กินอิ่มก็น้องนอนพักให้อาหารย่อย มองออกไปข้างหน้าชมธรรมชาติด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ดูลำธารไหลเอื่อยๆ มีใบไม้สีเหลืองปลิวว่อนร่วงตกลงไปในน้ำจากการผลัดใบ ถึงจะอิ่มและรอดจากความอดอยากหนีตายจากพวกฏแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้รีบร้อนเพราะยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อ
ทุกคนคิดเหมือนกัน ว่าเมื่อออกจากจ้อเจียงและพบแหล่งน้ำแล้ว ทุกอย่างก็จะเรียบร้อยดี
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้อีกเดือนเดียว แคว้นชวีก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว หากยังไม่มีที่พักเป็หลักเป็แหล่ง ภัยหนาวและความตายจากหิมะมันก็จะยิ่งถาโถมน่ากลัวกว่าภัยแล้งที่เคยเจอมา เพราะเมื่อใดที่หิมะหนาและตกลง การเดินทางไกลอย่างที่เคยทำ เด็กๆ อย่างพวกเขาก็แทบจะเป็ไปไม่ได้และต้องแข็งตายที่ข้างนอกแน่นอนหากฝืนออกมา
ชีวิตนี้เรียกว่าสุดลำบาก แต่ก็ดีกว่าการทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนอยู่บนเตียงเหมือนชีวิตที่แล้วอยู่นิดหน่อย
เฉินอวี๋นอนมองท้องฟ้าคิดอย่างเหม่อลอย อาจเพราะยังไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืนบวกกับข้าวต้มโจ๊กที่กินลงไป จึงทำให้หนังตาของเขาที่เคยคิดเกี่ยวกับเื่อนาคตค่อยๆ หย่อนยาน
ใน่อาการง่วงกึ่งหลับกึ่งตื่นที่ไม่แน่ใจ
อยู่ๆ เฉินอวี๋ก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในห้องแห่งความฝันที่คุ้นเคยอีกแล้ว มองไปรอบๆ ห้องที่ดูไร้สิ้นสุด ก็ยังคงปรากฏว่ามีบอลเรืองแสงหลากสีคุ้นตา ที่บรรจุของต่างๆ อยู่ข้างในเหมือนเดิม แต่ที่ต่างออกไปอยู่นิดหน่อย คือมีเสียงบางอย่างดังขึ้นมา
[ติ๊ง]
[พบของมีค่าเป็ถุงเงินจำนวน 7 อีแปะ]
[ยินดีต้อนรับการกลับมาสู่ดินแดนการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม]
หือ?
“...”
เฉินอวี๋ตะลึง คิดว่ามันเป็ความฝันอีกแล้ว เขาจึงหยิกต้นขาตัวเองเพื่อตื่น แต่ความเ็ปนั้นสมจริงมาก จนเขาต้องะโขึ้นยืนด้วยสีหน้าเบิกกว้าง
ทุกคนที่เดินทางข้ามเวลา ล้วนแต่มีระบบ ซึ่งความจริงแล้วเขาก็มีสิ่งนี้เช่นกัน มันจึงช่วยไม่ได้ ที่เขาจะดีใจจนอยากจะแก้ผ้าเต้น แต่เขาก็ต้องระงับอารมณ์ของตัวเองไว้ก่อน
หวนนึก ว่าทำไมเขาถึงเข้ามาอยู่ในห้องมิตินี้ได้
แต่เขาก็คิดไม่ออก มันไม่มีเหตุการณ์อะไรเป็พิเศษ เขาไม่ได้พูด แถมเคยเบียวะโหาระบบมาก่อนแล้วใน่ที่ลืมตาตื่นขึ้นในโลกใหม่ๆ แต่มันก็ไม่มีระบบอะไรที่จะตอบสนองต่อการเรียกของเขาเลย ดังนั้น ดำพูดไม่ใช่ตัวการที่ใช้เรียกระบบ
อาจจะเป็สร้อย?
แหวนประจำตระกูลที่ติดตัว?
ลายสักหรือของพวกปานตำหนิ?
หินวิเศษ?
ของบางอย่างที่มีิญญาสิง?
แต่ว่า เฉินอวี๋ที่ยากจนก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากชุดขาดๆ ที่สวมอยู่ จนพอทบทวนประโยคแรกๆ ที่ได้ยินในตอนที่เข้ามา เขาก็ค่อยๆ คลำไปที่หน้าอก ดึงถุงเงินออกมาใต้ร่มเสื้อ ซึ่งในเวลาเดียวกัน ข้อมูลชุดหนึ่งก็ปรากฏออกมา
[พบเงิน 7 อีแปะ]
[สามารถสกัดเป็แต้มค่าเท่าเทียมได้ 0.07 แต้ม]
[ของที่แลกเปลี่ยนได้มีขีดจำกัดแค่ระดับสีเขียว]
“เยี่ยม”
“ในที่สุดข้าก็พบเบาะแสของมันแล้ว”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
^^
ทันทีที่เห็นข้อมูลตรงหน้า เฉินอวี๋ก็ชูมือขึ้นแล้วหมุนๆ หัวเราะลั่นด้วยความดีใจ
จากนั้นเขาก็นั่งลงศึกษาไปสิ่งนี้อยู่นาน ก่อนจะพบว่ามันมีเงื่อนไขบางอย่างที่ต้องใช้ หนึ่งคือเขาต้องมีของมีค่าถืออยู่ในมือ จากนั้นหลับตาตั้งใจ ถึงจะมาอยู่ในห้วงมิติการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
“พาข้ากลับไปที่โลกเดิมที”
[แต้มความเท่าเทียมไม่เพียงพอ]
“หือ?”
การตอบสนองของห้วงมิติ ไม่สามารถระบุหรือแยกแยะได้ว่าระบบพูดมาจากทิศทางไหน แต่สิ่งที่เขาคาดเดาได้ คือเหมือนมันจะไม่ได้หมดหวัง เพราะระบบไม่ได้ปฏิเสธแต่โต้ตอบออกมาว่าแต้มไม่เพียงพอ
ดังนั้นก็หมายความว่า หากเขาสามารถเก็บและสะสมแต้มความเท่าเทียบผ่านถึงเกณฑ์ได้ การกลับไปยังโลกเดิมก็เป็ไปได้เช่นกัน
“ข้าขอแลกเป็ปืนได้หรือไม่?”
[แต้มความเท่าเทียมไม่เพียงพอ]
หืมมม!!~~
“เหมือนจะสูงอยู่ แต่ดูแล้วก็สามารถซื้อได้ในอนาคตสินะ”
เฉินอวี๋ผงะเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าการพูดมั่วๆ จะได้รู้ว่าไม่มีข้อกำหนด เหมือนระบบนี้จะเป็พื้นที่พิเศษสำหรับแลกเปลี่ยน แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างที่เขาจะสามารถแลกได้
เห็นชัดๆ ว่ามีปืนลอยอยู่ในลูกบอลสีเขียว แต่เขาก็ยังไม่มีแต้มพอที่จะแลกมัน
“งั้นด้วยแต้มที่ฉันมี พอจะแลกเปลี่ยนอะไรในนี้ได้บ้าง?” เฉินอวี๋ลองเปลี่ยนคำถาม
[ปัจจุบันคุณมีแต้มอยู่ 0.07]
[รายการที่ซื้อขายได้มีดังต่อไปนี้]
เมื่อเห็นระบบแสดงแต้ม ถึงจะผิดหวังที่มีค่าซะเหลือเกิน รายการแลกเปลี่ยนที่มีอยู่ก็ไม่ถือว่าพิสดารอะไร เมื่อคิดถึงสถานการณ์ที่กำลังเจอ สุดท้ายเฉินอวี๋ก็ตัดสินใจเลือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2 ซอง
[ไม่เหลือของมีค่า สิ้นสุดการแลกเปลี่ยน]
“หือ?”
“เดี๋ยวก่อนสิ ข้ายังไม่ได้…ถะ..ถาม”
ห้วงมิติสั่นไหว ผลักร่างและจิตสำนึกของเฉินอวี๋ให้ลืมตาตื่น แต่ที่ทำให้เฉินอวี๋แปลกใจ คือเขามั่นใจว่าตัวเองอยู่ในห้วงมิตินั้นนานมาก เดินดูของและลูกบอลจนเหนื่อย แต่พอออกมามันกินเวลาแค่ไม่กี่ชั่วยาว ลืมตาตื่นในโลกนี้ก็แค่่เที่ยงของวัน
หากไม่ใช่เพราะในมือถือซองบะหมี่อยู่ เฉินอวี๋ก็คงคิดไปแล้วว่าเื่เมื่อกี้คือความฝันและเขาไม่ได้คิดไปเอง
ด้วยสิ่งของที่ฉูดฉาดไม่เข้ายุค ทุกคนมองไปที่ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่อยู่ในมือของเฉินอวี๋
แต่พวกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจถามว่าไปเอามาจากไหน ทุกคนงดเว้นที่จะถาม เพราะใครบ้างที่จะไม่มีความลับเป็ของตัวเอง จนการแบ่งปันบะหมี่ที่มีน้ำซุปปรุงรสแสนอร่อย
เฉินอ่าวและเฉินเหนียนอู่ก็กินจนน้ำตาไหลอาบแก้ม เป็น้ำตาแห่งความสุขที่ไหลรินออกมาจากดวงตา เฉินต้าก็เลียคราบน้ำซุปไม่ยอมให้เหลือสักหยด
เหมือนว่าพวกเขาไม่เคยเจออาหารที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน
“บะหมี่นี้อร่อยกว่าอาหารเม็ดในแคปซูลมาก”
แม้แต่เฉินถั่วถงก็ยังอุทานชม จนเฉินอวี๋อดเงยหน้ามองไปที่แม่อย่างช่วยไม่ได้ ว่าเป็ไปได้หรือไม่ ที่อาหารในโลกที่แม่จากมาไม่มีรสชาติอะไรเลย
“พลังของข้าพึ่งตื่น ในอนาคตคงต้องพึ่งพาและขอความช่วยเหลือจากทุกคน” การที่บอกว่ามีระบบ มันก็ยากเกินไปที่เฉินอวี๋จะอธิบายออกมาให้ทุกคนได้เห็นภาพ เขาจึงคิดว่าหากอธิบายว่ามันเป็เหมือนพลังวิเศษแขนงหนึ่ง น่าจะทำให้ทุกคนเข้าใจได้มากกว่า
“เอาสิ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินอวี๋ ครอบครัวก็เห็นด้วยและสนับสนุน โดยกล่าวว่าจะพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่
บางที วันนี้อาจจะเป็วันที่สบายๆ เป็ครั้งแรกและทุกคนค่อนข้างว่าง การพูดคุยของครอบครัวแซ่เฉินที่ค่อนข้างประหลาดจึงเริ่มขึ้น พี่สาวคนรองเดินไปหาแม่ เพื่อขอให้สอนวิชาดวงดาว
เฉินเหนียนอู่กล่าวอย่างคาดหวัง ว่านางสามารถสร้างแผนผังรูนจากการจัดเรียงเวทมนตร์ได้หลายร้อยรูปแบบ และในโลกนี้หรือโลกเก่า หากไม่คว้าโอกาสนี้เพื่อถาม คงไม่มีใครที่ไหน จะไปมีความรู้เื่ดวงดาวเทียบเท่าพลเรือเอกยานรบเท่าแม่ของนางได้อีก
ซึ่งเฉินอ่าวเองก็ไม่อยากน้อยหน้าไปกว่าคนอื่นๆ
ถึงลูกๆ ของพวกเขาจะเล็กอยู่ แต่ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาควรสอนลูกชายให้รู้จักการบ่มเพาะตนเอาไว้สู้และป้องกันตัว
“เฉินตะ…ต้า”
โฮ๊กก!!~~~
“ท่านพ่ออย่าพึ่งเข้ามาใกล้ตอนที่เืปลาติดมือสิ”
“ถ้าพี่ชายอาละวาดอีกจะทำยังไง? ถอยไปเลย ถอยๆ”
“...”
กำลังจะเท่แล้วเชียว แต่เฉินอ่าวก็ลืมไป ว่าเขากำลังแล่เนื้อปลาที่จับได้จากลำธารอยู่ โชคดีที่มัดเฉินต้าไว้กับต้นไม้ เฉินอวี๋จึงโบกมือไล่พ่อให้ห่างจากตัวพี่ชาย ไปทำปลาตากแห้งของเขาอยู่ไกลๆที่ต้นลำธาร
“...”
“...”
