เมื่อเฉินเฟิงร้องเพลงจบลง สาวๆ ทั้งสี่ต่างจ้องมองเขาด้วยสายตาหลงใหล ไม่สามารถละสายตาจากเขาได้เป็เวลานาน
ก็ไม่แปลกอะไรที่พวกเธอจะหลงใหลเขา
เฉินเฟิงเป็ปรมาจารย์นักสู้ มีแต่เพลงปลุกใจเช่นนี้เท่านั้นจึงจะสามารถดึงเสน่ห์ของเขาออกมาได้อย่างเต็มที่
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเพลงอื่นๆ ที่เฉินเฟิงเคยร้องนั้นไร้เสน่ห์
เพียงแต่เสน่ห์ของเขาในครั้งนี้ดูน่าดึงดูดเป็พิเศษก็เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สาวสวยทั้งสี่ยังประเมินเสน่ห์ของเฉินเฟิงต่ำไปมาก
เนื่องจากในเวลาไม่นานนัก รอบๆ บริเวณนั้นกลับถูกเติมเต็มไปด้วยแฟนคลับสาวๆ ของทั้งเฉินเฟิงและวงดนตรี
เมื่อเฉินเฟิงเห็นแฟนคลับสาวๆ มารวมตัวกัน เขาก็เริ่มปลดปล่อยแรงดึงดูดที่เก็บซ่อนไว้ออกมาอย่างเต็มที่
ใช่แล้ว
รูปลักษณ์น่าดึงดูดของเฉินเฟิงที่สาวๆ ทั้งสี่เห็นเมื่อครู่ คือการที่เฉินเฟิงพยายามเก็บซ่อนเสน่ห์อันน่าดึงดูดของเขาไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม วงดนตรียังไม่ได้เริ่มแสดงอย่างเป็ทางการ เพียงแค่เฉินเฟิงร้องเพลงให้สาวๆ ทั้งสี่ลองฟัง
ต้องเป็ตอนที่จะเริ่มแสดงดนตรีอย่างเป็ทางการและอยู่ต่อหน้าแฟนคลับเท่านั้น เฉินเฟิงถึงจะปลดปล่อยเสน่ห์ของเขาออกมาอย่างเต็มที่
"บอสคะ คุณตีกลองร้องเพลงได้หล่อมากเลย เลิกเล่นหนังแล้วมาเล่นดนตรีกับพวกเราเถอะ"
หัวหน้าวงพูดกับเฉินเฟิงด้วยสายตาหลงใหลอย่างไม่ปิดบัง
"ตอนผมเริ่มเล่นดนตรี พวกเธอยังไม่เกิดเลย ตอนนี้ผมเล่นจนเบื่อแล้ว อยากเล่นหนังมากกว่า"
เฉินเฟิงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ไม่สนใจท่าทีคลั่งไคล้หลงใหลของหัวหน้าวง
สาเหตุหลักคือเฉินเฟิงไม่อยากยุ่งกับศิลปินในสังกัด เขาจึงไม่ทำตัวน่าดึงดูดและปฏิบัติกับพวกเธออย่างเฉยเมย
น่าเสียดายที่เสน่ห์ของเฉินเฟิงนั้นช่างยิ่งใหญ่ แม้จะพยายามเก็บซ่อนไว้แล้ว แต่เขาก็ยังทำให้สาวๆ สี่คนในวงหลงหัวปักหัวปำ
"เอ้า มา พวกเธอสี่คนซ้อมเพลงให้คุ้นเคยก่อนนะ ผมจะพาแฟนๆ ไปขี่ม้าเล่นก่อน"
เฉินเฟิงมองกลุ่มแฟนคลับอันเต็มไปด้วยสาวสวยมากหน้าหลายตา เขาหันไปสั่งให้สมาชิกวงเฟิงหลินฮัวชานซ้อมเพลงให้คุ้นเคย
จากนั้นเฉินเฟิงก็พาแฟนคลับสาวๆ ไปเที่ยวเล่นบนทุ่งหญ้าอย่างสนุกสนาน
เฉินเฟิงถือเป็ซูเปอร์สตาร์ที่ไม่มีลีลาหรือทำตัวเ้าชู้เลยแม้แต่น้อย เขาตอบสนองทุกความ้าที่ยังพออยู่ในขอบเขตของเหล่าแฟนคลับอย่างจริงใจ
และยิ่งเมื่อเฉินเฟิงพาพวกเธอขี่ม้า มันยิ่งทำให้พวกเธอตื่นเต้นมากขึ้น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เฉินเฟิงจึงพาเหล่าแฟนคลับสาวสวยที่ยังเล่นไม่จุใจกลับมาที่ข้างวงดนตรีเฟิงหลินฮัวชาน
ในตอนนี้ ทั้งสี่สาวสามารถเล่นประสานเสียงกันได้เกือบดีแล้ว คงสามารถเริ่มเล่นได้ในเร็วๆ นี้
ส่วนเฉินเฟิง ไม่จำเป็ต้องฝึกร้องก่อนแต่อย่างใด เขาสามารถร่วมเล่นดนตรีกับพวกเธอได้เลย
ในจุดนี้ เฉินเฟิงมั่นใจอย่างยิ่ง
หลังจากนั้น วงดนตรีเฟิงหลินฮัวชานพร้อมกับเฉินเฟิงก็เริ่มการแสดงดนตรีร็อกแบบใหม่บนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่
พวกเขาเริ่มร้องเพลงแร็ปอาชากลางอัคคีอย่างเป็ทางการ!
เฉินเฟิงร้องเพลงโดยไม่ต้องใช้ไมโครโฟน ใช้เพียงเคล็ดวิชาราชสีห์คำรนอันทรงพลังของเขา ขับขานเสียงเพลงดังกังวานไปทั่วทุ่งหญ้าฐานถ่ายทำภาพยนตร์
เขาเป็นักร้องนำควบตำแหน่งมือกลอง ส่วนสาวสวยทั้งสี่ต่างคนต่างใช้เครื่องดนตรีประจำตัวเพื่อเล่นเพลงประกอบให้เขาอย่างกลมกลืน
เคล็ดวิชาราชสีห์คำรนของเฉินเฟิงไม่ได้เสริมแค่เสียงร้องและเสียงกลองเท่านั้น
เขาใช้พลังเสียงที่เป็รูปธรรม ห่อหุ้มเสียงจากเครื่องดนตรีในมือของสมาชิกวงทั้งสี่
เสียงทั้งหกผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์ เป็ผลให้เสียงเพลงค่อยๆ แผ่ขยายออกไปอย่างอ่อนโยนแต่กลับทรงพลัง
แม้แต่ในโรงถ่ายภาพยนตร์ขนาดใหญ่หลายแห่งในฐานถ่ายทำภาพยนตร์ แม้แต่ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์ก็ยังได้ยินเสียงของเฉินเฟิงอย่างชัดเจน
'เสียงใครร้องเพลง? เสียงดังฟังชัดแถมยังร้องเพราะด้วย'
เหล่าผู้กำกับและนักแสดงต่างคิดในใจอย่างทึ่ง
"เสียงร้องนี้ต้องเป็ของเฉินเฟิงแน่ๆ เขาคงใช้เคล็ดวิชาราชสีห์คำรนร้องเพลงอยู่ที่ไหนสักแห่ง แล้วเสียงเพลงค่อยๆ ลอยมาถึงเรา!"
หลายคนที่คุ้นเคยกับเสียงร้องของเฉินเฟิงต่างก็จำได้ทันที
ในเวลาเดียวกัน เฉินเฟิงใช้คะแนนนักร้องนักแต่งเพลงหนึ่งล้านคะแนน ขอให้ระบบช่วยถ่ายทำและบันทึกภาพการแสดงเพลง 'อาชากลางอัคคี' ของวงดนตรีแบบ 360 องศา
หลังจากเฉินเฟิงร้องเพลง 'อาชากลางอัคคี' จบลงท่ามกลางอารมณ์คุกรุ่น ระบบก็ถ่ายทำและบันทึกภาพการแสดงสดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
และยังส่งวิดีโอตรงไปยังโทรศัพท์มือถือเฉินเฟิงเพื่อให้เขาสามารถเผยแพร่สู่สาธารณะได้ทันที
ั้แ่จำนวนแฟนคลับเพิ่มมากขึ้น คะแนนนักร้องนักแต่งเพลงก็มีมากจนใช้ไม่หมด
ก็มีบ้างบางครั้งที่เฉินเฟิงใช้คะแนนชื่อเสียงเพื่อบรรลุเป้าหมาย
แต่จากมุมมองระบบ เวลาที่เฉินเฟิง้าความช่วยเหลือจากมันยังน้อยเกินไป
ระบบหวังให้เฉินเฟิงกลับไปเป็นักร้องหน้าใหม่ที่้าความช่วยเหลือจากมันอยู่เสมอ
แต่เฉินเฟิงในอดีตชาติ เป็นักร้องนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ที่ครบเครื่องและประสบความสำเร็จมาก แถมในชาตินี้เขายังได้รับการยกย่องเป็ปรมาจารย์นักสู้
เขาจึงสามารถทำอะไรหลายอย่างได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็ต้องใช้คะแนนชื่อเสียงเพื่อขอความช่วยเหลือจากระบบบ่อยนัก
ครั้งล่าสุดนี้ เฉินเฟิงี้เีจ้างทีมงานมืออาชีพมาถ่ายทำและบันทึกภาพ เลยใช้คะแนนนักร้องนักแต่งเพลงหนึ่งล้านคะแนนเพื่อขอให้ระบบช่วยบันทึกภาพวิดีโอการแสดงตรงหน้านี้
เื่แบบนี้ทำให้ระบบรู้สึกว่าตัวเองยังมีประโยชน์อยู่บ้าง
ไม่เช่นนั้นแล้ว ด้วยความที่เฉินเฟิงออกเพลงใหม่และถ่ายทำภาพยนตร์ทุกวัน ระบบอาจรู้สึกตนเองไร้ประโยชน์ไปอย่างสิ้นเชิง
แต่ว่า กระทั่งบัดนี้ เฉินเฟิงก็ยังไม่รู้ว่าระบบมีรูปแบบการดำรงอยู่แบบไหน
มันสามารถมอบกายเนื้อาที่มีแต่ในนิยายให้กับเขาได้อย่างไร
เื่นี้เกินขีดจำกัดของระบบปัญญาประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีไปอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น เฉินเฟิงจึงพยายามทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยไม่ใช้คะแนนชื่อเสียงเพื่อจะได้ไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากระบบบ่อยนัก
ถือว่าเป็การป้องกันระดับหนึ่ง เพราะว่าตัวเฉินเฟิงเองก็มีความสามารถพออยู่แล้ว
หลังจากเฉินเฟิงร้องเพลง 'อาชากลางอัคคี' จบลง เขาเตรียมตัวเก็บของกลับบ้านเพื่อเผยแพร่ผลงานบนช่องทางโซเชียลมีเดียทั้งสามของเขา
แต่แฟนคลับในงานกลับร้อนแรงเกินคาด พวกเธอทุกคนต่างร้องขอให้เขาขึ้นร้องเพลงต่ออีก
เฉินเฟิงไม่อาจทำใจปฏิเสธลงได้ เขาจึงะโเสียงดัง
"เอาไงก็เอา เห็นแก่ความกระตือรือร้นของทุกท่าน ในเมื่อยังสนุกไม่จุใจ งั้นผมขอร้องเพลงเก่าของผมให้อีกเพลงนะครับ เพลงนี้ชื่อว่า 'หลี่ป๋าย' ครับ"
เฉินเฟิงหันไปถามสมาชิกวงสาวสวยทั้งสี่เบาๆ ว่าพวกเธอรู้จังหวะเพลงเก่าเพลงนี้ของเขาไหม
สาวสวยทั้งสี่พยักหน้าให้อย่างจริงจัง
เื่แบบนี้ล้อเล่นได้ที่ไหน เพลงเก่าของไอดอลเทพบุตรของตน ถ้าไม่รู้จักแล้วจะกล้าเซ็นสัญญากับบริษัทของเขาได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ เฉินเฟิงจึงร่วมร้องเพลงหลี่ป๋าย เพลงเก่าแนวร็อกคันทรีกับวงเฟิงหลินฮัวชาน
"คนส่วนใหญ่บอกผมให้เรียนรู้ที่จะมองโลกหลากหลายมุมมอง
ผมเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้อย่างจริงจัง
หนังต่างประเทศผมก็ลองดู แต่ไม่เห็นเข้าใจอะไรสักอย่าง
ดูจนจบสุดท้ายก็แค่เื่ราวที่สร้างสรรค์ขึ้น ต่อให้คุณเห็นว่าผมดีขนาดไหน ฉลาดและว่านอนสอนง่ายเพียงใด ก็ยังดูหลอกลวงไม่ใช่เหรอ
ผมดื่มเหล้าไปหลายจอกเพื่อลองเลียนแบบหนังพวกนั้น
จนเผลออ้วกมันออกมาเมื่อออกไปข้างนอก กลายเป็ภาพของใครคนหนึ่ง
เธอเรียกคนอื่น 'ที่รัก' ทั้งวี่ทั้งวัน
แต่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจเลยนะ
ควรหมั่นฝึกฝนให้มากกว่าออกไปข้างนอก
จะมีสักคนที่เข้าใจเอง
ถ้าผมสามารถย้อนเวลากลับไปได้ ผมอยากเป็หลี่ป๋าย
เมื่อร้อยปีก่อนไม่ว่าจะทำดีทำเลวก็ไม่เห็นมีใครให้ความสำคัญ
ถ้าผมสามารถย้อนเวลากลับไปได้ ผมอยากเป็หลี่ป๋าย
อย่างน้อยก็ยังสามารถเขียนบทกวีไปเรื่อย เที่ยวหยอกล้อกับสาวงามไปทั่ว
ถ้าผมสามารถย้อนเวลากลับไปได้ ผมอยากเป็หลี่ป๋าย
สร้างสรรค์บทกวีชั้นเลิศ ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างยกย่อง
ถ้าผมเลือกน่ะนะ”
เพลงหลี่ป๋ายเป็เพลงที่เฉินเฟิงเคยมองโลกผ่านดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกเสียดสีตัวเองเบาๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ดูเหมือนจะใกล้ชิด ทว่าแท้จริงกลับห่างเหิน
เขาหวังว่าเมื่อผู้คนได้ฟังเพลงหลี่ป๋าย พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตโดยไม่ต้องสนใจคำวิจารณ์จากคนอื่น ใช้สัญชาตญาณและความคิดตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างอิสระไม่ต้องตกเป็ทาสสายตาชาวโลก
เพลงนี้เฉินเฟิงใช้ท่วงทำนองร็อกแบบคันทรีเรียบง่าย เขียนออกมาเพื่อแสดงถึงความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระ เสียงกีตาร์ฟิลล์และคอร์ดสลับกันปรากฏให้เห็นภาพคนสมัยใหม่ที่ใช้ชีวิตในยุคสมัยใหม่
ระหว่างชีวิตในอุดมคติและความเป็จริงมีความแตกต่างกันมาก แม้จะไม่อยากประนีประนอม แต่ก็คุ้นเคยจนกลายเป็เื่ปกติ ความรู้สึกเสียดสีตัวเองอย่างอ่อนเบาๆ นั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจน
เพลงหลี่ป๋ายนี้น่าทึ่งมาก ไม่ว่าจะชอบแนวเพลงแนวนี้หรือไม่ก็ตาม จังหวะที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ท่วงทำนองที่ผ่อนคลายและสง่างาม
รวมไปถึงเสียงร้องอย่างเป็ธรรมชาติของเฉินเฟิง ล้วนทำให้เพลงเพลงนี้มีเนื้อััและพลัง ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะฮัมเพลงตาม
เฉินเฟิงจัดการกับดนตรีได้อย่างชาญฉลาดและสดใสยิ่งขึ้น ทำให้เพลงหลี่ป๋ายซึ่งเดิมทีมีองค์ประกอบของร็อกคันทรีฟังดูเหมือนเข้ากับเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทันสมัยและอินเทรนด์ ฟังดูใหม่กว่าเพลงคันทรีใหม่ของเหล่าศิลปินรุ่นเก๋าเสียอีก
