บิดาของจางซื่อภายนอกดูเป็คนซื่อสัตย์ว่านอนสอนง่าย ทว่าแท้จริงแล้วเขากลับเป็คนใจใหญ่ กล้าคิดกล้าลงมือทำ ถึงขนาดนำพริกของครอบครัวพี่น้องมาแปรรูปเป็พริกสับดอง ปริมาณที่ได้รวมกันทั้งหมดมีมากถึงสี่ไห แต่ละไหมีขนาดใหญ่และสูงเท่าครึ่งตัวคน รวมน้ำหนักทั้งหมดหนึ่งพันหกร้อยกว่าจิน มากกว่าที่ตระกูลหวังทำหลายเท่า
พ่อบ้านตระกูลหม่าทราบดีว่า ที่ครานี้หม่าชิงได้รับการตกรางวัลอย่างงามจากวังหลวง ก็เพราะสูตรอาหารอันยอดเยี่ยมจากหลี่ชิงชิง เขาเองก็เป็คนรู้ความนัก เอ่ยกับบิดาของจางซื่อว่า “ท่านลุง ท่านคือญาติของหลี่ฮูหยิน ข้าจะคิดราคาปัดเศษให้ท่านเต็มจำนวน ทั้งหมดสิบเก้าตำลึงห้าร้อยเหรียญทองแดงขอรับ”
บิดาของจางซื่อดีใจจนแทบจะแยกทิศทางไม่ออก เขาเงยหน้าหัวเราะจนก้องฟ้าและเกือบจะเป็ลมอยู่รอมร่อ พาให้หลี่ชิงชิงใจนต้องรีบเรียกพี่ชายของจางซื่อมาตบไหล่ตบหลังเขา กล่อมให้เขาค่อยๆ ทำจิตใจให้สงบลง
พี่ชายของจางซื่อเองก็หัวเราะยินดีจนสั่นสะท้านไปทั้งสรรพางค์กายราวกับเป็โรคชักกระตุกเช่นกัน
กี่ปีแล้วนะที่ตระกูลจางมิอาจหาเงินได้มากมายขนาดนี้ในครั้งเดียว ช่างเป็โชคลาภในพริบตาจริงๆ
หากอาศัยการทำงานในไร่นาอย่างหนัก ต่อให้อากาศดีฝนตกต้องตามฤดูกาล หนึ่งปีก็ทำเงินได้เพียงหนึ่งถึงสองตำลึงเท่านั้น
ทว่าการทำพริกสับดองใช้ทั้งเวลาและแรงกายแรงใจไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ การที่หักเงินต้นทุนออกไปแล้วได้เงินกลับมาสิบกว่าตำลึง ช่างเป็เื่ที่มิกล้าแม้แต่จะจินตนาการด้วยซ้ำ
“น้องสาวของเ้าแต่งงานกับครอบครัวที่ถูกต้องจริงๆ”
“น้องสาวของเ้าช่างโชคดีเหลือเกิน แม้แต่ครอบครัวของเ้าเองก็ยังได้รับเื่ดีๆ ไปด้วย”
ท่านลุงและญาติผู้พี่ของจางซื่ออิจฉาแทบตายแล้ว
จางซื่อเคยผ่านการหย่าร้างมาก่อน นางแต่งงานกับหวังจื้อก็ถือเป็การออกเรือนครั้งที่สามแล้ว ทั้งยังคลอดบุตรสาวแก่หวังจื้อถึงสี่คน ไม่มีบุตรชายแม้แต่คนเดียว สตรีเช่นนี้หากเปลี่ยนไปอยู่ครอบครัวอื่นคงถูกขับไล่อย่างรังเกียจไปนานแล้ว ทว่าครอบครัวสกุลหวังกลับไม่เป็เช่นนั้น กลับกันพวกเขายังให้โอกาสบ้านเดิมของจางซื่อในการทำงานหาเงินก้อนโตอีกด้วย
ท่านลุงทั้งสองของจางซื่อเอ่ยกับบิดาของจางซื่อว่า “ท่านพี่ พวกเรารีบกลับบ้านกันเถิด เก็บเงินให้เรียบร้อยถึงจะวางใจได้”
“ท่านพี่ ครอบครัวของท่านทำเงินได้มากมายเพียงนี้ วันนี้ต้องเลี้ยงอาหารดีๆ พวกเราสักมื้อแล้วนะ”
บิดาของจางซื่อเอ่ยปากอย่างภาคภูมิว่า “ไป ไปซื้อเนื้อซื้อสุราในตำบลกัน!” แม้ว่าเขาจะมีความสุขล้นจนแทบเสียสติ ทว่าก็ยังรู้ดีว่าเนื้อในอำเภอแพงเหลือเกิน ประหยัดได้ก็ควรจะประหยัด
ทั้งคนในตระกูล เครือญาติที่เกี่ยวดอง เพื่อนพ้องมิตรสหายต่างก็พากันขายพริกสับดองได้รับเงินกันเสร็จสิ้นแล้ว ก่อนที่หลี่ชิงชิงจะจากไป นางได้ตั้งใจฝากคำพูดไปถึงหม่าเซี่ยงหนานผ่านพ่อบ้านสกุลหม่าสองสามคำ
พ่อบ้านสกุลหม่ารีบร้อนขนพริกสับดองเหล่านี้กลับเมืองเซียง หม่าชิงรอจนพริกสับดองมาถึงก็จัดอาหารจานใหม่ของร้านขึ้นโต๊ะทันที พ่อบ้านสกุลหม่าส่งสายตาเป็สัญญาณให้หม่าชิง
หม่าเซี่ยงหนานเอ่ยด้วยท่าทีเคร่งขรึม “ข้าเข้าใจ วันพรุ่งนี้ข้าจะสั่งให้คนไปจัดการเื่นี้เอง”
หลังจากทำการค้าขายเสร็จ หลี่ชิงชิงก็กลับบ้านพร้อมหลิวซื่อและคนอื่นๆ
ผู้ใดจะรู้ พวกนางเพิ่งจะเดินได้เพียงครึ่งทาง กลับเห็นร่างของผู้เฒ่าหวังปรากฏขึ้นบนถนนสายหลักพร้อมกับต้าหวง
ชั่วครู่นั้นหัวใจของหลิวซื่อพลันเกิดความกังวลขึ้นมาทันที “มีสิ่งใดเกิดขึ้นที่บ้านหรือ?”
ผู้เฒ่าหวังกลับหัวเราะเสียงดัง “ภรรยา ข้ามารับพวกเ้ากลับบ้าน”
หลิวซื่อส่งเสียงหัวเราะพรืดออกมาทันที “ฮ่าๆ วันนี้พระอาทิตย์คงขึ้นทางตะวันตก เ้าถึงขนาดยอมหักใจนำต้าหวงมารับพวกข้าได้”
คนกลุ่มนั้นพากันขึ้นต้าหวงกลับหมู่บ้าน หวังชีนั่งอยู่บนรถเกวียนวัวสักพักก็ลง เขาจะไปตำบลชิงอวี๋เพื่อซื้อเนื้อซื้อปลา เนรมิตความปรารถนาของเขาให้เป็จริง
คราวนี้ยามต้าหวงเดินเข้าหมู่บ้านก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนในตระกูล รอกระทั่งหลิวซื่อและหลี่ชิงชิงกลับเข้ามาในบ้าน คนในตระกูลก็พากันมาเยี่ยมเยือนเพื่อมอบของขวัญแสดงความขอบคุณ
ปลา เนื้อ ไก่ ไข่ ผลไม้ ถั่วลิสง... ไม่ว่าสิ่งใดล้วนมีทั้งสิ้น
“่สองปีที่ผ่านมา ครอบครัวของเราไม่ใช่คนนั้นป่วยก็คนนี้ป่วย เงินที่ได้มาล้วนใช้ไปกับยาจนหมด หลังจากที่ชิงชิงเข้ามา บ้านของเราก็ไม่ต้องไปร้านขายยาเพื่อพบหมอซื้อยาอีก ชิงชิงยังสอนวิธีการทำพริกสับดองให้ หากไม่มีชิงชิงก็คงไม่มีพวกเราในวันนี้”
“บุตรชายคนที่สี่ของข้ารูปร่างเตี้ย บ้านข้าเองยามนั้นก็หาได้มีเงินมากมาย เ้าสี่จึงมักบอกว่าเขาจะไม่แต่งภรรยา โชคดีเหลือเกินที่ชิงชิงช่วยให้บ้านของพวกเราหาเงินได้มากมาย ยามนี้พวกเรามีเงินแล้ว เ้าสี่ก็แต่งภรรยาได้แล้วเช่นกัน”
“ระหว่างทางที่กลับบ้านเมื่อครู่ ทุกคนต่างบอกว่าครอบครัวของเ้าช่างซื่อสัตย์เกินไปแล้ว หากเปลี่ยนเป็คนอื่นย่อมต้องกว้านซื้อพริกสับดองของทุกคนในตระกูลมาเป็ของตนเองจนหมดแน่ จะมีผู้ใดมอบสูตรพริกสับดองของตนเองให้กับคนอื่น และพาให้ทุกคนร่ำรวยเช่นนี้บ้าง”
เหล่าคนในตระกูลที่มีวาจาน่าฟังต่างก็สรรเสริญยกยอไม่หยุด ส่วนคนที่พูดไม่เก่งก็พยายามกลั่นกรองคำพูดออกมาด้วยความซาบซึ้ง
หวังชีกลับมาจากตำบลชิงอวี๋ มือซ้ายของเขาถือซี่โครงสามแถว ส่วนมือขวาถือปลาหลี่ที่หนักสองสามจินเอาไว้สี่ตัว
ประเสริฐเหลือเกิน เขาใช้ชีวิตอย่างขมขื่นมานานเกินไปจนเคยชิน สุดท้ายก็มิอาจหักใจซื้อเนื้อหมูสามชั้นและปลาเฉาฮื้อที่มีราคาแพงได้
“ไป เอาซี่โครงหมูกับปลาตัวนี้ไปมอบให้บ้านท่านลุงห้าของเ้าเสีย”
“แล้วที่เหลือเล่า?”
“ที่เหลือก็ให้บ้านของพวกเรากิน เอาไปทำเป็อาหารกลางวันให้หมด มารดามันเถิด แม่เ้าเล่า ไปเรียกแม่เ้ามาเร็วเข้า เอาซี่โครงอันนี้ไปตุ๋น แล้วก็ปลาตัวนี้ไปทอดในน้ำมัน ใส่น้ำมันเยอะๆ หน่อย หากแม่เ้าไม่เชื่อก็ให้ลองดู!”
“ท่านพ่อมิได้ซื้อสุรามาหรือ?”
“ไอหยา ข้าลืมซื้อสุราไปเสียสนิท!”
บนเตาอิฐของบ้านตระกูลเจิ้งมีเนื้อหมูที่กำลังตุ๋นอยู่ ร่างกายของเจิ้งหยวนดีขึ้นมาก ชายหนุ่มสามารถช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ ได้ ยามนี้เขาก็กำลังเติมฟืนเข้าไปในเตา
“เงินมากมายขนาดนี้ ยังสูงกว่าเงินที่กองทัพให้เ้าเสียอีก” หวงซื่อยืนอยู่ด้านข้างบริเวณหน้าเตา นางกำลังหั่นผัก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดี แววตาเองก็เปล่งประกายระยิบระยับเช่นกัน
เจิ้งหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างดังและหยาบคายว่า “พริกสับดองสามารถขายได้แค่ในปีนี้ครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนี้ก็คงมิอาจทำเงินได้มากมายถึงเพียงนี้แล้ว ข้าไตร่ตรองดูแล้วว่าหลังจากผ่านไปอีกสองสามวัน ข้าจะไปหาน้องสะใภ้เพื่อไปขายซาลาเปาที่ตำบลชิงอวี๋ การค้าซาลาเปาสามารถทำเงินได้ทุกวัน ข้าเห็นว่าน้องสะใภ้ทำซาลาเปาไปขายทุกวันเลย”
“ร่างกายของเ้าจะไหวหรือ?”
เจิ้งหยวนค่อยๆ เอ่ยช้าๆ “ไหว การขายซาลาเปาไม่หนักอันใด ไม่ว่าผู้ใดก็ขายได้ ทั้งยังมีน้องเฮ่า น้องสะใภ้ที่คอยดูแลข้าอยู่”
หวงซื่อเอ่ยด้วยความซาบซึ้งอีกครั้ง “ต้องขอบคุณสามีภรรยาคู่นั้นยิ่งนัก”
ด้านนอกแว่วเสียงหัวเราะที่สดใสดั่งระฆังแก้วของบุตรสาวเจิ้งฮวา “ท่านย่าซื้อถั่วให้ข้าด้วย!”
เสียงถัดมาเป็น้ำเสียงใจดีของเฝิงซื่อ “ยังมีขนมแบะแชอีกนะ”
หวงซื่อเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เสี่ยวฮวาเอ่ยอยู่สองสามครั้งว่านางอยากกินถั่วกับขนมแบะแช ท่านแม่เห็นว่าข้าซื้อเพียงเนื้อสัตว์กลับมา มิได้ซื้อทั้งถั่วทั้งขนม นางก็เลยเข้าตำบลไปซื้อให้หลานด้วยตนเอง ข้าเห็นว่าอากาศหนาวทั้งเช้าและเย็น อีกทั้งวันพรุ่งนี้ยังต้องเข้าตำบลเพื่อซื้อผ้ากับผ้าฝ้ายมาทำเสื้อนวมผ้าฝ้ายสำหรับฤดูหนาวอีก”
หากครอบครัวมีเงิน เด็กๆ ก็ย่อมกินได้อิ่มท้อง อยู่ได้อย่างสุขใจ
ทว่าสองครอบครัวที่อยู่ไม่ไกลกลับกำลังทะเลาะกันใหญ่โต และหนึ่งในสองคู่นั้น ยามนี้ทั้งสามีและภรรยาก็เริ่มลงมือทำร้ายร่างกายขึ้นมาแล้ว
“เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
“ทั้งสองครอบครัวเป็อันใดไป เหตุใดจู่ๆ ถึงทะเลาะพร้อมกันได้เล่า?”
“ฮ่าๆ ยังต้องถามอีกหรือ พริกสับดองของพวกเราหนึ่งจินขายได้สิบสองเหรียญทองแดง เพียง่เช้าก็ขายดีจนหมดเกลี้ยง ครอบครัวของพวกเขาต้องขายปลีก หนึ่งจินขายได้เพียงสิบเหรียญทองแดงเท่านั้น เงินที่ได้ก็น้อยกว่า แรงกำลังที่ต้องพยายามขายก็มากกว่า ภรรยาของครอบครัวพวกเขาย่อมหาเื่ทะเลาะอยู่แล้ว”
“อ้อ เ้าไม่บอกข้าก็คงลืมเื่นี้ไปแล้ว สมน้ำหน้า ผู้ใดใช้ให้พวกเขาเป็คนเนรคุณ เป็หมาป่าตาขาวกันเล่า!”
“ครอบครัวสกุลหวังช่วยเหลือแม้แต่ครอบครัวสกุลเจิ้ง อีกทั้งยังช่วยเหลือคนในตระกูลทุกคน ผู้ใดใช้ให้จิตใจของพวกเขาต่ำช้า ไร้ยางอายถึงขนาดไปด่าหวังจื้อกันเล่า!”
ยามที่เหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งของสองครอบครัวแว่วเข้าหูคนในครอบครัวสกุลหวัง ก็เป็ตอนที่ทุกคนกำลังอิ่มหนำสำราญกับอาหารมื้อใหญ่
ซี่โครงที่ครอบครัวของหวังชีมอบให้มาช้าที่สุด หลี่ชิงชิงจึงนำมาทำอาหารไม่ทัน นางนำเพียงเนื้อหมู ไข่ไก่ และเห็ดที่คนอื่นมอบให้มารังสรรค์ ที่จริงแล้วมื้ออาหารของครอบครัวสกุลหวังก็ไม่ธรรมดาทุกวัน ของเหล่านี้มักจะถูกนำมาทำอาหารอยู่เป็ประจำ เพียงแต่ว่าวันนี้มิต้องเสียเงินซื้อเอง ด้วยเป็น้ำใจจากคนในตระกูล
มุมปากของหวังจื้อยกขึ้นสูง เขามักจะถูกสองคนนั้นรังแกให้อับอายมาั้แ่เด็กจนโต เมื่อยามนี้ได้ตอบโต้ออกไปแล้ว ชายหนุ่มจึงอารมณ์ดีเป็ที่สุด ในใจสะใจเป็อย่างยิ่ง เขาเอ่ยว่า “ชิงชิง เมื่อครู่นี้ข้าสับซี่โครงให้แล้ว วางไว้บนเตานะ”
หลี่ชิงชิงได้ยินเื่ราวของสองครอบครัวนั้น แววตาสาดประกายขบคิดวาบผ่าน นางกินอาหารอย่างสบายอกสบายใจ ก่อนเอ่ยว่า “เมื่อตอนบ่ายข้าตุ๋นซี่โครงเอาไว้ หลังจากพี่สะใภ้ใหญ่ดื่มน้ำแกงซี่โครงหมูเสร็จก็เริ่มมีน้ำนม ที่จริงแล้วให้ดื่มน้ำแกงขาหมูตุ๋นถั่วเหลืองจะยิ่งช่วยให้มีน้ำนมมากขึ้น”
เช้าวันรุ่งขึ้น สองสามีภรรยาของสองครอบครัวนั้นก็ทะเลาะกันอีกครั้ง และครานี้พวกเขาทะเลาะกันด้วยสาเหตุอื่น
