ในเสี้ยววินาทีที่ไม่มีใครรับรู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ เวลาทั้งหมดก็กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งราวกับไม่เคยหยุดนิ่งมาก่อน เสียงสายฝนที่ตกกระทบพื้นดังต่อเนื่องเหมือนเดิม ราวกับ่เวลาที่หายไปเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตา
หลงหยานเทียนกับหลินไท่จี๋ที่ก่อนหน้านี้ร่างแข็งค้างราวกับคนตาย ตอนนี้ก็กลับมาขยับตัวได้ตามปกติ แต่ทันทีที่สติกลับคืน เหงื่อก็ไหลท่วมร่างทั้งสองในทันที
ร่างกายของพวกเขาสั่นเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นถี่จนแทบทะลุอก แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณระดับสูงกลับกรีดร้องเตือนถึงอันตรายที่เพิ่งผ่านพ้นไป
หลินไท่จี๋สูดลมหายใจลึก พยายามประคองสติ ก่อนจะเงยหน้ามองหาจางเหวิน
และภาพที่เห็นทำให้นางชะงัก
ท่ามกลางสายฝน จางเหวินกำลังลอยอยู่กลางอากาศ พร้อมกับหยดน้ำสีแดงสดสามหยดที่กำลังหมุนวนอย่างช้า ๆ
แต่สิ่งที่น่าใยิ่งกว่านั้นคือ มีจางเหวินถึงสามร่างยืนล้อมหยดน้ำทั้งสามเอาไว้ แต่ละร่างกำลังควบคุมหยดน้ำหนึ่งหยดอย่างแม่นยำ พลังละเอียดอ่อนแผ่กระจายออกมาเป็ระลอกบาง ๆ
หลงหยานเทียนที่ประสาทััไวต่อกลิ่นและเสียง ขมวดคิ้วทันที
เขาได้กลิ่นคาวเืจาง ๆ ที่คละคลุ้งอยู่ในหยดน้ำสีแดงนั้น และในความเงียบ เขายังได้ยินเสียงกรีดร้องแ่เบาเหมือนเสียงิญญาที่กำลังถูกบดขยี้ ก่อนที่เสียงนั้นจะหายไปตลอดกาล
แต่เพียงแค่เสียงแ่เบาและสั้นๆ นั้นก็ทำให้ขนทั่วร่างของเขาลุกชัน
ฟุบ!
รอยแยกมิติบาง ๆ เปิดออก จางเหวินอีกคนหนึ่งก้าวออกมาจากด้านในอย่างสงบนิ่ง
ทั้งสองหันไปมองทันที แต่สิ่งที่เห็นก็ยังคงเป็ชายสวมหน้ากากสีดำและชุดขาวบริสุทธิ์เหมือนเดิม ไม่มีความแตกต่างใดให้แยกแยะ
หลินไท่จี๋เอ่ยขึ้น
“ไอ้ร่างแสงเมื่อครู่นี้…หายไปไหนแล้ว”
จางเหวินที่เป็ร่างจริงยิ้มเล็กน้อย
“เขาจากไปแล้ว แต่เอาเข้าจริงแล้วเขาเป็คนคุยด้วยง่ายนะ”
น้ำเสียงเรียบง่ายเหมือนพูดเื่ธรรมดา แต่กลับทำให้ทั้งสองรู้สึกสั่นเล็กน้อย
หลังจากนั้นจางเหวินก็นำร่มแยก์ออกมาแล้วสะบัดมันเบา ๆ มิติด้านข้างเปิดออก
ร่างของมู่หลิง ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายภูผากระบี่ ลอยออกมาด้านนอกในสภาพหมดสติ ร่างของนางถูกประคองไว้ด้วยพลังิญญาก่อนจะลอยค้างอยู่กลางอากาศ
อีกด้านหนึ่ง หยดน้ำสีแดงทั้งสามหยดก็ถูกกลั่นจนสมบูรณ์ พลังภายในนิ่งสงบและลึกลับจนยากจะหยั่งถึง โอสถเพลิงฟีนิกซ์จักรพรรดิสามเม็ดถูกใช้เป็โครงสร้างพื้นฐาน ทำให้หยดน้ำแต่ละหยดมีเสถียรภาพสมบูรณ์แบบ
ร่างแยกทั้งสามเริ่มสลายกลายเป็ละอองน้ำ ก่อนจะไหลกลับเข้าสู่ร่างจริงของจางเหวินพร้อมหยดน้ำสีแดงทั้ง 3 หยด
หลินไท่จี๋เงียบงัน ดวงตาของนางจ้องหยดไปยังหยดน้ำสีแดงทั้งสามอย่างไม่ละสายตา
ส่วนหลงหยานเทียนเต็มไปด้วยความสงสัย แม้จะรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ธรรมดา แต่กลับไม่สามารถรับรู้แก่นแท้ได้
จางเหวินพูดขึ้นอย่างเรียบเฉย
“ถ้าพวกเ้ากลายเป็จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ สถานะในกองกำลังของพวกเ้าจะเป็อย่างไร”
หลงหยานเทียนตอบทันที
“การก้าวสู่ระดับนั้นไม่ใช่เื่ง่าย ัจำนวนมากใช้ทั้งชีวิตยังไม่อาจสร้างเศษเสี้ยวกฎของตัวเองได้ แต่ถ้าข้าทำได้ สายเืัแดงของข้าน่าจะเป็ตัวเต็งอันดับหนึ่งในการขึ้นเป็ผู้นำตระกูลัทั้งหมด”
หลินไท่จี๋พูดตาม
“ส่วนข้า น่าจะกลายเป็ผู้าุโสูงสุดหรือบรรพชนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ส่วนตำแหน่งผู้นำนั้นถ้าไม่มีกรณีพิเศษจริงๆ คนที่เป็ได้จะต้องเคยเป็ธิดาศักดิ์สิทธิ์มาก่อนเท่านั้น”
จางเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แล้วท่านไม่ได้เป็ธิดาศักดิ์สิทธิ์มาก่อนหรือ”
หลินไท่จี๋ส่ายหน้า
“เปล่า ข้าขึ้นมาเป็ผู้าุโเลย”
จางเหวินพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะดีดนิ้ว หยดน้ำสีขาวดำ 2 หยดลอยขึ้นมาเหนือปลายนิ้ว พลังที่แปลกประหลาดบางอย่างหมุนเวียนกันอย่างสมดุล
จางเหวินพูดต่อ
“นี่คือหยดน้ำที่จะทำให้พวกเ้าเกิดการตรัสรู้ ่เวลานั้นจงพยายามสร้างกฎของตัวเอง แล้วทะลวงไปสู่ระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ซะ ข้าจะทิ้งร่างแยกไว้คอยดูแลความปลอดภัยให้”
หลงหยานเทียนรับหยดน้ำมาอย่างมึนงง เขารู้สึกว่ามันธรรมดาอย่างยิ่ง แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกว่ามันลึกซึ้งเกินจะหยั่งถึง ความรู้สึกสองอย่างขัดแย้งกันจนเขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
ส่วนดวงตาของหลินไท่จี๋กลับสั่นเล็กน้อย เพราะในสายตาของนาง หยดน้ำนี้ คือประตูสู่ความเป็ไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด และความตื่นเต้นที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานนับพันปี กำลังปะทุขึ้นเงียบ ๆ ในหัวใจของนาง
หลงหยานเทียนและหลินไท่จี๋มองหน้ากันเพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกันไปคนละทิศเพื่อหาพื้นที่สงบภายในม่านฝนแห่งนี้
ร่างแยกน้ำของจางเหวินลอยตามไปอย่างเงียบเชียบ ดวงตาที่ประกอบขึ้นจากหยดน้ำใสสะท้อนแสงฝนอย่างเ็า และทำหน้าที่เฝ้าระวังโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ขณะเดียวกัน ร่างจริงของจางเหวินยังคงลอยนิ่งอยู่กลางสายฝน เขาจ้องมองไปที่ร่างของมู่หลิงที่ลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้า ก่อนที่เขาจะพูดขึ้น
“ตื่นเถอะ ข้ารู้ว่าเ้าตื่นแล้ว”
เสียงหายใจที่แ่เบาสั่นไหวเล็กน้อย เปลือกตาของมู่หลิงกระตุก ก่อนเสียงของนางจะดังขึ้นด้วยความโกรธ
“แก…แกเป็ใครกัน… ผู้าุโทั้งสี่หายไปไหน…”
จางเหวินเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนกำลังคิด ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา
“หมายถึงาานักบุญสี่คนที่มาพร้อมเ้าแล้วก็โจมตีข้าเลยโดยไม่ถามอะไรสักคำที่เมืองดาบ์ใช่ไหม? .. พวกเขาไปพักผ่อนแล้วละ… จากโลกที่แสนโหดร้ายใบนี้”
คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้ดวงตาของมู่หลิงเบิกกว้างทันที
นางพยายามขยับคอเพื่อมองหน้าเขา แต่กลับพบว่าร่างกายไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย ราวกับร่างกายนี้ไม่ใช่ของนางอีกต่อไป
จางเหวินยิ้มบาง ๆ ก่อนหยดน้ำสีแดงหนึ่งหยดจะลอยขึ้นเหนือปลายนิ้ว โดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้ถามหรือต่อต้านใดๆ หยดน้ำสีแดงนั้นลอยเข้าไปในปากของนางทันที
ก่อนที่จางเหวินจะพูดต่อ
“ข้าเองก็ไม่ใช่คนโหดร้ายอะไร แต่ข้าเองก็ไม่เป็คนดีอะไรมาก เพียงแต่ข้าค่อนข้างระแวงนิดหน่อย เมื่อมีใครพยายามทำร้ายข้า ข้าก็ต้องตอบโต้ แล้วด้วยความที่ข้าเป็คนที่หวาดกลัวง่าย ข้าเลยก็ต้องจบวงจรการแก้แค้นทั้งหมดก่อนที่มันจะเริ่มต้นขึ้น… ก็แค่นั้นเอง”
ทันใดนั้น ร่างของมู่หลิงส่องแสงขึ้นอย่างรุนแรง พลังมหาศาละเิออกมาจากร่างของนางเหมือนูเาไฟที่ปะทุ
ระดับการบ่มเพาะพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่งจาก ขั้นรวบรวมร่างกาย ระดับ 8 ไปสู่ระดับ ขั้นนิพพานทันที
ถ้ำ์…ระดับที่ 9
นักบุญ…ระดับที่ 9
กฎแห่งดาบและดอกบัวเริ่มควบแน่นรอบร่างกายของ กลีบดอกบัวหลากสีหมุนวนพร้อมกับเจตจำนงดาบที่เฉียบคมที่พร้อมตัดทุกอย่าง เศษเสี้ยวโลกใบเล็กสีรุ้งก่อตัวขึ้นภายในร่างกายของนาง
าานักบุญ ระดับที่ 1…
พลังของนางยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านั้น
าานักบุญ ระดับที่ 3…
….
….
าานักบุญ ระดับที่ 9…
ก่อนที่นางจะทะลวงสู่จักรพรรดินักบุญ สร้างโลกใบเล็กที่สมบูรณ์แบบขึ้นภายในร่างกาย โลกใบเล็กที่ถูกควบแน่นจากกฎแห่งดาบและดอกบัวซ้อนทับกันอย่างไร้ที่ติและทรงพลัง
พลังของนางพุ่งทะยานขึ้นต่อเนื่อง
จักรพรรดินักบุญ ระดับที่ 1…
….
จักรพรรดินักบุญ ระดับที่ 5…
….
จักรพรรดินักบุญ ระดับที่ 9…
เื้ัของมู่หลิง ปรากฏภาพเงาของกฎแห่งดาบนับไม่ถ้วน เส้นคมบางเฉียบแทรกซึมอยู่ในอากาศ ราวกับสามารถตัดขาดทุกสิ่งได้เพียงความคิดเดียว
เหนือศีรษะของนาง ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ค่อย ๆ เบ่งบาน กลีบดอกหมุนวนอย่างสงบ เปล่งแสงที่ทำให้มิติรอบด้านนิ่งลง
กฎแห่งดาบแทนการทำลาย กฎแห่งดอกบัวแทนการกำเนิด เมื่อกฎทั้งสองถูกควบคุมจนสมบูรณ์ นางก็ก้าวเข้าสู่กึ่งจักรพรรดิทันที
เส้นผมของนางเปลี่ยนเป็สีรุ้งอย่างงดงาม แสงหลากสีสะท้อนในสายฝน ใบหน้าคมชัดงดงามขึ้น รูปร่างสมบูรณ์แบบราวกับถูกหล่อขึ้นใหม่
ออร่าที่แผ่ออกมาทรงพลังและสูงส่งจนบรรยากาศโดยรอบสั่นะเื
ตูม!!
กึ่งจักรพรรดิ ระดับที่ 1…
….
กึ่งจักรพรรดิ ระดับที่ 5…
….
กึ่งจักรพรรดิ ระดับที่ 9…
ก่อนที่พลังของนางจะหยุดนิ่งที่ระดับกึ่งจักรพรรดิขั้นที่ 9 อย่างสมบูรณ์
ไม่นานหลังจากนั้น มู่หลิงก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง นางก้มมองมือของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนเงยหน้ามองจางเหวินด้วยความใสุดขีด
“เ้า…เ้าทำอะไรกับข้ากัน…”
เมื่อครู่ นางยังอยู่ในสภาพเหมือนคนตาย แต่เพียงหยดน้ำสีแดงหยดเดียว ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป
ด้วยการที่การบ่มเพาะของนางพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างรวดเร็วขนาดนี้แต่ทว่า รากฐานของนางกลับมั่นคงจนคำว่าสมบูรณ์แบบยังดูน้อยไป โลกใบเล็กถูกหลอมรวมอย่างไร้ตำหนิ และไม่มีผลเสียใดๆ แม้แต่น้อยที่นางสามารถััได้
จางเหวินยิ้มเล็กน้อย เมื่อมองไปที่แผงข้อมูลในสายตา
[ชื่อ: มู่หลิง]
[ระดับการบ่มเพาะ: กึ่งจักรพรรดิ ขั้นที่ 9]
[ร่างกายพิเศษ: ร่างกายดอกบัวเก้าสี (ระดับศักดิ์สิทธิ์) ]
[โชค: ทอง]
[ความชื่นชอบ: -99]
ค่าความชื่นชอบจาก -100 ขยับขึ้นมาเป็ -99 แต่เขาไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย สำหรับเขา ตัวเลขนั้นไม่มีความหมายใดๆ เพราะยังไงเดียวมันก็จะกลับมา -100 ในเร็วๆ นี้
มิติรอบตัวบิดเบี้ยว ร่างของทั้งสองหายวับไปในทันที และในเวลาเดียวกัน ออร่ามหาศาลสองสายก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าภายในม่านฝน หลงหยานเทียนและหลินไท่จี๋ กำลังก้าวเข้าสู่่เวลาแห่งการตรัสรู้ พลังของพวกเขาเริ่มสั่นะเื์และปฐีอย่างเงียบงัน
