เล่มที่ 3 บทที่ 86 หินตงจี๋
ตอนอยู่ที่แม่น้ำหยิน ก็เป็เพราะโชคช่วยแท้ๆ หลินเฟยถึงได้แร่ไท่อี๋มาหลอมจนได้ปราณกระบี่ไท่อี๋ ซึ่งเป็รากฐานการบำเพ็ญเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน ในตอนนี้เหลืออีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ก็จะได้บรรลุขั้นมิ่งหุนแล้ว แต่จนบัดนี้ก็ยังหาปราณโลหะสีทองขั้นเซียนเทียนสายที่สองไม่ได้เลย…
นี่ต่างหากที่ถือว่าเป็ปัญหาใหญ่…
ในสายตาคนอื่นอาจจะเข้าใจว่าหลินเฟยนั้นใกล้จะบรรลุขั้นมิ่งหุนแล้ว แต่เ้าตัวย่อมรู้ดีว่าหากไม่มีปราณโลหะสีทองขั้นเซียนเทียนสายที่สอง ชั่วชีวิตนี้ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้บรรลุขั้นมิ่งหุน
หลินเฟยจึงจำเป็ต้องไปหุบเขากระบี่…
ก่อนหน้านี้ตาเฒ่าก็เอาแต่พูดถึงดาวตกที่ร่วงจากฟ้า ว่าจะต้องเป็แร่โฮ่วเทียนอย่างต่ำขั้นสี่แน่ๆ…
แต่หลินเฟยกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะมันอาจจะไม่ใช่แค่แร่โฮ่วเทียน
ตาเฒ่าไม่เคยเห็นแร่จิงซ่ามาก่อน จึงเข้าใจว่ามนต์สะกดในแร่น่าจะสามารถชักนำหมอกจิงซ่า ทำให้เกิดพายุหมุนได้ แต่ในชาติที่แล้วหลินเฟยคุ้นเคยกับแร่จิงซ่าเป็อย่างดี เขาย่อมรู้ดีว่ามนต์สะกดในแร่สามารถชักนำให้หมอกจิงซ่าเกิดพายุหมุนได้จริง ทว่าหมอกจิงซ่าที่หุบเขากระบี่นั้นกำลังหลับใหลอยู่ไม่ใช่หรือ…
หลินเฟยจึงค่อนข้างมั่นใจว่า สิ่งที่สามารถปลุกหมอกจิงซ่าที่หลับใหลได้ ถึงแม้จะไม่ใช่แร่เซียนเทียน แต่ก็จะต้องเป็แร่ที่ขั้นสูงกว่าโฮ่วเทียนขั้นสี่หรือขั้นห้าแน่นอน
แถมตาเฒ่ายังพูดถึงเบาะแสบางอย่างอีกด้วย…
หลังจากที่ดาวตกนั่นร่วงลงมา ไม่ทันใดมันก็กลับพุ่งขึ้นอีกครั้ง…
จากนั้นมันจึงตกลงไปที่ทะเลสาบ
นี่หมายความว่าอะไรกันแน่?
ก็หมายความว่าดาวตกที่ร่วงลงมานั้น อาจจะมีจิติญญาแฝงอยู่น่ะสิ…
หากไปหุบเขากระบี่ ก็จะมีโอกาสอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่จะเจอแร่เซียนเทียน!
สำหรับหลินเฟยนั้น แม้มีโอกาสเพียงครึ่งหนึ่ง ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงแล้ว
นี่จึงเป็เหตุผลที่หลินเฟยจะต้องไปที่หุบเขากระบี่ให้ได้
หลังจากกลับถึงหุบเขาอวี้เหิง หลินเฟยก็กลับเข้าห้องพักตนเองทันที และหยิบหินเซียนออกมา
“ใช้เพียงเคล็ดกระบี่หมัวเจี้ยนก็สามารถแลกมันมาได้ ช่างคุ้มค่าจริงๆ!” หลินเฟยหยิบหินเซียนขึ้นมาเชยชม ก่อนจะยกยิ้มด้วยความพอใจ
จะว่าไป…
แม้อู๋เย่วจะหลอมจนได้มนต์สะกดสามสิบห้าสาย แต่หากให้พูดตามความเป็จริง ก็คืออู๋เย่วเองก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเ้าหินนี่คืออะไร…
เกรงว่าจะมีเพียงน้อยคนในเป่ยจิ้งเท่านั้นที่รู้…
เพราะเ้าหินนี่ไม่สามารถที่จะพบเจอได้ง่ายๆบริเวณนี้หรอก
และมันมีชื่อว่า “หินตงจี๋” นั่นเอง
ตำนานเล่าลือกันมาว่า ในยุคาเมื่อแดนเซียนได้พังทลายลง มีชิ้นส่วนหนึ่งได้ตกลงมายังพิภพหลัวฝู และทางตะวันออกของทะเลน้ำแข็งฝูปิงมีสถานที่รกร้างแห่งหนึ่งที่ อยู่ดีๆก็มีหินั์ปรากฏขึ้นมา หลังจากเวลาล่วงเลยไปหลายหมื่นปี ก็ได้มีผู้บำเพ็ญชั้นสูง ขั้นฟ่าเซินสองคน ซึ่งก็คือเซียนมารชิงหู กับเซียนกระบี่ตงจี๋ ได้ประลองกันที่บริเวณหินั์ก้อนนี้ ทั้งคู่มีพลังสูงส่งไม่ต่างกัน ถึงขนาดทำให้ฟ้าดินสั่นะเืได้ เช่นเดียวกับอาทิตย์และจันทราที่พากันอับแสง หรือแม้แต่หินั์ที่อาจจะเป็ชิ้นส่วนแดนเซียนก็ยังถูกทั้งคู่ทำลายจนป่นปี้…
แต่ที่น่าแปลกก็คือ…
อาจเป็เพราะได้ดื่มเืของผู้บำเพ็ญฟ่าเซิน...หินั์ที่นับหมื่นปีก็ไม่เคยแสดงพลังวิเศษอะไรออกมาเลย ในชั่วขณะที่ถูกฟันจนแตกสลายนั้น มันก็กลับมีพลังมหาศาลปะทุออกมา
ในคืนนั้นมีคนจำนวนมากพากันมา่ชิงเศษหินที่แตกกระจายนี้ไปจนหมด
และใน่ร้อยปีนั้นเอง ทางบริเวณที่รกร้างทางตะวันออก ก็มีศาสตราวุธที่หลอมจากเศษหินนี้ถือกำเนิดขึ้นมาไม่น้อยเลย
สุดท้ายเศษหินเหล่านี้ก็ถูกเรียกว่าหินตงจี๋มาจนถึงปัจจุบัน
“สงสัยอาจารย์จะมีวาสนาดีไม่เบาเลยแฮะ ทั้งเตาฟงอวี่แปดทิศ ทั้งหินตงจี๋ แต่กลับน่าเสียดายนัก ที่มีตาหามีแววไม่…”
หลินเฟยหยิบหินตงจี๋ขึ้นมาพิจารณาครู่หนึ่ง ก็พบความจริงที่ว่า อู๋เย่วได้กระทำบางอย่างพลาดไปเสียแล้ว...
และคนส่วนมากก็มักจะพลาดจุดนี้เดียวกันนี้
ครั้นอดีตตอนศาสตราวุธที่หลอมจากหินตงจี๋ชุดแรกถือกำเนิดขึ้น คนส่วนมากล้วนเล็งเห็นจุดเด่นของมัน คือความสามารถเปลี่ยนแปลงน้ำหนักได้ตามใจนึกคิด จึงนำหินตงจี๋มาหลอมเป็ศาสตราวุธที่เน้นการโจมตีเป็หลัก เพราะหลังจากโคจรพลังปราณเข้าไป ศาสตราวุธที่ทำจากหินตงจี๋นี้ก็จะมีน้ำหนักมหาศาล เมื่อฟาดฟันลงไป พลังจึงรุนแรงถึงขั้นถล่มูเาให้ราบเป็หน้ากลองได้เลย…
‘นี่มันทำเสียของชัดๆ…’
เพราะว่ามันดีแค่หนักอย่างเดียวน่ะ แต่กลับไร้ซึ่งความเบามืออย่างที่ควรเป็
ความจริงแล้ว หินตงจี๋สามารถปรับเปลี่ยนน้ำหนักทั้งหนักและเบาได้ตามที่นึกคิด
และสิ่งที่หลินเฟย้าก็คือความเบา ไม่ใช่ความหนัก…
สิ่งที่น่ากลัวของแร่จิงซ่าก็คือน้ำหนักที่แสนมหาศาลของมัน หากหลงเข้าไปในที่ถิ่นที่มีแร่จิงซ่าแล้วล่ะก็ ทั้งตัวก็จะรู้สึกหนักขึ้นมาราวกับแบกูเาอยู่ก็ว่าได้ ทุกย่างก้าวล้วนกดทับไปด้วยพลังอันหนักหน่วง หากไม่สามารถบรรลุขั้นมิ่งหุนจนมีพลังคุ้มกายรวมถึงมีกายเนื้อที่ทนทานได้แล้วล่ะก็ จะไม่เหลือแม้แต้โอกาสที่จะเดินเหินได้เลยด้วยซ้ำ หลินเฟยเองก็ไม่อาจรอคอยจนถึงขั้นมิ่งหุนได้อีกต่อไป จึงจำเป็ต้องหาหินตงจี๋มาเป็ตัวช่วยในครั้งนี้
แต่ว่า…
หินตงจี๋กลับถูกอู๋เย่วหลอมจนเกิดเป็มนต์สะกดสามสิบห้าสายไปแล้ว
“ยังดีที่ก่อนหน้านี้เขาได้รวบรวมหยดน้ำพุเหลืองมาได้…” หลินเฟยล้วงเอาขวดหยกใบหนึ่งออกมา หลังจากเปิดผนึกขวด ทันทีทันใดกระแสไอเย็นเสียดกระดูกก็แพร่กระจายออกมาทันที
เขายังคงทำเช่นเดียวกับครั้งที่หละเกียงซานเป่าหลิวหลี หลินเฟยใช้พลังปราณห่อหุ้มหินตงจี๋ที่มีรูปร่างคล้ายแท่นฝนหมึกเอาไว้ ก่อนจะหยดน้ำพุเหลืองลงไป…
ทันใดนั้นหยดน้ำพุเหลืองก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมา มันไหลวนไปทั่วบริเวณหินตงจี๋…
หลินเฟยเองยังคงใจเย็น เขาค่อยๆบรรจงควบคุมหยดน้ำพุเหลืองด้วยความตั้งใจ และทำการชำระล้างมนต์สะกดที่ไม่จำเป็ออกไปด้วย
ใช้เวลาไม่นาน หินตงจี๋ตรงหน้าก็หลงเหลือมนต์สะกดเพียงสามสิบสี่สายเท่านั้น
จากนั้นก็ค่อยๆลดลงเหลือสามสิบสามสาย สามสิบสองสาย สามสิบเอ็ดสาย…
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆ หลินเฟยจึงสามารถชำระล้างมนต์สะกดทั้งสามสิบห้าสายออกไปจนเหลือเพียงยี่สิบหกสาย
เขาชำระล้างมนต์สะกดไปถึงเก้าสายเต็มๆ
สำหรับหลินเฟยแล้วถือว่าเป็งานที่ยากลำบากไม่น้อยเลย
หลังจากชำระล้างมนต์สะกดสำเร็จ หลินเฟยก็เก็บหยดน้ำพุเหลืองลงขวด และหาที่นั่งสำหรับโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน เพื่อเติมเต็มพลังปราณที่สูญเสียไป…
สามชั่วยาวผ่านไป เขาจึงลุกขึ้นมาเพื่อจัดการมนต์สะกดยี่สิบหกสายที่เหลือ เพราะสิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ เมื่อเทียบกับจากใช้น้ำพุเหลืองชำระล้างมนต์สะกดแล้ว กลับยุ่งยากและหนักหนากว่ามาก ทำให้หลินเฟยจะต้องเสียเวลาไปถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็มๆ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
