เมื่อเผชิญหน้ากับการหลอกล่อเช่นนี้แล้ว หากจะบอกว่าเยว่เยียนเยียนไม่หวั่นไหวเลย ก็คงจะเป็การโกหกกันแน่แท้ ถึงอย่างไรั้แ่เยว่เยียนเยียนมาหาเฉินไฮว่ชิงที่นี่ อย่างต่ำๆ ก็ไม่ได้ออกไปไหนมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว ประสบการณ์ที่ออกจากบ้านไปไกลเพียงครั้งเดียว ก็คือตอนที่หนีออกจากบ้านไปหลงอยู่ในถ้ำูเาครั้งนั้น ต่อให้ไม่ได้ทำเพื่อซ่อมแซมห้องครัวของเฉินไฮว่ชิง ในใจของเยว่เยียนเยียนเองก็นึกอยากจะออกไปเดินเที่ยวสักหน่อยเหมือนกัน
ทว่า…
เฉินไฮว่ชิงนั้นกำชับตนครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าห้ามออกจากบ้านไปตามอำเภอใจ เพราะการที่เยว่เยียนเยียนไปเดินอยู่ในเมืองหลวงด้วยใบหน้านี้ มันอันตรายเกินไป
ดังนั้น เยว่เยียนเยียนที่จมดิ่งลงสู่ความสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน จึงเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรอยู่เนิ่นนาน
“คิดเสร็จแล้วหรือยัง? หากเ้าไม่กล้าออกไป ข้าจะออกไปคนเดียวนะ...” เหยียนเฟยพูดพลางยกขาก้าวจะเดินไป ชั่วขณะเขาก็หยุดลงอีกครั้ง สองมือแบอยู่เบื้องหน้าเยว่เยียนเยียน “แต่ว่าเ้าต้องเอาเงินให้ข้า ไม่อย่างนั้นข้าก็ซื้อถ้วยชามกระบวยหม้อที่ต้องใช้ในห้องครัวไม่ได้”
เยว่เยียนเยียนที่ตัดสินใจแล้วยกมือขึ้นตบลงบนแขนยาวของเหยียนเฟยทีหนึ่ง เอ่ยอย่างดุร้าย “ข้าไม่อาจให้เงินกับเ้าได้หรอกนะ หากเอาเงินให้เ้า ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าวเช้าเที่ยงเย็นของข้า น่ากลัวว่าคงจะไม่เหลือแล้วล่ะ! ฮึ...”
เหยียนเฟยเห็นเช่นนั้นก็เบ้ปาก แล้วเอ่ยอย่างดูแคลน “พูดมาตั้งนาน เ้าทั้งไม่ออกไปข้างนอกทั้งจะไม่ให้เงินข้า แล้วพวกเราจะซ่อมแซมห้องครัวกลับเป็เหมือนเดิมอย่างไร จะอธิบายกับตาแก่หนังเหี่ยวเฉินไฮว่ชิงนั่นอย่างไรเล่า? เ้านี่น่าโมโหเสียจริงเลย!”
ความจริงแล้วเหยียนเฟยนั้นไม่ได้สนใจว่าห้องครัวของเฉินไฮว่ชิงจะสามารถซ่อมแซมกลับมาได้หรือไม่ขนาดนั้นหรอก สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดก็คือท้องของเขายังไม่ได้กินอิ่มเลยต่างหาก ส่วนสิ่งที่จะใช้เติมเต็มท้องนั้นจะมาจากห้องครัวบ้านตัวเองหรือจะมาจากร้านอาหารภัตตาคารข้างนอก สำหรับเหยียนเฟยล้วนไม่สำคัญ อย่างไรเงินก็เป็ของที่เฉินไฮว่ชิงทิ้งไว้ให้ ไม่ใช้ก็น่าเสียดายแย่!
“ข้าจะออกไปกับเ้า!” เยว่เยียนเยียนเอ่ยราวกับได้ตัดสินใจเื่ที่ยิ่งใหญ่อย่างไรอย่างนั้น เมื่อเห็นดวงตาของเหยียนเฟยเป็ประกาย เยว่เยียนเยียนก็รีบทำข้อตกลงร่วมกันอีกครั้ง “แต่ว่าเ้าจะต้องตกลงกับข้า ว่าเงินต้องให้ข้าเป็คนจัดการดูแล ไม่อาจมอบหมายให้เ้าได้ ส่วนในห้องครัวต้องซื้อของอะไรมาเพิ่มเติมนั้น เ้าเองก็มีสิทธิ์เพียงเสนอแนะเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์กำหนด! เข้าใจแล้วหรือไม่!”
“นี่เ้าเป็จอมเผด็จการอย่างนั้นหรือ? ข้าไม่ได้ออกไปข้างนอกเพื่อจะเป็คนงานให้เ้านะ!” เหยียนเฟยหงุดหงิดงุ่นง่าน ก่อนจะโบกมือไปมาแสดงออกว่าเ้าอย่าทำเหมือนเหมือนข้าเป็คนโง่นะ ไม่พอใจข้อกำหนดที่เยว่เยียนเยียนเสนอขึ้นมาอย่างยิ่ง
“เช่นนั้นก็ได้ ในเมื่อเ้าไม่ตกลง พวกเราก็ไม่ต้องออกไปแล้ว แต่ไหนแต่ไรอาจารย์ก็รักข้ามาก เขาคงไม่ใส่ใจที่ข้า... เผาห้องครัวของเขาแน่นอน!” เยว่เยียนเยียนสองมือเท้าเอว ทำท่าทางเหมือนจะเดินไป แต่กลับถูกเหยียนเฟยที่นึกเสียใจดึงกลับมาเสียก่อน “ก็ได้ เอาตามที่เ้าว่า เอาตามนั้นก็พอแล้วใช่ไหม? แต่ว่า… ตอนนี้ข้าอยากจะใช้สิทธิ์ในการเสนอแนะของข้าแล้ว!”
เยว่เยียนเยียนถูกอีกฝ่ายดึงกลับมา พลันขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ เตรียมที่จะฟังว่าเหยียนเฟยมีลูกไม้อะไรอีก แต่กลับได้ยินเหยียนเฟยเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีหยาบคาย “ข้าเสนอว่าเที่ยงวันนี้ตอนไปซื้อของ เราไปกินให้เต็มคราบที่ภัตตาคารหงเยว่สักมื้อกัน!”
......
เยว่เยียนเยียนที่หมดคำจะพูดกลอกตาทีหนึ่ง แล้วเอ่ยกับเหยียนเฟยอย่างเ็า “เช่นนั้นข้าจะบอกเ้าให้ เ้า! ฝัน! ไป! เถอะ! รีบกลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย แต่งหน้าแต่งตัวให้ไม่มีใครจำได้ ค่อยออกไปข้างนอก!”
“เ้า! นี่มันไม่เผด็จการเกินไปหรือ!!!”
พร้อมกับแผ่นหลังที่เดินไกลออกไปของเยว่เยียนเยียน เสียงกู่ร้องอันสิ้นหวังของเหยียนเฟยยังคงดังก้อง ดูเหมือนว่าในตอนนี้ สิทธิ์ในการเสนอแนะอะไรนั่นของเขาเดิมทีมีก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย ในอีกทางหนึ่ง คืออย่างมากก็แค่ยอมให้เหยียนเฟยได้ออกความคิดเห็นเท่านั้น ส่วนอย่างอื่น? อย่าแม้แต่จะคิด!
อย่างไรเสีย ข้าว่าเยว่เยียนเยียนที่กุมอำนาจในเงื่อนไขที่กำหนดไว้นั้นก็คงไม่ฟังคำเสนอแนะที่มาจากคนกระจ้อยร่อยอย่างเหยียนเฟยหรอก!
เหยียนเฟยที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองกลับมายังห้องของตนโดยไม่เต็มใจ คิดอยู่นานก็ยังไม่รู้ว่าควรจะแต่งตัวเองอย่างไรดี ให้กลายเป็แบบที่ไม่มีใครจำได้ สุดท้ายเขาก็ได้แรงบันดาลจากตัวเฉินไฮว่ชิงที่ออกจากบ้านไปแล้วขึ้นมา จึงติดหนวดโค้งเอาไว้บนหน้าของตนเสียเลย เช่นนี้ก็คงจะเป็การปลอมตัวที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จแล้วล่ะ
เหยียนเฟยที่สบมองหน้ากระจกกระแอมไอเบาๆ เล็กน้อย อ้าปากพูดสำเนียงหนานจิงที่ลืมไปแล้วว่าเรียนมาตอนไหนขึ้นมาประโยคหนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจยิ่ง ยกมือขึ้นมาลูบบนหนวดน้อยๆ ที่แหวกออกเป็สองข้างของตน “ข้อยว่าก็พอได้ ข้อยว่าก็พอได้!”
เหยียนเฟยที่ถูกอกถูกใจกับการแต่งตัวของตนอย่างยิ่งนั้น กลับโมโหขึ้นมาตอนที่เห็นเยว่เยียนเยียน ก็คุยกันแล้วไม่ใช่หรือว่าต้องปลอมตัวไม่ให้ใครจำได้น่ะ? เยว่เยียนเยียนไม่ได้ทำตามนั้นเลยสักนิด ตรงกันข้ามนางแต่งองค์ทรงเครื่องเสียสวยเพริศพริ้ง จนผู้คนทั้งถนนแทบจะจำนางได้กันหมดอย่างไรอย่างนั้น!
“ข้าว่านะเยว่เยียนเยียน ขอถามหน่อยว่าเ้าจะเอาไอ้แดงๆ เขียวๆ นี่ไปทำอะไรกัน? กลัวคนอื่นจะไม่สังเกตเห็นเ้าหรืออย่างไร?!”
เหยียนเฟยที่มีสีหน้าเอือมระอาเดินไปเบื้องหน้าของเยว่เยียนเยียน ยกมือขึ้นจับผ้าผูกประดับบนเสื้อผ้าด้านหลังของเยว่เยียนเยียนเล็กน้อย แล้วเอ่ยอย่างเ็า คาดไม่ถึงว่าเยว่เยียนเยียนจะยังทำหน้าไม่ทุกร้อน นางเชิดดวงหน้าเล็กขึ้นแล้วเอ่ยตอกกลับ “แต่คุณหนูเช่นข้าเกิดมางดงามเปล่งประกาย ปลอมตัวอย่างไรก็ล้วนปกปิดไม่มิดหรอก ไม่มีทางเลือกจริงๆ !”
เหยียนเฟยกลอกตาอย่างหนัก พลันลากอีกฝ่ายกลับมา “เ้าตามข้ามา!”
“นี่เ้า! จะทำอะไร! เหยียนเฟยเ้าจะทำอะไรน่ะ!!!”
พร้อมกับ ‘เสียงกรีดร้อง’ อันะเืเลื่อนลั่นของเยว่เยียนเยียน การแปลงโฉมให้นางโดยเหยียนเฟยก็นับว่าเสร็จสิ้นไปกว่าครึ่งแล้ว ตัวอย่างเช่น ผมที่หวีเป็มวยทั้งหมดถูกรวบมัดเอาไว้บนกระหม่อม แต่งราวกับเด็กหนุ่มไม่มีผิด นอกจากนี้ เหยียนเฟยยังบังคับขู่เข็ญอย่างป่าเถื่อนให้เยว่เยียนเยียนเปลี่ยนจากกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อนที่เลือกสรรมาอย่างดี ให้ไปใส่ชุดของบุรุษอีกด้วย
เหยียนเฟยที่มองเยว่เยียนเยียนอย่างพึงพอใจพยักหน้าอย่างอดไม่ได้ แล้วเอ่ยยืนยันกับตัวเอง “เ้าดูสิ นี่มันยอดเยี่ยมมากเลยไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องใส่กระโปรงกัน ผู้หญิงนี่ยุ่งยากนัก!”
“ถุย เ้าจะเข้าใจอะไรกัน? นั่นเป็ชุดเก่งที่ข้าใส่เดินตลาดเลยนะ! ดูดีกว่าเสื้อผ้าขาดๆ อะไรนี่ของเ้าเป็ไหนๆ ข้าไม่อยากแต่งเป็บุรุษเสียหน่อย น่าโมโหชะมัด!”
เยว่เยียนเยียนที่ไม่ได้รับความเป็ธรรมยื้อยุดฉุดกระชากไปทางซ้ายทีขวาที แทบจะลอกคราบหนังบนร่างออกมาจนเกลี้ยงเสียเดี๋ยวนั้น ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่ได้ดูดีเท่าเสื้อผ้าของตนเลย!
“หากเ้าไม่แต่งตัวเป็บุรุษ เช่นนั้นพอเ้าออกไปข้างนอกจะไม่ถูกคนพบเข้าหรอกหรือ?!” เหยียนเฟยท่าทีหงุดหงิดรำคาญ เอ่ยอย่างร้ายกาจ “เ้านึกว่าข้าอยากจะให้เ้ายืมเสื้อผ้าใส่หรืออย่างไร? หากไม่ใช่เพราะถุงเงินอยู่ที่เ้า ข้าก็คงไม่ให้เ้าสวมเสื้อผ้าแสนรักของข้าหรอก! ยังจะมามากเื่กับข้าอีก...”
ฟังคำพูดของเหยียนเฟยแล้ว เยว่เยียนเยียนกลับตบต้นขาของตนราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น “อ้อๆ พอเ้าพูดขึ้นมาข้าถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ เมื่อครู่นี้ข้าซ่อนถุงเงินไว้ เกือบจะลืมเอามาแล้ว! เ้ารอเดี๋ยว รอเดี๋ยวเดียวนะ!”
พูดจบ เยว่เยียนเยียนก็วิ่งหายวับไปอย่างรวดเร็ว
“ให้ตายเถอะ คนกำหนดข้อตกลงผู้นี้พึ่งพาไม่ได้เกินไปหรือเปล่า? จะออกไปข้างนอกเงินก็ยังลืมพก” เหยียนเฟยพูดพึมพำกับตัวเองพลางเกาหัวไม่หยุด นึกต่อต้านเยว่เยียนเยียนอีกครั้ง ซึ่งเดิมทีก็ต่อต้านนางอยู่แล้ว
รออยู่พักใหญ่ เยว่เยียนเยียนที่ถือถุงเงินเอาไว้ก็วิ่งกลับมาอย่างวางท่า แล้วยังผูกถุงเงินเอาไว้ที่ผ้าคาดเอวของตนต่อหน้าเหยียนเฟยอย่างลำพองใจยิ่ง
“เอาล่ะ! ไปกันเถอะ!” เยว่เยียนเยียนตบที่ถุงเงินของตนเองเบาๆ ถึงอย่างไรเมื่อมีเงินก็เท่ากับมีความมั่นใจ ก่อนออกเดินทางก็ยังไม่ลืมยกมือขึ้นััผมจุกที่เหยียนเฟยมัดให้ตนอย่างลวกๆ แล้วหันไปยักคิ้วหลิ่วตาเอ่ยจิกกัดอีกฝ่าย “น่าเกลียด น่าเกลียดเสียจริง!”
