลับใหลอยู่ในมุมห้อง ส่วนคนที่สองยังคงลืมตา ดวงตาคู่เหม่อลอยจับจ้องไปยังเพดานว่างเปล่า...แววตาของคนที่เพิ่งเฉียดตาย
สรวิชญ์ยังคงอยู่ไม่ไปไหน เขานั่งพิงผนังในท่าหลังตรง เงียบขรึมและตื่นตัว
นิพาล้างมือจนสะอาด เช็ดคราบเืออก ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างใกล้ๆ อย่างอ่อนล้า
"เป็ปฏิบัติการอะไร" เธอเอ่ยถาม เสียงแ่เบาพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน
"ผมบอกทั้งหมดไม่ได้"
"ไม่ต้องทั้งหมด...แค่บอกให้รู้ว่าฉันต้องดูแลพวกเขาที่นี่นานแค่ไหน"
สรวิชญ์ใช้ความคิดชั่วครู่ "อย่างน้อยสามวัน"
"ได้" นิพาพยักหน้ารับ แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เสียงของเมืองที่กำลังตื่นจากการหลับใหลก็ค่อยๆ ดังขึ้น เสียงล้อเกวียนบดเบียดกับพื้นดิน เสียงผู้คนโหวกเหวกในตลาด เสียงกระดึงวัวที่ดังมาจากริมถนน เป็เสียงของชีวิตที่ดำเนินต่อไป โดยหารู้ไม่ว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาได้เกิดเื่คอขาดบาดตายขึ้นในร้านยาเล็กๆ แห่งนี้
"คุณหมอเหนื่อยไหม" สรวิชญ์ทำลายความเงียบขึ้นก่อน
นิพาหันไปสบตาเขา แววตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยที่ถูกถามเช่นนั้น
"นิดหน่อยค่ะ"
"ั้แ่าเริ่ม...เคยได้นอนเต็มอิ่มบ้างไหม"
"หลับค่ะ...แต่ไม่เคยสนิท"
เขาไม่พูดอะไรต่อ เพียงแต่จ้องมองใบหน้าของเธอ ในยามที่แสงอรุณเริ่มลอดผ่านช่องลมเล็กๆ บนผนังเข้ามาเป็ลำบางๆ ตกกระทบพื้นไม้เก่าแล้วสาดสะท้อนอย่างนุ่มนวล ภาพของสรวิชญ์ในแสงยามเช้าดูแตกต่างจากยามค่ำคืน มีบางอย่างในตัวเขาที่เผยออกมาให้เห็นชัดเจนขึ้น บางอย่างที่นิพายังไม่อาจนิยามได้
"แล้วคุณล่ะ...เป็อย่างไรบ้าง" เธอถามกลับ
สรวิชญ์ชะงักไปเล็กน้อย ราวกับไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับคำถามนี้
"ผมสบายดี"
"ว่าแต่... ดีขึ้นจริง ๆ หรือแค่ตอบส่ง ๆ เพราะไม่อยากคุย"
มุมปากของเขาเหยียดขึ้นเล็กน้อย ครั้งนี้... ชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และใกล้กว่าที่เคยเห็น
เขาตอบเสียงเรียบ "ทั้งสองอย่าง"
---
เวลาล่วงเลยไปสี่วันเต็ม ไม่ใช่สามวันอย่างที่คาดไว้
ในวันที่สี่ ชายผู้มีาแที่หน้าท้องก็ลุกขึ้นนั่งได้เองเป็ครั้งแรก เขากินข้าวต้มฝีมือขวัญ แม้มือยังสั่นอยู่บ้าง... แต่แววตากลับสว่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"คุณหมอเก่งมาก" เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงหนักแน่น ไม่ใช่คำเยินยอ หากแต่เป็การสรุปข้อเท็จจริง
"ขวัญต่างหากที่เก่ง" นิพาแก้ "ฉันแค่คอยบอกเท่านั้น"
ชายผู้นั้นละสายตาไปยังขวัญที่กำลังเก็บถ้วยชาม ก่อนจะหันกลับมามองหน้านิพาอีกครั้ง
"พวกคุณทั้งคู่เก่งมาก" เขาเอ่ยย้ำ "ขบวนการเสรีไทย้าคนแบบนี้"
---
ล่วงเข้าวันที่ห้า สรวิชญ์ก็พาคนไข้ทั้งสองจากไปในความมืดมิดของรัตติกาล... ผ่านช่องทางเดิมตรงผนังด้านหลัง
แต่ก่อนจะก้าวออกไป เขากลับหยุดชะงักที่ช่องผนังนั้น แล้วหันกลับมามองนิพาที่ยืนนิ่งอยู่
"วิตรี"
"ค่ะ"
"เื่เมื่อคืน..." เขาเปรยขึ้น น้ำเสียงยังคงเรียบสนิท ทว่าแฝงนัยบางอย่าง "คุณทำงานในแบบที่แพทย์ทหารซึ่งผ่านการฝึกฝนมาหลายปียังทำได้ยาก... ทั้งในความมืด ทั้งที่อุปกรณ์ขาดแคลน"
นิพานิ่งฟัง รอคอยคำพูดต่อไปจากเขา
"ผมแค่อยากให้คุณรู้... ว่าผมเห็น"
สิ้นคำนั้น เขาก็หันหลังและหายลับไปในความมืด
นิพายังคงยืนนิ่งอยู่ในห้องที่บัดนี้ว่างเปล่า... มีเพียงกลิ่นคาวเืจางๆ คลุ้งปนกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อ แสงตะเกียงริบหรี่เตือนว่าน้ำมันใกล้จะหมด ท่ามกลางความเงียบงันของเมืองยามใกล้รุ่ง
เขาบอกว่า... เขาเห็น
ในชีวิตก่อนหน้านี้... ฉันทำงานโดยไม่เคย้าให้ใครมาเห็น ไม่เคยเรียกร้องการยอมรับใดๆ ทำเพราะมันคือหน้าที่ ทำเพราะคนไข้ตรงหน้า้าความช่วยเหลือ
ทว่าคำพูดของเขา... คำว่า ‘เห็น’ เพียงพยางค์เดียว กลับทำให้บางสิ่งในอกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด... และฉันยังไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกเช่นไรกับมัน
นิพาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ หลับตาลงนิ่ง...
เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น เธอก็ลุกขึ้นยืน คว้าผ้าขี้ริ้วและถังน้ำมาทำความสะอาดห้อง
เพราะยังมีงานที่ต้องทำ
