รถม้าของตระกูลหวงเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางเมืองเทียนเตี้ยน ไป๋เฉินนั่งชิดริมนอกทางเข้าออกในลักษณะกอดอกและก้มหน้าราวกับว่ากำลังงีบ
แต่ในสายตาของหวงเทียนลู่มันอดไม่ได้ที่จะแสดงความชื่นชมจากก้นบึ้ง
นั่นเป็เพราะท่วงท่าการนอนและทุกอิริยาบถของไป๋เฉินล้วนแล้วแต่ปิดช่องโหว่ไว้อย่างมิดชิด แม้นจะมีนักฆ่าพยายามลอบสังหารในระยะห้าเมตรก็มิอาจจะลอบสังหารเขาลงได้
บางทีบุคคลที่้าจะลอบสังหารอาจจะตายตกไปเองเสียด้วยซ้ำ
ั้แ่ไป๋เฉินขึ้นรถม้า เขามิได้สนทนากับผู้ใดแม้แต่ผู้เดียว หากแต่ทำราวกับปลีกวิเวกออกจากวงโคจรของกลุ่มคนในรถม้าไปโดยสิ้นเชิง
ความเงียบงันทำให้หวงเทียนลู่รู้สึกอึดอัดไม่น้อย มันจึงตัดสินใจคลายบรรยากาศด้วยคำถาม "น้องชายเฟย ที่เ้าบอกข้าว่า้าจะทำธุรกิจ เ้ากำลังหมายถึงธุรกิจประเภทใด"
ไป๋เฉินที่สวมหน้ากากไหมเบิกตาขึ้นมาครึ่งหนึ่ง "เป็ความลับ... ไม่ต้องกังวล ตระกูลหวงของท่านจะได้รับผลประโยชน์ไม่มากก็น้อย"
"โอ้? ข้าชักอยากจะรู้เสียแล้วสิ" หวงเทียนลู่หัวเราะเบาๆ
ไป๋เฉินยิ้มเล็กยิ้มน้อยก่อนจะก้มหน้าลงตามเดิม
แต่จู่ๆสีหน้าของหวงเทียนลู่แปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมขณะกล่าวว่า "เฟยเฉิน เ้าควรระวังตัวให้ดี ข้าได้ยินมาว่าผู้คนจากแผ่นดินใหญ่กำลังค่อยๆหลั่งไหลเข้าสู่เมืองทั้งสี่ในระยะเวลานี้ตามคำบอกกล่าวของท่านเสวี่ยเมิ่ง ข้ารู้ว่าเ้าเป็มือสังหาร แต่ทางที่ดีเ้าควรจะตรวจสอบภูมิหลังของเป้าหมายเสียก่อน มิเช่นนั้นแม้แต่ตระกูลหวงก็ไม่สามารถช่วยเ้าได้"
"แผ่นดินใหญ่งั้นหรือ?" เมื่อกล่าวถึงแผ่นดินใหญ่รังสีเ็าแผ่ซ่านออกมาราวกับในรถม้าแปรเปลี่ยนบรรยากาศอย่างฉับพลัน
ในวินาทีนั้นพวกเขาต่างก็ตัวสั่นและเย็นสันหลังวาบประดุจดั่งนั่งอยู่ในเทือกเขาน้ำแข็ง!
ทว่าความหนาวเย็นะเืคงอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ไป๋เฉินก้มหน้าลงอีกคราราวกับว่ากำลังผล็อยหลับ
การเดินทางไปยังเมืองเทียนเฟิงของไป๋เฉินมีเพียงหยกสีม่วงบางส่วนเท่านั้นที่ใช้ในการจับจ่ายใช้สอย พร้อมทั้งกระบี่สีดำที่เหน็บไว้ข้างเอว และสุดท้ายอาภรณ์สีดำของไป๋หนานเทียนที่เขานำติดตัวไปทุกขณะ
.
.
.
การเดินทางได้ล่วงเลยผ่านไปสองวันเต็มโดยไม่มีการหยุดพัก หลังจากแสดงตราตระกูลหวง รถม้าตระกูลหวงผ่านเข้าสู่ประตูเมืองเทียนเฟิงไปอย่างง่ายดาย
"ยินดีต้อนรับสู่เมืองเทียนเฟิง" หวงหลิงซูที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดพยายามชวนคุยด้วยสีหน้าขวยเขิน
ไป๋เฉินไม่สนใจเขากวาดม่านไม้ไผ่มองออกไปนอกรถม้า และเห็นว่าเส้นทางสัญจรเปี่ยมไปด้วยฝูงชนส่งเสียงจอแจไม่แตกต่างจากเมืองเทียนหยุนมากนัก
แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัดคือปฏิกิริยาตอบสนองของฝูงชนที่มีต่อรถม้าคันนี้ เห็นได้ว่าพวกเขาต่างก็รีบถอยร่นออกจากเส้นทางสัญจรออกไปด้วยสีหน้าหวาดกลัว
หากจะให้ไตร่ตรองดูเหมือนว่าตระกูลหวงใช้การปกครองแบบทรราช!
แต่แตกต่างกับตระกูลฉินที่ใช้การปกครองแบบนอบน้อมและเห็นแก่ฝูงชน
"น่าสนใจจริงๆ ชื่อเสียงของตระกูลหวงครอบงำอย่างแท้จริง" ไป๋เฉินลอบพยักหน้าพร้อมทั้งพึมพำครั้นมองดูฝูงชนผ่านทางหน้าต่าง
หวงเทียนลู่เปล่งเสียงหัวเราะอย่างทะนงตน "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เ้าคงคิดว่าวิธีการปกครองแตกต่างกับเมืองเทียนหยุนใช่หรือไม่?"
ไป๋เฉินยังต้องผงกศีรษะเห็นด้วย "ถูกต้อง แม้นว่าพวกเขาจะมีความหวาดกลัวต่อพวกท่าน แต่ก็มีความยำเกรงแฝงอยู่ นั่นหมายความว่าตระกูลหวงของท่านสามารถเป็ที่พึ่งของฝูงชนได้เป็อย่างดี ผู้ที่สามารถปกครองผู้คนด้วยความหวาดกลัวแต่ฝูงชนกลับยำเกรงเช่นนี้ ผู้ที่คิดยุทธศาสตร์และการปกครองเช่นนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา"
หวงเทียนลู่ยิ้มอย่างแจ่มใสครั้นได้ยินคำชมเชย "ถูกต้อง วิธีการปกครองทุกอย่างถูกร่างขึ้นโดยพี่ใหญ่ของข้า... เอาล่ะ ข้าจะนำทางเ้าไปทำความรู้จักกับพี่ใหญ่และพี่รองของข้าเสียก่อน ข้าสามารถมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะต้องชื่นชมเ้าอย่างแน่นอน"
มุมปากไป๋เฉินขดเป็รอยยิ้มลึกลับพร้อมทั้งลอบพยักหน้า
แม้นเขาจะมีความทรงจำของไป๋เฉินคนเก่า แต่ทว่าเขาไม่เคยพบเจอและเห็นรูปพรรณสัณฐานของหวงเทียนหลงแม้แต่ครั้งเดียว
ั้แ่ยุทธการัเขมือบ หวงเทียนหลงเป็เพียงผู้ที่คุมหางเสืออยู่ด้านหลังเท่านั้น แต่พวกมันไม่ได้เข้าสู่สมรภูมิเผชิญหน้ากับไป๋หนานเทียนด้วยตัวเอง นั่นเป็เหตุผลที่ไป๋เฉินในคำนิยามว่า 'ขี้ขลาด' แก่เมืองเทียนเฟิง
แต่แม้นมันจะขี้ขลาดเพียงใด แต่สติปัญญาของพวกมันมิอาจมองข้ามได้ บุคคลที่สามารถเรียกรวมพลกองกำลังนับหมื่นชีวิตให้ใช้ชีวิตแลกเพื่อสังหารไป๋หนานเทียนย่อมเป็บุคคลที่อันตรายคนหนึ่ง
ดั่งวลีที่ว่า : แม้นจะไม่มีพละกำลัง แต่หากมีความเฉลียวฉลาดก็สามารถปกครองผู้อื่นได้โดยง่าย
โดยส่วนใหญ่ผู้แข็งแกร่งจะถูกชักจูงได้ง่ายเพราะชะล่าใจ แต่ผู้อ่อนแอจะถูกชักจูงได้ยากเพราะจำต้องไตร่ตรองถึงสามชั้นก่อนจะตัดสินใจในแต่ละขั้นตอน
หากจะกล่าวได้ว่าบุคคลสองประเภทนี้ย่อมมีตรรกะและความคิดที่แตกต่างกัน
รถม้าเคลื่อนขบวนไปจนถึงใจกลางเมืองเทียนเฟิง ก่อนที่รถม้าจะหยุดลงพร้อมกับเสียงดังขี้นอย่างเบื้องนอก "ยินดีต้อนรับท่านเทียนลู่ คุณหนูน้อยและนายน้อย"
หวงเทียนลู่ลงจากรถม้าและโบกมือพลางกล่าวถาม "พี่ใหญ่และพี่รองอยู่ที่ใด?"
"ผู้าุโสูงสุดและท่านผู้นำรอท่านอยู่ภายในห้องโถง" ผู้เฝ้าประตูตอบกลับอย่างสุภาพ
หวงเทียนลู่พยักหน้ารับทราบก่อนจะโบกมือนำทางไป๋เฉิน "สหายน้อย ไปกันเถอะ"
ไป๋เฉินสอดสายตาไปรอบๆก็ต้องพบกับขอบกำแพงสูงชันและเหล่าผู้บำเพ็ญนับสิบที่คอยเฝ้าระวังมิให้มีผู้ใดมากร้ำกราย แต่เขาก็เดินตามหวงเทียนลู่เข้าไปอย่างไม่มีการตื่นใใดๆ
หวงหลิงซูและหวงหลิงกงก็เดินไปยังทิศทางเดียวกันกับหวงเทียนลู่ หากแต่พวกเขาประกบไป๋เฉินเอาไว้
หลังจากผ่านโค้งทางเข้าพวกเขาก็ต้องพบเจอเข้ากับป้ายไม้สลักขนาดใหญ่สีทองอร่ามตาที่มีอักขระเขียนว่าหวง
ไป๋เฉินย่างกรายฝีเท้าติดตามไป ฉากเบื้องหน้าคือห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีการวางตำแหน่งไม่ต่างจากตระกูลฉินมากนัก โดยมีหวงเทียนลู่ค่อยๆเปิดประตูใหญ่สองบานก่อนจะนำทางเข้าไป
เมื่อไป๋เฉินข้ามผ่านธรณีประตู เขากลับััได้ถึงแรงกดดันที่แปลกประหลาดราวกับว่ากำลังถูกสอบสวน
ส่งผลให้เขาจำต้องเหล่หางตาติดตามไปยังทิศตะวันออกของห้องโถงก่อนจะพบเจอกับชายชราในอาภรณ์สีทองที่กำลังพลิกตำรา และด้านขวาคือร่างชายวัยกลางคนที่ส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้แก่เขา
ชายชราคือผู้าุโสูงสุดหวงเทียนหลิง และชายวัยกลางคนที่กำลังส่งยิ้มให้แก่ตนคือหวงเทียนหลง!
แต่ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อมองไปยังแววตาของหวงเทียนหลง
'คนผู้นี้มีความคิดความอ่านที่แตกต่างจากผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด'
'เขาเป็หนึ่งในความลึกลับที่แม้แต่ข้าเองก็ยากจะมองผ่าน'
หวงเทียนลู่บอกให้ไป๋เฉินรออยู่ที่ทางเข้าห้องโถง ส่วนมันก็เข้าไปรายงานเกี่ยวกับไป๋เฉินให้แก่หวงเทียนหลงได้ฟังพอสังเขป
แน่นอนว่าหวงเทียนหลงกำลังประเมินด้วยสายตาในขณะปราดมอง มุมปากค่อยๆยกขึ้นเป็รอยยิ้มและพูดคุยกับไป๋เฉินจากระยะไกล "ช่างเป็กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัว...เ้าคือว่าที่เขยของข้าใช่หรือไม่?"
"ห๊ะ!?" ไป๋เฉินที่กำลังแสดงสีหน้าขรึงขังก็เผลออุทานออกมาเสียงดัง
'ลูกเขย? นี่มันเื่บ้าอะไรกัน?'
"ท่านพ่อ!" หวงหลิงซูะโดุด่าอย่างดุเดือด แต่ใบหน้าของนางปรากฏรอยแดงลามไปจนถึงต้นคอ
หวงเทียนหลงหัวเราะเสียงดัง "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าแค่ล้อเ้าเล่น"
มุมปากของไป๋เฉินกระตุกอย่างหนัก แต่เขาค่อยๆเดินเข้าไปพร้อมกับประสานมือทำความเคารพตามมารยาทที่อ่านตามนิยายกำลังภายในทั่วๆไป "เฟยเฉิน คารวะท่านเ้าเมือง"
ยามนี้ไป๋เฉินได้ปิดร่องรอยจิตสังหารไว้อย่างดี คงเหลือเพียงกิริยาที่เป็มิตรผสมปนเปกับความเ็าซึ่งเป็กลิ่นอายดั้งเดิมเล็กน้อย
หวงเทียนหลงยิ้มเล็กยิ้มน้อย "น่าสนใจยิ่งนัก ลูกศิษย์ของท่านาานักฆ่า ช่างเหมาะสมจริงๆ เ้าทั้งสองมีกลิ่นอายที่เหมือนกันทุกประการ"
ไป๋เฉินปกปิดการแสดงออกทางสีหน้า บัดนี้เขาแทบจะไม่อยากรู้เกี่ยวกับหวงเทียนหลง แต่เขาอยากจะรู้เกี่ยวกับมฤตยูสีขาวหรือาานักฆ่าในโลกนี้เสียมากกว่า
เมื่อได้ยินคำอธิบายของหวงเทียนหลงแล้ว าานักฆ่าในโลกใบนี้คงมีทักษะและกลิ่นอายเหมือนกันกับตัวเขาไม่น้อย
บุคคลที่ขึ้นชื่อว่าาานักฆ่าจากอีกโลกตอนนี้คันไม้คันมืออย่างยิ่งในความอยากจะเผชิญหน้ากับาานักฆ่าในโลกใบนี้
หวงเทียนหลงพยักหน้าอย่างพึงพอใจหลังจากประเมินไป๋เฉินด้วยการปราดมอง "หน่วยก้านดี! ซ้ำยังมีความระมัดระวังตัวสูงเป็อย่างยิ่ง..."
ไป๋เฉินยังคงท่วงท่าประสานมือเข้าหากัน "ท่านเ้าเมืองสุภาพเกินไป"
หวงเทียนหลงริเริ่มที่จะสอบถามว่า "ข้าได้ยินมาว่าเ้ามีทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่อันตรายอย่างยิ่งแม้แต่น้องสามของข้าก็ยังมิอาจเอาชนะเ้าได้...เป็ความจริงหรือไม่?"
"ใครๆก็พูดเช่นนั้น" ไป๋เฉินตอบกลับด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น เขาไม่ได้เจียมเนื้อเจียมตัวแม้แต่น้อย
คิ้วของหวงเทียนหลงเลิกขึ้นก่อนจะอุทานเบาๆ "โอ้? ในเมื่อเป็เช่นนั้น-"
ไม่ทันที่หวงเทียนหลงจะได้กล่าวสิ้นสุดประโยค ร่างของมันกระพริบหายไปจากตำแหน่งเดิมราวกับหมอกควัน พลันปรากฏตรงหน้าไป๋เฉินด้วยแสงเย็นจากกระบี่ที่พุ่งแทงเป็เส้นตรงอย่างไร้ปราณี!
นั่นคือการลอบโจมตีอย่างฉับพลันจากเ้าเมืองเทียนเฟิง!
