หลังจากบรรยากาศเชือดเฉือนบนแท่นประทับจบลง สมาชิกตระกูลอาเชนวาลด์ทุกคนก้มศีรษะทำความเคารพเพื่อขอตัวลาตามมารยาท ทว่าในจังหวะที่ทุกคนกำลังโน้มตัวลงนั้นเอง ดวงตาคมกริบของเอเลน่าที่คอยระแวดระวังอยู่เสมอ กลับสังเกตเห็นรอยยิ้มประหลาดที่มุมปากของ วาเรเลีย
มันไม่ใช่รอยยิ้มที่แสดงความยินดี แต่มันคือรอยยิ้มของพรานที่เห็นเหยื่อตกหลุมพราง วาเรเลียลอบส่งสัญญาณทางสายตาไปยังข้ารับใช้ชายคนหนึ่งที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มคนรับใช้ในมุมอับสายตาไกลออกไป
เอเลน่าตาเบิกโพรง 'แผนการกลั่นแกล้งงั้นเหรอ?!' เธอพยายามจะอ้าปากหรือขยับตัวทำอะไรสักอย่าง แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วเพียงไม่กี่วินาที ข้ารับใช้คนนั้นเริ่มขยับริมฝีปากพึมพำบางอย่างที่ไร้เสียง บรรยากาศรอบตัวเอเลน่าพลันบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ
วาเรเลียหันกลับมายืนตรงพร้อมกับทุกคน ใบหน้าของเธอกลับมาดูใสซื่อและหันมายิ้มหวานให้เอเลน่า ราวกับจะรอดูภาพความหายนะของเด็กสาวที่จะต้องสติแตกและกรีดร้องออกมากลางงานเลี้ยงต่อหน้าพระพักตร์จักรพรรดิ
ทว่า... สิ่งที่วาเรเลียคาดหวังกลับไม่เกิดขึ้น
"อ๊ากกกกกกกกกกก!!!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจดังขึ้นจากทางด้านหลังโถงจัดเลี้ยงแทน!
ทุกคนในงานสะดุ้งสุดตัวและหันไปมองเป็ตาเดียว ข้ารับใช้ชายคนเดิมที่พึมพำเมื่อสักครู่ บัดนี้กลับล้มกลิ้งลงไปกับพื้นหินอ่อนอย่างหมดสภาพ เขาตะเกียกตะกายเหมือนคนกำลังพยายามหนีจากอสุรกายที่ไม่มีใครมองเห็น มือทั้งสองข้างจิกทึ้งผมตัวเองจนหลุดติดมือมาเป็กระจุก
"อย่าเข้ามา! อย่ากินฉัน! อึก... ปีศาจ!นั่น... ปีศาจ!!!"
"อ๊ากกกก! ออกไป! อย่าเข้ามาาา!"
เสียงกรีดร้องของข้ารับใช้คนนั้นทำลายความรื่นเริงของงานเลี้ยงจนพินาศย่อยยับ บรรยากาศรอบข้างพลันเยือกเย็นลงคล้ายมีเงาทมิฬเข้าปกคลุมชั่วขณะ องค์จักรพรรดิเอเดรียนทุบพนักพิงบัลลังก์เสียงดังปัง พระพักตร์แดงก่ำด้วยความกริ้วถึงขีดสุด
"ทหาร! มัวทำอะไรกันอยู่! รีบเอามันออกไปซะ!" เสียงทรงพลังตวาดลั่น
"พาตัวมันไปคุกใต้ดิน! สอบสวนมันเดี๋ยวนี้ว่าใครส่งมันมาทำลายงานของข้า!"
ทหารองครักษ์กรูกันเข้ามาลากร่างที่กำลังเสียสติออกไปจากโถงจัดเลี้ยงอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่น่าอึดอัด เอเลน่าลอบปรายตามองไปยัง วาเรเลีย ที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาคล้ายคนจับไข้ แม้จะพยายามเก็บอาการเพียงใดแต่ดวงตาที่ลุกลี้ลุกลนนั้นก็ปิดความลนลานไว้ไม่มิด
ไอแซคและเซเรน่ารีบก้าวเข้ามายืนขนาบข้างเอเลน่าโดยสัญชาตญาณ
ทว่า... เหตุการณ์ประหลาดกลับยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น
"อึก... อะ... อย่า... อย่าจ้องฉันแบบนั้น!"
เสียงครางเครือที่สั่นพร่าดังมาจากคนข้างกายวาเรเลีย ทุกสายตาหันขวับไปมอง เลออน ที่บัดนี้ทรุดฮวบลงกับพื้น ดวงตาของเขาเหลือกค้าง สองมือกุมขมับคล้ายกำลังพยายามขับไล่ภาพหลอนที่น่าสยดสยอง อาการของเขาเหมือนกับข้ารับใช้คนเมื่อครู่ราวกับเป็โรคติดต่อ!
"เลออน! ลูกเป็อะไรไป!" วาเรเลียอุทานออกมาด้วยความใสุดขีด ดยุกเรกูรัสรีบเข้าไปหาหลานชายคนโตทันที เขาจับไหล่ของเลออนแล้วเขย่าอย่างแรงเพื่อเรียกสติ แต่เลออนกลับสะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวราวกับเห็นอสุรกายร้ายสิงสู่อยู่ในร่างของปู่ตัวเอง
เสียงซุบซิบนินทาดังกระหึ่มขึ้นทั่วห้องโถง สายตาที่เคยมองตระกูลอาเชนวาลด์ด้วยความยำเกรง บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็สายตาที่เคลือบแคลงที่หลานชายคนโตของดยุกกลับเสียสติโวยวายกลางงานเลี้ยงอย่างไร้ศักดิ์ศรี
"คาเอล วาเรเลีย! พาเลออนกลับไปเดี๋ยวนี้!" ดยุกเรกูรัสสั่งเสียงต่ำด้วยความอับอายถึงขีดสุด คาเอลรีบเข้ามาพยุงลูกชายที่ยังคงเพ้อพร่ำไม่หยุดออกไปจากงานอย่างเร่งรีบ
เอเลน่ายืนมองความพินาศของคนใจร้ายเ่าั้ด้วยหัวใจที่เรียบเฉย ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมด สายตาของเธอกลับไปหยุดอยู่ที่ยูเลี่ยน บนแท่นประทับ
รัชทายาทหนุ่มยังคงนั่งนิ่งสงบ เขาจ้องมองภาพความโกลาหลเบื้องล่างด้วยั์ตาสีทองที่วาวโรจน์ มุมปากหยักยิ้มขึ้นคล้ายกำลังขบขันกับละครฉากใหญ่ที่ตนเป็ผู้กำกับ เอเลน่าจ้องมองเขากลับด้วยสายตาเย็นะเืไม่แพ้กัน ราวกับจะเค้นถามความจริงจากความเงียบนั้น
ในจังหวะที่สายตาทั้งสองคู่ประสานกัน ยูเลี่ยนขยับริมฝีปากออกเป็คำพูดที่ไร้เสียง ทว่าชัดเจนสำหรับเอเลน่าที่จ้องมองอยู่
'เธอ... รอด... แล้ว... นะ'
เอเลน่าอ่านปากนั้นออกในทันที
เด็กสาวรีบละสายตาจากใบหน้าคมคายนั้น ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามไขสันหลัง 'เด็กชายคนนี้อันตราย...' ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ท่าทางอ่อนแอขี้โรคที่แสดงให้คนทั้งจักรวรรดิเห็น แท้จริงแล้วมันคือหน้ากากที่ใช้ตบตาเพื่อซ่อนปีศาจเอาไว้ข้างในชัดๆ
เธอนึกย้อนไปถึงชั่วโมงเรียนประวัติศาสตร์และตระกูลขุนนางที่เซเรน่าเคยพร่ำสอน ข้อมูลเกี่ยวกับรัชทายาทในหน้ากระดาษเ่าั้ช่างดูเปราะบางและน่าเวทนา
"องค์รัชทายาทยูเลี่ยนทรงประชวรด้วยโรคที่หาสาเหตุไม่ได้มาั้แ่ทรงพระเยาว์..." เซเรน่าเคยกล่าวไว้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"หลังจากที่พระมารดาของพระองค์ องค์ราชินีพระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ลง องค์ชายก็เริ่มเก็บตัวเงียบอยู่ในวัง ตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่เคยปรากฏตัวในงานสังคมใดๆ อีกเลย"
เซเรน่าเว้นจังหวะไว้แค่นั้น แต่นักธุรกิจที่เจนสนามอย่าง คัง ซอฮยอนกลับอ่านหมากเกมนี้ออกทะลุปรุโปร่ง
มันไม่ใช่แค่เื่อาการป่วย แต่มันคือการเมืองที่โสโครก เมื่อพระมารดาผู้เป็ที่ยึดเหนี่ยวจากไป พลังอำนาจในวังย่อมเปลี่ยนทิศ เหล่าขุนนางที่เคยสวามิภักดิ์ต่างพากันยกโขยงไปถือหางราชินีอิซาเบลล่าและองค์ชายวิกเตอร์กันหมด เพราะในสายตาของคนพวกนั้น รัชทายาทที่นอนรอความตายวันเว้นวันย่อมไม่มีค่าพอให้เดิมพันด้วยชีวิต
