เสี่ยวอวี้เดินยกอาหารไปให้ลูกค้าอีกโต๊ะหนึ่งซึ่งเป็ชายหัวล้าน คนมักพูดกันว่า สิบคนที่หัวล้านมีเก้าคนที่รวย ชายหัวล้านผู้นี้สวมใส่เครื่องประดับทองคำและอัญมณีทั้งตัว บนคอสาดแสงระยิบระยับ ดูก็รู้ว่ากระเป๋าหนัก
“คุณลูกค้า อาหารที่สั่งได้แล้วเ้าค่ะ”
มือของนางเพิ่งวางจานลง ก็ถูกชายหัวล้านคว้าไปถูไถกับใบหน้าของเขา “เสี่ยวอวี้ ไอ้ขอทานนั่นมันสมควรได้ออกไปกับเ้าด้วยหรือ มาอยู่กับข้าเถอะ! ตัวข้าซากวงโถว ไม่ว่าจะเป็เนื้อแกะย่างทั้งตัวราคายี่สิบตำลึง หรือเนื้อวัวย่างทั้งตัวราคาหนึ่งร้อยตำลึง ข้าก็สั่งให้เ้าได้ทุกวัน ขอแค่เ้ายอมออกไปเที่ยวเล่นกับข้าก็พอ เป็อย่างไรเล่า”
นางทำสีหน้าเ็ปน้อยใจ “ทุกครั้งที่ท่านมาก็ทานเหลือเยอะขนาดนี้ หรือว่าฝีมือย่างของข้าไม่อร่อยกัน”
“อร่อยมาก เพียงแต่ข้าทานไม่เก่ง กินไม่หมด…”
“ข้าเกลียดที่สุดคือคนกินทิ้งกินขว้าง! รอจนกว่าท่านจะกินหมดก่อนค่อยว่ากัน!”
“ข้ากิน ข้าจะกินให้เ้าดูทั้งหมดเลย!” ชายหัวล้านรีบคว้าลูกชิ้นไก่ย่างที่กำลังร้อนควันฉุยเข้าปาก สุดท้ายก็โดนลวกจนร้องโอดโอย
เสี่ยวอวี้ไม่สนใจเขา เดินตรงไปหาลูกค้าคนถัดไป ครั้งนี้นางวางจานลงแล้วกลับไม่มีใครคว้ามือของนางไปลูบคลำอีก ซึ่งทำเอานางประหลาดใจไม่น้อย
“คุณลูกค้า ไก่ย่างชุดใหญ่ที่สั่งได้แล้วเ้าค่ะ” เสี่ยวอวี้เหลือบมองลู่เต้า พบว่าเขาไม่แม้แต่จะมองนางด้วยซ้ำ สายตาจับจ้องไก่ย่างไม่วางตา
ในใจนางคิด ‘ช่างแปลกคนนัก’ และกำลังจะหันหลังกลับไปทำงานที่ครัว ลู่เต้ากลับคว้ามือของนางเอาไว้โดยไม่ทันตั้งตัว
ความรู้สึกดีๆ ที่เสี่ยวอวี้เพิ่งมีให้เขาพลันหายวับไปในพริบตา
นางที่ผิดหวัง เสแสร้งยิ้มออกมาเตรียมรับมือกับลู่เต้า ทว่าอีกฝ่ายกลับถามนางด้วยความตื่นเต้น “เครื่องเทศที่โรยตอนท้ายคืออะไรหรือ ข้าไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อนเลย!”
เสี่ยวอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “เป็เครื่องเทศที่ซื้อมาจากกองคาราวานจากแดนตะวันตก เรียกว่าชวงเจีย หรือพริกหอม บดแล้วโรยลงบนอาหารจะช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอม กระตุ้นความอยากอาหารเ้าค่ะ”
เมื่อลู่เต้าได้คำตอบก็ปล่อยมือด้วยใบหน้าพอใจ เสี่ยวอวี้มองเขาอีกสองครั้งก่อนเดินกลับไปที่ครัว
ลู่เต้ามองไก่ย่างชุดใหญ่ตรงหน้า แต่ละไม้ล้วนเป็ส่วนต่างๆ ของไก่ มองอยู่สักพักก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มกินส่วนไหนก่อนดี
สุดท้ายเขาก็หยิบหนังไก่ย่างขึ้นมา ด้วยถูกย่างบนเตาถ่านที่ร้อนจัด น้ำมันใต้หนังไก่ถูกเคี่ยวจนแห้ง ด้านนอกเป็สีเหลืองทองกรอบและมันวาว
เขาไม่ได้กินเนื้อมานานแล้วจึงไม่สนใจว่าจะร้อน รีบกัดคำโต ัักรอบๆ ดังกรุบกรอบระหว่างฟัน เมื่อกัดลงไป น้ำมันหอมๆ ก็แผ่ซ่านไปทั่วปาก และเผลอกลืนลงคอไปอย่างลื่นไหล
อร่อย! ลู่เต้ากินหนังไก่หมดในคำเดียว แล้วหยิบลูกชิ้นไก่ขึ้นมากัดอีกคำ
ความร้อนที่พอเหมาะ น้ำเนื้อถูกเตาถ่านกักเก็บไว้ภายในลูกชิ้น เมื่อกัดลงไป น้ำเนื้อรสเค็มๆ ก็ฟุ้งไปทั่วปาก เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ อร่อยยิ่งนัก
ลู่เต้ากินไม้แล้วไม้เล่า เร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับผีหิวโซมาเกิดใหม่
ลูกค้าคนอื่นๆ เห็นลู่เต้ากินอย่างเอร็ดอร่อย ก็เกิดความอยากอาหารขึ้นมา ต่างก็ยกมือสั่งอาหาร “ข้าเอาไก่ย่างชุดใหญ่เหมือนกัน”
“ข้าด้วย!”
เสียงสั่งอาหารดังขึ้นไม่ขาดสาย ร้านอาหารพลันคึกคักขึ้นมาทันใด พี่น้องทั้งสองดีใจยิ่งนัก มือเท้าก็ขยับขันแข็งขึ้นมา เสี่ยวอวี้ตอบรับอย่างร่าเริง “ได้เลย!”
ไก่ย่างอีกหลายสิบไม้ถูกวางเรียงบนเตา เสี่ยวอวี้ที่กำลังยุ่งอยู่ก็ไม่ลืมสั่งเสี่ยวไฉให้นำของบางอย่างมาให้ลู่เต้าจากในครัว
ตอนนั้นลู่เต้ากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย เงยหน้าขึ้นก็พบว่าเสี่ยวไฉถือจานมายืนอยู่ฝั่งตรงข้าม วางผักกาดหั่นฝอยจานเล็ก น้ำแกงชามใหญ่ และข้าวสวยลงบนโต๊ะให้เขา
“ข้าไม่ได้สั่งพวกนี้เสียหน่อย!”
“ชู่! เบาๆ หน่อย! พี่สาวให้ข้าเอามาให้ท่านโดยเฉพาะ” เสี่ยวไฉกระซิบบอก
“ให้หรือ” ลู่เต้ามองเสี่ยวอวี้ในครัว อีกฝ่ายยังคงย่างไก่ย่างอยู่หน้าเตา และไม่ลืมส่งยิ้มให้เขา
ในเมื่อเป็ของที่ให้มา ลู่เต้าก็ไม่เกรงใจ เดิมทีเขาก็กินเนื้อจนเลี่ยนขึ้นมาบ้างแล้ว ผักกาดหั่นฝอยดูสดชื่นนัก เขาคีบผักกาดใส่ปากเต็มคำ เสียงเคี้ยวกรุบกรอบและความสดชื่นขับไล่ความเลี่ยนให้หายไป ราวกับว่าเขาสามารถต่อสู้กับไก่ย่างได้อีกสามร้อยยก
จากนั้น เขาก็มองไปที่น้ำแกงไก่ บนน้ำแกงมีน้ำมันไก่ลอยอยู่ เมื่อใช้ช้อนตักก็เจอเนื้อไก่และกระดูกไก่เต็มๆ
น้ำแกงส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจไม่เหมือนไก่ย่าง ลู่เต้ารู้สึกว่าการใช้ช้อนตักกินนั้นดูเล็กเกินไป จึงยกชามขึ้นซดทีเดียว
ในขณะที่ลู่เต้ากำลังยกชามซดน้ำน้ำแกง ลูกค้าคนอื่นๆ ที่กำลังรอไก่ย่างอยู่ก็ได้แต่มองเขาลิ้มรสอาหารน้ำลายสอ เมื่อเห็นเขากินอย่างเอร็ดอร่อย ก็พากันสั่งอาหารตาม
“ข้าเอาทุกอย่างที่เขาสั่ง” ลูกค้าคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าครัวรู้สึกอยากกินจนทนไม่ไหว
“ข้าด้วย”
“ข้าเอาน้ำแกงไก่อีกชาม”
“ได้เลย!” เสี่ยวอวี้ตอบรับด้วยความยินดี
ขณะที่กิจการของร้านโทรมๆ กำลังคึกคัก เสี่ยวอวี้และเสี่ยวไฉต่างยุ่งอยู่กับการต้อนรับลูกค้า เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ดังมาจากทางประตูร้าน
เสี่ยวอวี้ที่กำลังง่วนอยู่หลังเตาได้ยินเสียงฝีเท้าก็ระวังตัวขึ้นก่อน จากนั้นเสี่ยวไฉที่กำลังเช็ดโต๊ะก็สังเกตเห็นและพึมพำ “มาอีกแล้ว…”
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในที่สุดก็ฝีเท้าคู่หนึ่งปรากฏขึ้นใต้ผ้าม่านประตูร้าน ก่อนจะเปิดม่านเข้ามา
ถึงแม้จะมีคนมากหน้าหลายตา แต่มีเพียงชายร่างกำยำวัยสามสิบเศษเดินออกมา ใบหน้าด้านซ้ายมีรอยแผลเป็จากดาบ ใบหน้าน่ากลัว แต่งกายหรูหราแตกต่างจากลูกค้าในร้านอย่างเห็นได้ชัด ที่เอวยังมีดาบยาวเล่มใหญ่ห้อยอยู่ น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
เมื่ออันธพาลคนนั้นเข้ามาในร้านก็กวาดสายตามองไปรอบ “หืม ดูเหมือนวันนี้กิจการจะครึกครื้นไม่เลว”
ระหว่างนั้นเขาเผลอมองสบตากับลูกค้าคนหนึ่งเข้าก็ตะคอกใส่ “มองอะไรนักหนา กินข้าวไป”
ลูกค้าคนนั้นใจนรีบก้มหน้าลงกินข้าวต่อ คนอื่นๆ ก็จำได้ว่าอันธพาลคนนี้คือหูเอ้อร์ อันธพาลชื่อกระฉ่อนประจำเมืองเซียน เขาอาศัยบารมีหลานชายเ้าเมือง จึงมีลูกสมุนเป็นักเลงหัวไม้ที่เที่ยวเกะกะระรานไปทั่วทั้งวัน
ลูกค้าต่างหวาดกลัว ไม่รู้ว่าหูเอ้อร์พาคนมาเยอะแยะเช่นนี้้าทำอะไร อารมณ์ย่อมส่งผลต่อความอยากอาหาร ความคิดที่จะกินปิ้งย่างหายไป กลายเป็ความคิดที่อยากจะรีบออกจากร้านไปโดยเร็วแทน
ในขณะที่ชายตัวโตต่างไม่กล้าทำอะไร เสี่ยวไฉกลับยืนอยู่ตรงหน้าอันธพาลแล้วถาม “ค่าคุ้มครองเดือนนี้พวกเราจ่ายไปแล้ว”
เด็กน้อยสูงเพียงแค่เอวของหูเอ้อร์ หูเอ้อร์ไม่แม้แต่จะก้มหน้าลงมองเขา “แต่พวกเ้าจ่ายช้า ต้องคิดดอกเบี้ย”
“แก...แก ไอ้ปีศาจดูดเื” เด็กน้อยด่า
“พอแล้ว” เสี่ยวอวี้เดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ครัวมายืนอยู่ตรงหน้าหูเอ้อร์ นางขวางน้องชายไว้ด้านหลัง “เื่เงินอีกสองวันข้าถึงจะมีให้”
หูเอ้อร์แสร้งทำเป็เสียดาย “น่าเสียดายจริงๆ ข้ามาเร็วไปหน่อย ข้าเสียเที่ยวไม่เป็ไร แต่ลูกน้องข้าเสียเที่ยวไม่ได้”
เขายิ้มเยาะแล้วชี้ไปที่ลูกสมุนที่ยืนรออยู่หน้าประตู ขอเพียงแค่เขาออกคำสั่ง พวกเขาก็จะกรูกันเข้ามาพังร้านโทรมแห่งนี้ให้กลายเป็ร้านโทรมๆ ของจริง
เสี่ยวอวี้รู้ว่าเขากำลังข่มขู่ตน จึงกัดฟันเอ่ย “ข้าไม่มีเงินจริงๆ”
“ไม่มีเงินก็ไม่เป็ไร” หูเอ้อร์ยิ้มเ้าเล่ห์ เอื้อมมือไปโอบเอวบางของเสี่ยวอวี้ แล้วดึงนางเข้ามากอดอย่างแรง เขาสูดดมเส้นผมของนาง “นอนกับข้าคืนหนึ่ง เื่นี้ก็จบ”
เมื่อเห็นพี่สาวถูกชายอื่นลวนลามต่อหน้าต่อตา เด็กน้อยจึงไม่สนใจความต่างชั้น พุ่งเข้าไปโจมตีหูเอ้อร์ทันที
แต่ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ หูเอ้อร์ก็มีสีหน้าเ็ป กุมเป้ากางเกงแล้วคุกเข่าลงกับพื้น เสี่ยวอวี้ที่ยืนขาเดียวอยู่ก็ค่อยๆ วางขาลง
เสี่ยวอวี้ถูกคนลวนลามมาทั้งวัน จึงอัดอั้นตันใจมานาน บัดนี้การกระทำของหูเอ้อร์ยิ่งเหมือนเป็การจุดชนวนะเิ นางที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจมืดของหูเอ้อร์ จึงก้มหน้าลงมองเขาอย่างเย้ยหยัน “ข้าขายเนื้อย่าง ไม่ใช่เต้าหู้[1]”
[1] เต้าหู้ในภาษาจีน มีสแลงหมายถึงเนื้อตัวหญิงสาว
